Curriculum
Course: รวมเทศนาและเพลงนมัสการ ค่าย Passion in C...
Login

Curriculum

รวมเทศนาและเพลงนมัสการ ค่าย Passion in Christ

Video lesson

เทศนา#1 “โบสถ์ไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นโรงพยาบาล”

“คริสตจักรไม่ใช่สวรรค์แต่เป็นโรงพยาบาล ( อฟ 4:25-32)”

เมื่อผู้คนไปคริสตจักรพวกเขาคาดหวังจะพบอะไร? 

     หลายคนอาจผิดหวังเพราะบางครั้งพวกเขาไม่เป็นที่ต้อนรับ และกลับพบว่าในคริสสตจักรมีคนไม่ค่อยน่ารักในลักษณะต่างๆอยู่มากมาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? นั่นเพราะคริสตจักรเป็นที่รวมคนป่วย(ฝ่ายวิญญาณ)ในประเภทต่างๆเข้ามาอยู่รวมกัน เพื่อรอรับการรักษานั่นเอง หมายความว่าในด้านหนึ่งคริสตจักรเปรียบเหมือนโรงพยาบาล

     ภาพที่ เปาโล กล่าวไว้ถึงคริสตจักรเอเฟซัส สะท้อนว่าที่นี่เต็มไปด้วยคนป่วย ไม่ปกติมากมายจริง  “จงเลิกพูดมุสา“อย่าให้ตะวันตกดินท่านยังโกรธอยู่“คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก“อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่าน 

     ทั้งนี้ด้วยเป็นคริสตจักรโดยฤทธิ์เดชแห่งการรักษาของพระเจ้า คนเหล่านี้จึงสามารถจะเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมป่วยเดิมๆ กลายเป็นพฤติกรรมคนปกติ “จงพูดความจริง“จงใช้มือทำงานที่ดี” “ จงกล่าวคำที่ดี และเป็นประโยชน์เหมาะกับความต้องการแก่คนที่ได้ฟัง 

ความจริงจาก พระวจนะ เหล่านี้ สะท้อนว่าคริสตจักรจะต้องเป็นโรงพยาบาล โดยเราต้องเข้าใจและตอบสนองให้ความจริงนี้เกิดขึ้นได้โดย 

1) หายป่วยก่อน 

    เราต้องรับการรักษาให้หาย เพื่อจะกลับกลายเป็นคนที่มีใจเมตตากรุณาพร้อมยอมรับให้อภัย มองข้ามความบกพร่องของผู้ป่วย ( อฟ.4:32) 

คุณสมบัติเช่นนี้ย่อมเอื้อให้เกิดการรักษา เปรียบถึงหมอและพยาบาลที่ล้วนมีใจกรุณาอ่อนสุภาพย่อมไม่ตำหนิดุว่าผู้ป่วย มีแต่การชมเชยช่วยให้กำลังใจจนผู้ป่วยรู้สึกอยากหายเพราะจิตใจฟื้นฟู 

2) คิดทำสิ่งบวกเลิกคิดทำสิ่งลบ  

    ภายใต้หลักการที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นหลักฐานแห่งการเป็นสาวกของพระคริสต์สิ่งที่ต้องกระทำคือ 

  • ละทิ้งการชั่วทั้งปวงไป มุ่งกระทำแต่ล้วนการดี 

  • ถ่อมใจลงโดยแสดงออกในการให้เกียรติผู้อื่นด้วยการพูดสนับสนุนในสิ่งดี ส่วนดีของผู้คน แม้เขาจะมีข้อบกพร่องปรากฏอยู่(แทนที่จะตำหนิแต่ข้อบกพร่องดังที่คนทั่วไปเขาทำกัน) 

  • แสดงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยความรักของพระคริสต์ที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต เพื่อสามารถจะกระทำสิ่งบวก ทดแทนสิ่งลบ เช่นการยอมให้อภัย 

3) เป็นเกลือและแสงสว่าง 

    ทุกคนที่หายป่วย(หรือป่วยน้อยลง)ต้องร่วมมือกันออกไปช่วยผู้ป่วยที่ยังมีอีกมากมายในสังคม ให้ได้มีโอกาสรับการรักษาโดยความรักของพระเจ้า  

 

 “ความปรารถนาในพระคริสต์ของทุกคนในพลับพลา” 

ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต 

     เพราะว่าคริสตจักรที่มีแต่คนเจ็บป่วยแน่นอนว่าอาการป่วยในลักษณะต่างๆ(พฤติกรรมบาปจากตัวเก่า ที่แสดงออกเป็นคำพูดและการกระทำ)ย่อมไปสร้างผลกระทบต่อกันและกัน ปรากฏเป็นปัญหาในการทะเลาะวิวาท การแตกแยก และการประทุษร้าย กันในระดับต่างๆ ที่บ่อนทำลาย เอกภาพ ศักยภาพและพลานุภาพ คุณสมบัติสำคัญของคริสตจักรที่ควรจะมีและมีอย่างแข็งแกร่ง  

     แต่เพราะคุณสมบัติเหล่านี้อาจอ่อนแอและอาจขาดไปเพราะคริสตจักรมีแต่ผู้ป่วยนั่นเองพระเจ้าย่อมไม่สามารถนำคริสตจักรไปเป็นภาชนะเพื่อแผนการและเป้าหมายของพระองค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรเป็น 

ดังนั้นเราทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์แล้วต้องปรารถนาการมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจนเข้าใกล้หรือเป็นปกติโดย 

1) เริ่มจากตัวเรา 

     ต้องรับการเปลี่ยนแปลงสร้างใหม่ตลอดเวลาโดย 

  • มองเห็นและจำนนความจริงว่าเรายังบกพร่อง เจ็บป่วยอยู่ 
  • ตระหนักว่าพระเจ้าสามารถและพร้อมจัดสร้างเปลี่ยนแปลง รักษาเรา 
  • ยอมรับกระบวนการรักษา การสร้างใหม่โดยกระบวนการฝ่ายวิญญาณและโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะความเปลี่ยนแปลงของชีวิตคือหลักฐานของการเป็นสาวกพระคริสต์ 

2) สาวกสร้างโอกาสการรักษา 

    เราต้องช่วยให้ผู้อื่นได้รับการรักษาโดย ความรักของพระคริสต์ ด้วยการ 

  • ถ่อมใจให้เกียรติเห็นว่าผู้อื่น ดีกว่าตัวเอง 

  • สุภาพอ่อนโยนด้วยใจกรุณาต่อผู้ที่บกพร่องอ่อนแอขาดแคลน 

  • กระทำตรงข้ามกับคนภายนอกโดยเป็นเกลือและแสงสว่าง 

เพราะพระเจ้า ทรงสามารถรักษาผู้คนผ่านทางสาวกของพระองค์ (ดังที่เคยปรากฏเป็นจริงกับสาวก 12 คนมาแล้ว) 

     คริสตจักรที่มีคนปกติ( ในฝ่ายวิญญาณ) จำนวนมาก ย่อมเอื้อให้เกิดคุณสมบัติสำคัญคือ เอกภาพ ศักยภาพ และพลานุภาพ ซึ่งปรากฏและแข็งแกร่ง ซึ่งพระเจ้าย่อมนำไปเป็นภาชนะ สร้างการเกิดผลตามแผนการของพระองค์ได้เต็มที่นั่นเอง