เราเคยตั้งหัวข้ออะไรบ้าง เพื่อจะอธิษฐานปล้ำสู้?
เรามักมีประสบการณ์ที่คิดตั้งเป้าว่าจะทำภาระกิจบางอย่าง แต่กลับทำไม่ได้ และกลายเป็นภาระน่าเบื่อ !!!
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะนั้นไม่ใช่ความปรารถนาแท้จริงของเราเลยนั่นเอง พิจารณาสถานการณ์ของเหล่าสาวกใน กจ.5:40-42 เมื่อพวกเขาได้ตั้ง คริสตจักรขึ้น พวกเขามุ่งมั่นประกาศพระนามพระเยซู อย่างกระตือรือร้นทั้งที่ถูกข่มเหง เฆี่ยนตี ขัดขวางสั่งห้ามมิให้ประกาศ แต่พวกเขายังมุงมั่นประกาศต่อด้วยความยินดี ที่ถูกข่มเหงเพราะประกาศพระนามพระเยซู
แท้จริงสถานการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นไปตามแผนการณ์ความรอด ที่พระบิดากำหนด เพราะขณะเมื่อพระเยซูทรงบัญชาพวกสาวก ก่อนขึ้นสู่สวรรคสถาน ว่า “ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุ่งเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และ ณ สุดปลายแผ่นดินโลก” (กจ.1:8)
พระบัญชานี้จะเป็นไปได้อย่างไร? พวกยิวในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งคนต่างชาติจะรู้จักและเชื่อในพระคริสต์ได้อย่างไร?
นั่นเองพระเจ้าจึงต้องขับเคลื่อนแผนการณ์ โดยการกำหนดให้มีการข่มเหง เพื่อกระตุ้นให้มีการกระจายผู้เชื่อจากจุดศูนย์กลางตั้งต้น หรือจากการที่ยังมัวสาระวนอยู่ แต่เพียงใน comfort zone ให้เคลื่อนตัวออกไปสู่พื้นที่ต่างๆนั้นได้ ดังเช่นกรณีที่เมื่อสเตเฟนถูกข่มเหงจนตาย กลายเป็นเหตุให้สาวกแตกกระจาย จากเยรูซาเล็มไปยังที่ต่างๆทันที
เช่นเดียวกัน เราต้องมีความปรารถนาที่จะออกไปพร้อมข่าวประเสริฐ เพื่อเปิดประตูแห่งการเทพระพร โดยเข้าใจความจริงของแผนการณ์ดังนี้
1) พระเจ้าทรงรับรู้
พระเจ้าประสงค์ให้เราเรียนรู้จากสถานการณ์ การถูกข่มเหงที่ไม่พึงประสงค์ว่า
2) ผู้ประกาศย่อมมั่งมี
พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยาก ทุกประการที่เกิดขึ้นในภาระกิจประกาศ แต่ทว่าในแผนการของพระเจ้าพวกเขาเป็น “คนมั่งมี” โดยในขณะที่เรากำลังหยิบยื่นข่าวประเสริฐออกไป ในช่องทางต่างๆ เพื่อก่อเกิดพระพรแห่งความรอดกับผู้คนมากมาย
พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมพระพรจากผู้คนรอบข้างย้อนกลับเข้ามาสนับสนุนดูแลผู้ประกาศเหล่านั้นด้วยเช่นกัน (2คร. 6:10 / วว. 2:9,10)
3) มีบำเหน็จสำหรับผู้ประกาศ
เพราะภาระกิจการประกาศเต็มไปด้วยความยากลำบาก อุปสรรค และภัยอันตราย ผู้คนจึงมีเหตุผลเหล่านี้เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ค่อยประกาศกัน แต่ถ้าคิดเช่นนี้ คนภายนอกมากมายจะพบความรอดอย่างไร? ดังนั้นขอให้เราตระหนักว่าพระเจ้าทรงประเมินวินิจฉัยทุกการเสียสละยอมทุกข์ยากเพื่อข่าวประเสริฐ โดยพระเจ้า
“พระมหาบัญชาต้องมาอันดับแรก”
เพราะว่าความปรารถนาสูงสุดของพระเยซู ในการเสด็จเข้ามาในโลกนี้คือ การทำให้แผนการณ์ความรอดของพระบิดาบรรลุสำเร็จที่ไม้กางเขน เช่นเดียวกันบรรดาสาวกของพระองค์ได้สืบทอดความปรารถนาอย่างกระตือรือร้น ไม่ย่อท้อใดๆเลยแม้จะถูกข่มเหงอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า่ก็ไม่หยุดส่งเสียง ด้วยความปรารถนาที่แรงกล้าตามอย่างพระเยซู
วันนี้พระเยซูทรงคาดหวังว่า เราทั้งหลายที่ได้รับผลจากความปรารถนาของพระองค์แล้วจะยอมรับสืบทอดความปรารถนานี้ต่อไป โดยตระหนักในความจริงที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเหล่านี้
1) พระเจ้าทรงกำหนดทุกอย่างไว้ในแผนการณ์
ความยากลำบากของภาระกิจเป็นดังอุปกรณ์ทดสอบความเชื่อของเรา และเพื่อพิสูจน์การดำรงอยู่ในความรอดของเรา ตลอดจนสะท้อนว่า เราเห็นคุณค่าแห่งความรอดแค่ไหน?
การข่มเหงเป็นดังอุปกรณ์ที่พระเจ้าใช้ขับเคลื่อน ขยายเขตแดนของการประกาศให้กว้างไกลออกไป จนสุดปลายแผ่นดินโลก
2) พระเจ้าจัดเตรียมบำเหน็จไว้รองรับ
พระเจ้าทรงยืนยังว่าในขณที่ผู้ประกาศกระทำการอย่างสัตย์ซื่อ กระตือรือร้น และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเต็มด้วยอุปสรรคปัญหา ตลอดจนมีภาวะอันตรายในทุกระดับ แต่ในแผนการณ์ความรอดนี่คือสถานะแห่งการเป็นคนมั่งมี หมายความว่า เขากำลังส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ที่ไม่เน่าเปื่อยนั้นคือบำเหน็จรางวัล ซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมเป็น surprise ในอนาคต แต่มิได้แจ้งละเอียดชัดเจน โดยประสงค์ให้เรามองเห็นด้วยพระคุณ และวุฒิภาวะฝ่ายวิญญาณ
3) พระเจ้ารับรองโดยรับผิดชอบในทุกสิ่ง
พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาที่ทรงประทานไว้ในแผนการณ์โดยทรงคาดหวังว่าสาวกที่สัตย์ซื่อจะรับผิดชอบต่อภาระกิจสุดยอดปรารถนาของพระเยซูให้ดีที่สุด แล้วพระองค์เองจะรับผิดชอบชีวิตของเราตลอดทุกชาติพันธุ์ ซึ่งย่อมดีกว่าที่เราจะพยายาม (2ทธ.1:12)
เรายอมเสียสละ ยอมทนทุกข์เพื่อจะพูดถึงพระนามของพระเยซูหรือไม่?
สาวกของพระคริสต์ต้องไม่หยุดส่งเสียง เพราะพระเจ้าเองไม่เคยหยุดสำแดงความสัตย์ซื่อในความจริงเหล่านี้เลย