เมื่อเราปฏิบัติภารกิจในฝ่ายวิญญาณ เราย่อมคาดหวังการเกิดผลและเรารู้ว่าการเกิดผลมาจาก ฤทธิ์เดช ของพระเจ้า แต่หลายครั้งพบว่าภารกิจต่างๆมิได้เกิดผลหรือมีหมายสำคัญใดๆปรากฏดังที่คาดทำไมเป็นเช่นนั้น?
ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถปรากฏกระทำการดัง “ระเบิด” ที่ระเบิดออกให้พลังอำนาจมากมายมหาศาลเมื่อสาวกมีการยินยอมเสียสละ เพราะว่า พระคริสต์ เสด็จมาเพื่อทำลาย กิจการของมารในทุกมิติ ( 1ยน.3:8 ) ทั้งนี้ โดยการยอมสละ พระองค์เอง อย่างสูงสุด เมื่อพระคริสต์สิ้นพระชนม์มีอะไรเกิดขึ้น? พระองค์ตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว” ม่านในพระวิหารขาด อุโมงค์เปิดออก ศพของธรรมมิกชนได้เป็นขึ้น ออกจากอุโมงค์เข้าไปในนครบริสุทธิ์
หมายความว่ามีการชดใช้ไถ่บาป มีการปลดปล่อยพ้นจากอำนาจความตาย,อำนาจการครอบครองจากบาป เกิดการย้ายจากทาสมารมาเป็นของพระเจ้า
จากภาพปรากฎที่บังเกิดขึ้นหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ยืนยันว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้าระเบิดออกมหาศาล เมื่อมีการอุทิศเสียสละในระดับสูง ตรงกันข้าม การนิ่งเฉยไม่จ่ายราคาใดๆ ย่อมเป็นการ ไม่เอื้อและปิดกั้นฤทธิ์เดชเพราะพระเจ้าขาดภาชนะในลักษณะต่างๆมารองรับ ฤทธิ์อำนาจที่พร้อมจะระเบิดออกไปสร้างผลลัพธ์นั่นเอง เราจำเป็นต้องมีการเสียสละในมิติฝ่ายวิญญาณด้านต่างๆดังนี้
1) การอธิษฐาน
เพื่อแสดงการวิงวอนต่อพระเจ้าโดยต้องมีการสละเวลา แรงใจ ปฏิบัติอย่างเป็นทางการ ชัดเจน และอย่างเจาะประเด็น
2) การอดอาหาร
การงดให้ “อาหาร” ทุกประเภท กับ “เนื้อหนัง” เป็นการแสดงความจำนน ยอมทนทุกข์เพราะมีความจำเป็นมาก ต้องการขอพึ่งพาความช่วยเหลืออย่างเต็มขนาดจากพระเจ้า ดังกรณีของพระนางเอทเธอร์ ได้อดอาหารพร้อมกับยิวถึง สามวัน เนื่องจากวิกฤติภัยที่เกิดขึ้นกับพวกยิว(อสธ.4:13-16)
3) การจ่ายราคาสิ่งสารพัด
การยอมเสียสละเงินทอง วัตถุ ทั้งนี้ผู้ที่ยินยอมจ่ายราคาสละสิ่งสารพัดเพราะมองเห็นคุณค่าของพระเจ้า พระองค์ย่อมพอพระทัย เปรียบดังคนงานที่ขยัน ย่อมเป็นที่พอใจนาย ดังเช่นกษัตริย์ดาวิด ทุ่มเทชีวิตในการปฏิบัติเพื่อติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟัง ตั้งใจรักพระเจ้าโดยจัดเตรียม วัตถุทรัพย์สิน เงินทองมากมาย เพื่อการสร้างพระวิหารถวาย และพระเจ้าทรงพอพระทัยความกระตือรือร้นในการจ่ายราคานี้ พระองค์ทรงเทพระพรแห่งฤทธิ์เดชให้กระทำการอย่างเต็มขนาดใน ซาโลมอน คือท่านอุดมด้วย สติปัญญา และความมั่งคั่ง และแม้ภายหลังจะทรงหันเหไปจากพระเจ้า แต่พระพรและฤทธิ์เดชจากการอุทิศเสียสละของดาวิดยังคงปกคลุมเหนือ ลูกหลานแห่งราชวงศ์ในอีกหลายสมัย
4) การจ่ายราคาในระดับครอบครัว(ความสัมพันธ์)
เป็นการยอมสละ เวลา ความผูกพันด้านต่างๆ เกียรติศักดิ์ศรี(ถ่อมใจ) เพื่อสามารถถวายตัว ลงมือปรนนิบัติผู้คนได้ในทุกโอกาส ทั้งนี้พระคริสต์ทรงเรียกสาวกให้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่โดยตรัสว่า “จงรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (การแบกกางเขน หมายถึง ชีวิตของนักโทษที่มีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้นคือต้องเดินไปรับการประหาร”
พระคริสต์ ทรงเรียกสาวกให้ยอมสละชีวิตของตนเอง เพราะในที่สุด ฤทธิ์เดชของพระเจ้าย่อมระเบิดออกเป็นการได้ชีวิตของสาวกเอง และได้ชีวิตอีกมากมายที่จะตามมาในความรอด
“ผู้ใดจะเสียชีวิต เพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด” (มธ.16:24,25)
“เสียสละเพื่อแผนการของพระเจ้า”
เพราะว่านอกจากพระเจ้าจะประสงค์ “สาวก” เป็นภาชนะแล้ว แต่พระองค์จะทรงขับเคลื่อนแผนการณ์ความรอดให้มุ่งสู่เป้าหมายด้วยพลังแห่งฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์เองที่เข้าแทรกแซงในทุกมิติผ่าน “ภาชนะ” รูปแบบต่างๆ ที่จะสามารถรองรับบรรจุฤทธิ์เดชนั้นไปได้ทุกช่องทาง ดังนั้นสาวกจึงสมควรต้องยอมเสียสละชีวิตของเขา เพื่อ ฤทธานุภาพ จะระเบิดทำงานตามแผนการณ์ได้โดยการ เสียสละเหล่านี้
1) อุทิศตัวเพื่อการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ทั้งนี้เพราะว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสามารถเข้ามาครอบครอง ควบคุมและเต็มล้นในชีวิตเมื่อเราสละเวลาแรงกาย ใจ ในการมุ่งอธิษฐาน วิงวอน สละ ปฏิเสธความต้องการของเนื้อหนังในการงด “อาหาร” ทุกอย่างที่จะไปบำรุงเนื้อหนัง แน่นอนว่า ชีวิตที่เคร่งครัดฝ่ายวิญญาณ “ทุบตีเนื้อตัวจนอยู่มือ” เช่นนี้จะน้อมนำให้เกิดการ “ประกอบ” “เต้มล้น” ด้วยพระวิญญาณ และนี้คือที่มาของ การระเบิด แห่งฤทธิ์เดช
2) จ่ายราคาในสิ่งสารพัด
บรรดาสิ่งของทรัพยากร วัตถุ เงินทอง ที่เสียสละ คือ หลักฐานยืนยันว่า เรา “มีตา” เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เห็นคุณค่า แผนการณ์ที่เป็นความปรารถนาของพระคริสต์ และสิ่งสารพัดเหล่านี้นี่เอง เป็นอุปกรณ์ที่พระเจ้าสามารถใช้ทำราชกิจได้
3) ถวายตัวในระดับความสัมพันธ์
ฤทธานุภาพของพระเจ้าระเบิดเต็มขนาด ผ่าน ภาชนะอันมีชีวิต นั่นคือ ชีวิตของสาวกที่ยอมอุทิศเวลา ความสามารถ ความสัมพันธ์ส่วนตัว และ เกียรติศักดิ์ศรี เพื่อแสดงการกระทำด้วยความรักต่อผู้อื่น ดังที่พระคริสต์ทรงปรารถนาและกระทำแล้วที่กางเขน และทรงกำลังคาดหวังว่าสาวกของพระองค์จะปรารถนากระทำด้วย
การยินยอมเสียสละชีวิตของเรา(สาวก) จะเป็นเหตุให้ฤทธานุภาพ ทำการในแผนการณ์ของพระเจ้าผ่านชีวิตของเราได้
“ เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอดผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด”