ผู้อารักขาที่ดี ผ่านบทเรียนชีวิตของ ยาโคบ โดยเน้นย้ำว่าแม้คริสเตียนจะได้รับ ชัยชนะ จากพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ยังต้องรับผิดชอบในการ ปล้ำสู้ เพื่อพิสูจน์ชัยชนะนั้นในชีวิตจริง ท่ามกลางอุปสรรคภายนอกและอุปนิสัยที่ไม่สมบูรณ์ภายใน ผู้พูดชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงเกิดจากการใช้ กำลังสติปัญญาและพละกำลัง ที่มาจากพระเจ้า ควบคู่ไปกับ ทัศนคติที่เห็นคุณค่า ในสถานะบุตรของพระองค์ และความเต็มใจที่จะ ยอมจำนนต่อความจริง เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เป้าหมายสูงสุดของการปล้ำสู้คือการเปลี่ยนจากตัวตนเก่าไปสู่การเป็น คนใหม่ของพระเจ้า ที่พร้อมจะก้าวไปรับมรดกนิรันดร์อย่างมั่นคงและสง่างามตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์
การเป็นผู้อารักขา
การเป็นผู้อารักขา ไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบวินัย แต่เป็นการรับผิดชอบต่อชัยชนะที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำให้เราแล้วที่กางเขน โดยมีสาระสำคัญที่ลึกซึ้งดังนี้:
1. นิยามของการเป็นผู้อารักขา: “การผ่อนส่งชัยชนะ”
ข้อมูลให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ชัยชนะและความรอดที่พระเยซูประทานให้เปรียบเหมือน “มัดจำ” (Down payment) ที่พระองค์จ่ายให้เราแล้ว,
- หน้าที่รับผิดชอบ: การเป็นผู้อารักขาคือหน้าที่ในการ “ผ่อนส่ง” ซึ่งหมายถึงการพิสูจน์ว่าชัยชนะของพระเยซูคริสต์เป็นจริงในชีวิตของเราผ่านการดำเนินชีวิตในโลกนี้
- ไม่ใช่การอยู่เฉย: การเป็นผู้อารักขาที่ดีย่อมไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ แต่ต้องมีการ “ปล้ำสู้” เพื่อรักษาและพิสูจน์ชัยชนะนั้น,
2. สิ่งที่ผู้อารักขาต้อง “ปล้ำสู้” (2 อ. อ่าง)
ชีวิตของผู้อารักขาต้องเผชิญกับการต่อสู้ใน 2 มิติหลัก:
- อุปสรรคภายนอก: คือปัญหาต่าง ๆ ในโลก กิจการงาน หรือแรงกดดันรอบตัวที่ต้องผ่านพ้นไปให้ได้,,
- อุปนิสัยภายใน: คือการต่อสู้กับนิสัยเก่า ความบกพร่อง หรือวัฏจักรบาปเดิม ๆ เพื่อให้ “หลุดพ้น” และเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่,,,
3. กำลังที่ใช้ในการอารักขา
ผู้อารักขาจำเป็นต้องพัฒนาและใช้กำลังใน 3 ด้านเพื่อความสำเร็จ:
- กำลังกายและสติปัญญา: ต้องใช้ศักยภาพและปัญญาจากพระเจ้าในการแก้ปัญหา เหมือนโยเซฟที่ใช้ปัญญาบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ,,
- กำลังความเชื่อ: คือการยืนหยัดไม่ย่อท้อบนความเชื่อในข่าวประเสริฐ,
- กำลังเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณ: เป็นกำลังที่ต้องวอนขอจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้มีชัยชนะเหนือเนื้อหนัง,
4. ทัศนคติและการเห็นคุณค่า
ผู้อารักขาที่แท้จริงต้องมี “ทัศนคติแห่งการเห็นคุณค่า” ในสถานะการเป็นลูกของพระเจ้า
- เห็นไข่มุกที่ล้ำค่า: ต้องมองเห็นคุณค่าในพันธสัญญาของพระเจ้าและไม่ดูถูกสิทธิอำนาจที่ได้รับมา เหมือนที่ยามโคบเห็นคุณค่าแต่เอซาวกลับละเลย,
- ความสัตย์ซื่อและเชื่อฟัง: การอารักขาที่ดีต้องพิสูจน์ด้วยความเชื่อฟังและการยอมให้พระเจ้าฝึกฝนชีวิต,
5. เป้าหมายและผลลัพธ์ของการอารักขา
- การขยายผล: ผู้อารักขาที่มีชัยชนะจะนำความเจริญมาสู่ที่ที่เขาอยู่ เช่นเดียวกับยาโคบที่ทำให้บ้านของลาบันมั่งคั่งขึ้น
- การยอมจำนนเพื่อชัยชนะ: จุดสูงสุดของการเป็นผู้อารักขาคือ “การยอมจำนนต่อความจริงของพระเจ้า” การสวมสภาวะคนใหม่ และการเลิกพึ่งพากำลังของตนเองเพียงอย่างเดียว,,
โดยสรุป การเป็นผู้อารักขา คือวิถีชีวิตที่มุ่งเน้นสิ่งที่เป็นฝ่ายวิญญาณมากกว่าเนื้อหนัง โดยใช้ทุกศักยภาพที่พระเจ้าประทานให้เพื่อขยายผลพระพร และพิสูจน์สถานะการเป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมภาคภูมิ
ชัยชนะในพระคริสต์
ชัยชนะในพระคริสต์ ไม่ใช่เพียงสถานะที่เราได้รับมาเพื่ออยู่เฉย ๆ แต่เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นแล้วและเรียกร้องให้เรามีส่วนรับผิดชอบในการพิสูจน์ความจริงนั้นผ่านชีวิตประจำวัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
1. นิยามของชัยชนะ: มัดจำที่ต้องผ่อนส่ง
ชัยชนะในพระคริสต์มีพื้นฐานมาจากความรอดที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำให้สำเร็จแล้วที่กางเขนเมื่อ 2,000 ปีก่อน,.
- ชัยชนะที่เป็นมัดจำ: ความรอดว่าเป็นเหมือน “มัดจำ” (Down payment) ที่พระเจ้าจ่ายให้เราผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์.
- หน้าที่ของผู้อารักขา: แม้จะได้มัดจำมาแล้ว แต่ในฐานะผู้อารักขา (Steward) เรามีหน้าที่ในการ “ผ่อนส่ง” ซึ่งหมายถึงการพิสูจน์ชัยชนะของพระเยซูให้เป็นจริงในชีวิตของเราในขณะที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้,.
2. ธรรมชาติของชัยชนะ: การปล้ำสู้ (Wrestling)
ชัยชนะในพระคริสต์ไม่ได้มาจากการอยู่เฉย ๆ แต่ต้องผ่านการ “ปล้ำสู้” อย่างจริงจัง,.
- อุปสรรคภายนอก: การต่อสู้กับปัญหาในโลก กิจการงาน และสถานการณ์รอบตัวที่ยากลำบาก,.
- อุปนิสัยภายใน: การต่อสู้เพื่อ “หลุดพ้น” จากนิสัยเก่า วัฏจักรบาปเดิม ๆ หรือความบกพร่องในอดีต,.
- เป้าหมาย: การปล้ำสู้มีไว้เพื่อให้เรา “ผ่านพ้น” อุปสรรค และ “หลุดพ้น” จากตัวตนเก่า เพื่อรับพระพรและมรดกที่พระเจ้าเตรียมไว้.
3. ปัจจัยสู่ชัยชนะ
การจะมีชัยชนะในทางของพระเจ้าได้นั้น ผู้อารักขาต้องอาศัยปัจจัยสำคัญดังนี้:
- กำลังจากพระเจ้า: ไม่ใช่เพียงกำลังกายหรือสติปัญญา (กึ๋น) ของมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องอาศัย “กำลังเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณ” ที่ได้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อยืนหยัดไม่ย่อท้อ,,.
- ทัศนคติที่เห็นคุณค่า: ต้องเห็นคุณค่าของสถานะการเป็นบุตรของพระเจ้าและสิทธิ์ในพันธสัญญา (เหมือนที่ยาโคบเห็นคุณค่าแต่เอซาวมองข้าม),.
- การยอมจำนนต่อความจริง: ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักเริ่มต้นจากการ “ยอมแพ้” หรือยอมจำนนต่อความจริงของพระเจ้า สารภาพความบกพร่อง และเลิกพึ่งพากำลังของตนเอง,,.
4. พระเยซูคริสต์: ต้นแบบและผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะ
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ที่ปักธงชัยชนะให้แก่เรา และทรงเป็นแบบอย่างของการปล้ำสู้ที่สมบูรณ์ที่สุด,.
- การปล้ำสู้ของพระองค์: พระองค์ทรงสู้ตั้งแต่การถ่อมพระทัยลงมาเกิด การเผชิญกับการถูกไล่ฆ่า จนถึงการปล้ำสู้ในคำอธิษฐานที่สวนเกทเสมนีและชัยชนะสูงสุดที่กางเขน.
- ผู้เสริมกำลัง: เมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องปล้ำสู้ พระเยซูทรงเป็นต้นทุนที่ประทานกำลังและปัญญาให้เราสามารถลุกขึ้น “ยกแคร่แล้วเดินไป” ได้มากกว่าปกติ,.
สรุปได้ว่า ชัยชนะในพระคริสต์ คือการที่เรายืนหยัดอยู่บนความเชื่อในข่าวประเสริฐ และตั้งใจปล้ำสู้เพื่อเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น โดยมีความมั่นใจว่าในที่สุดเราจะได้รับมรดกนิรันดร์อย่างเต็มภาคภูมิ
ชีวิตของยาโคบ
ชีวิตของยาโคบในพระธรรมปฐมกาลถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องของ “การเป็นผู้อารักขา” และ “การปล้ำสู้เพื่อชักนำชัยชนะ” โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
1. นักสู้ตั้งแต่กำเนิด (The Natural Wrestler)
ชีวิตของยาโคบเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่ในครรภ์ พระคัมภีร์บันทึกว่าเขาเป็นฝาแฝดกับเอซาว และในขณะที่เกิดมานั้นเขาได้จับส้นเท้าของพี่ชายเอาไว้เพื่อไม่ให้เอซาวออกมาก่อน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงนิสัยพื้นฐานที่ต้อง “ปล้ำสู้” มาตลอดชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ
2. ปัญหา 2 มิติ: อุปสรรคภายนอกและอุปนิสัยภายใน
ปัญหาชีวิตของยาโคบผ่านหลักการ “2 อ. อ่าง” ดังนี้:
- อุปสรรคภายนอก (เอซาว): ยาโคบต้องเผชิญกับความโกรธแค้นของเอซาวที่ยาวนานจากการที่เขาไปหลอกชิงสิทธิ์บุตรหัวปีมา จนเอซาวคาดโทษว่าจะฆ่าเขา สิ่งนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ยาโคบกังวลและคิดว่าไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกำลังของตนเอง
- อุปนิสัยภายใน (คนเจ้าเล่ห์): แม้ยาโคบจะไม่ได้เป็นคนหลอกลวงตั้งแต่เกิด แต่เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาต้องเป็นคน “วางแผนและเจ้าเล่ห์” เพื่อความอยู่รอด ทั้งจากแม่ของเขา (เรเบก้า) และลุง (ลาบัน) ที่ขี้โกงและเบี้ยวค่าแรงเขาถึง 10 ครั้ง
3. การปล้ำสู้ที่เปนีเอล: จุดเปลี่ยนสำคัญ
เหตุการณ์ที่ “เปนีเอล” คือจุดสูงสุดในชีวิตของยาโคบ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับบุรุษลึกซึ้ง (ซึ่งคือพระเจ้า)
- ปล้ำเพื่อความรอด: ยาโคบไม่ได้ปล้ำเพื่ออยากได้ทรัพย์สมบัติเพราะเขามีอยู่แล้ว แต่เขาปล้ำสู้เพื่อให้ “ผ่านพ้น” อุปสรรคของเอซาว และ “หลุดพ้น” จากนิสัยเก่าของตนเอง
- ชัยชนะผ่านการยอมจำนน: ชัยชนะที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าแตะที่ข้อสะโพกของเขาทำให้เขาเดินไม่ได้และต้องยอมจำนน การที่เขา “ยอมรับความจริง” ว่าตนเองชื่อยาโคบ (ซึ่งหมายถึงผู้ฉวยโอกาสหรือคนหลอกลวง) คือการสารภาพผิดที่ทำให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อเขาใหม่เป็น “อิสราเอล”
4. สติปัญญาและการขยายผลพระพร
ยาโคบไม่ได้มีเพียงกำลังกาย แต่เขายังมีสติปัญญาที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการ (อารักขา) สิ่งที่ได้รับมอบหมาย
- ปัญญาด้านพันธุศาสตร์: ในช่วงที่อยู่กับลาบัน ยาโคบใช้ปัญญาในการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์แพะแกะที่แข็งแรงให้เป็นของเขาตามสัญญา ยกย่องเขาว่าเป็นเหมือนบิดาแห่งพันธุศาสตร์ที่ใช้ปัญญาจากพระเจ้าในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรม
- การเป็นท่อพระพร: ไม่ว่ายาโคบจะไปที่ไหน เขานำความเจริญมาสู่ที่นั่น เช่น การทำให้บ้านของลาบันร่ำรวยขึ้นอย่างมาก
5. การเห็นคุณค่าในพันธสัญญา
สิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงเลือกยาโคบเหนือกว่าเอซาว ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนดีสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามี “ทัศนคติแห่งการเห็นคุณค่า”
- ไข่มุกที่ล้ำค่า: ในขณะที่เอซาวดูถูกสิทธิ์บุตรหัวปีและพันธสัญญาของพระเจ้า ยาโคบกลับไขว่คว้าและยอมลำบากเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าเอาไว้
- ความสัตย์ซื่อและอดทน: ยาโคบพิสูจน์ความสัตย์ซื่อผ่านการทำงานหนักถึง 14 ปีเพื่อให้ได้ภรรยาที่รัก และทนต่อการถูกโกงโดยไม่ตอบโต้ด้วยวิธีที่ผิด
โดยสรุป ชีวิตของยาโคบสอนให้เราเห็นว่า ชัยชนะในทางพระเจ้า ไม่ได้เกิดจากการพึ่งพากำลังสติปัญญาของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ “ปล้ำสู้ด้วยความเชื่อ” และการยอมจำนนต่อความจริงของพระเจ้า เพื่อรับการเปลี่ยนชีวิตใหม่จากคนบาปที่บกพร่องสู่การเป็นคนของพระเจ้าที่ได้รับมรดกนิรันดร์อย่างเต็มภาคภูมิ
การปล้ำสู้ฝ่ายวิญญาณ
การปล้ำสู้ฝ่ายวิญญาณ (Spiritual Wrestling) ไม่ได้หมายถึงการพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความรอด เพราะพระเยซูคริสต์ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่กางเขนให้แก่เราแล้วเมื่อ 2,000 ปีก่อน แต่คือหน้าที่ของคริสเตียนในฐานะ “ผู้อารักขา” ที่ต้องพิสูจน์ชัยชนะนั้นให้เป็นจริงในชีวิต โดยมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งดังนี้:
1. นิยามของการปล้ำสู้: การผ่อนส่งชัยชนะ
ความรอดคือ “มัดจำ” (Down payment) ที่พระเยซูทรงจ่ายให้เราแล้ว แต่การเป็นผู้อารักขาที่ดีคือการมีส่วนรับผิดชอบในการ “ผ่อนส่ง” มัดจำนั้น ซึ่งหมายถึงการที่เราต้องปล้ำสู้เพื่อพิสูจน์ว่าชัยชนะของพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้จริงในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงรอความสมบูรณ์แบบในวันที่เราจากโลกนี้ไปเท่านั้น,
2. มิติของการปล้ำสู้: 2 อ. อ่าง และ 2 พ้น
การปล้ำสู้ฝ่ายวิญญาณมีเป้าหมายที่ชัดเจนใน 2 ด้านหลัก,:
- อุปสรรคภายนอก (อ. ตัวที่ 1): คือปัญหาต่าง ๆ ในโลก กิจการงาน หรือความกดดันรอบตัวที่ต้อง “ผ่านพ้น” ไปให้ได้,
- อุปนิสัยภายใน (อ. ตัวที่ 2): คือการต่อสู้กับตัวตนเก่า ความบกพร่อง หรือวัฏจักรบาปซ้ำซากเพื่อให้ชีวิต “หลุดพ้น” และเกิดการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยใหม่,,
3. ปัจจัยสู่ชัยชนะในการปล้ำสู้
การจะปล้ำสู้จนได้รับชัยชนะนั้น ต้องประกอบด้วย 3 สิ่งสำคัญ:
- กำลัง (Strength): เราต้องใช้ทั้ง กำลังสติปัญญา (กึ๋น) ในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมเหมือนยาโคบ, และที่สำคัญที่สุดคือ กำลังเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ได้รับผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์และการอธิษฐานวิงวอน เพราะกำลังลำพังของมนุษย์ไม่สามารถต้านทานแรงเสียดทานของโลกได้,
- ทัศนคติแห่งการเห็นคุณค่า (Attitude): เราต้องมองเห็นคุณค่าในสถานะการเป็นคนของพระเจ้า (เหมือนเห็นไข่มุกที่ล้ำค่า) หากเราไม่เห็นคุณค่าของสิทธิอำนาจที่ได้รับมา เราจะไม่มีแรงจูงใจในการปล้ำสู้และจะยอมแพ้ต่อค่านิยมของโลกได้ง่าย,
- การยอมจำนน (Surrender): นี่คือจุดที่ดูขัดแย้งแต่สำคัญที่สุด ชัยชนะในทางของพระเจ้ามักเริ่มต้นจากการ “ยอมแพ้ต่อความจริง”, เหมือนยาโคบที่ยอมจำนนและสารภาพตัวตนที่บกพร่องของเขาที่เปนีเอล จนพระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อและชีวิตของเขาใหม่,
4. พระเยซูคริสต์: ต้นแบบแห่งการปล้ำสู้
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างสูงสุดของการปล้ำสู้ฝ่ายวิญญาณ ตั้งแต่การยอมถ่อมพระทัยลงมาเกิดในรางหญ้า การเผชิญกับการถูกไล่ฆ่า จนถึงการปล้ำสู้ในคำอธิษฐานที่สวนเกทเสมนีที่พระองค์ต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวจนถึงที่สุดและชัยชนะที่กางเขน
สรุปได้ว่า การปล้ำสู้ฝ่ายวิญญาณ คือความตั้งใจที่จะไม่เป็น “คนง่อย” ที่นิ่งเฉยต่อพระคุณ แต่คือการลุกขึ้นมาใช้สิทธิอำนาจและกำลังที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้สมกับฐานะคนใหม่ของพระเจ้า และเพื่อขยายผลพระพรไปยังผู้อื่นอย่างเต็มภาคภูมิ,
การยอมจำนนต่อพระเจ้า
การยอมจำนนต่อพระเจ้า (Surrender to God) ไม่ใช่การพ่ายแพ้ในเชิงลบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะที่แท้จริงและการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากภายใน โดยมีประเด็นสำคัญที่ถอดบทเรียนจากชีวิตของยาโคบและหลักการฝ่ายวิญญาณดังนี้ครับ:
1. นิยามของการยอมจำนน: พ่ายแพ้เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ
ชัยชนะในทางของพระเจ้ามีคอนเซปต์ที่สวนทางกับโลก คือ “พ่ายแพ้จึงสู่ชัยชนะ”:
- ชัยชนะใจพระเจ้า: ในเหตุการณ์ที่เปนีเอล ยาโคบไม่ได้ชนะพระเจ้าด้วยกำลัง แต่เขาชนะใจพระองค์ผ่านการไม่ยอมปล่อยจนกว่าจะได้รับพระพร
- การยอมจำนนต่อความจริง: พระเจ้าทำให้ข้อสะโพกของยาโคบเคล็ดเพื่อให้เขาทรงตัวไม่ได้ด้วยกำลังตนเอง และต้องยอมจำนนต่อหน้าพระองค์ สิ่งนี้สะท้อนว่าเราไม่สามารถชนะพระเจ้าหรือความจริงได้ และการดื้อรั้นต่อความจริงจะทำให้เราถูกความจริงนั้นทับในที่สุด
2. มิติของการยอมจำนน 2 ประการ
การยอมจำนนที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในสองมิติหลัก:
3. ผลลัพธ์อันรุ่งโรจน์ของการยอมจำนน
เมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้าเหมือนที่ยาโคบทำ ผลลัพธ์ที่ได้รับจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม:
- ตัวตนใหม่ (New Identity): จาก “ยาโคบ” (ผู้ฉวยโอกาส) กลายเป็น “อิสราเอล” (ผู้ที่พระเจ้าทรงสถาปนาหรือสู้ร่วมกับพระเจ้า)
- ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น: นำไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดกว่าเดิม
- มรดกนิรันดร์: ทำให้เรามีความมั่นใจที่จะเดินไปรับมรดกนิรันดร์ในฐานะลูกของพระเจ้าอย่างเต็มภาคภูมิ
4. พระเยซูคริสต์: แบบอย่างสูงสุดของการยอมจำนน
เบื้องหลังชัยชนะทั้งหมดคือพระเยซูคริสต์ผู้ทรง “ยินยอม” ก่อน:
- ยอมละทิ้งสิทธิ: พระองค์ทรงยอมจำนนต่อพระทัยพระบิดา สละเกียรติยศจากสวรรค์ลงมาเกิดในรางหญ้าที่ต่ำต้อย
- ยอมจำนนที่เกทเสมนี: พระองค์ทรงปล้ำสู้ในคำอธิษฐานจนถึงที่สุดเพื่อยอมจำนนต่อแผนการไถ่บาป แม้จะต้องแลกด้วยความตายที่กางเขน
โดยสรุป การยอมจำนนต่อพระเจ้า คือการหยุดพึ่งพากำลังของตนเอง เลิกปฏิเสธความจริง และมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้พระเจ้าเป็นผู้จัดการชีวิต เพื่อให้แผนการและเป้าหมายของพระองค์สำเร็จในตัวเราครับ