Curriculum
Course: 2025-11-30 : "ใครคือผู้ที่พระเจ้าช่วย"
Login
Video lesson

หัวข้อ “ใครคือผู้ที่พระเจ้าช่วย”

คำเทศนานี้เริ่มต้นด้วยการท้าทายแนวคิดที่มนุษย์มักตัดสินว่าพระเจ้าอวยพรเฉพาะคนร่ำรวยหรือผู้ประสบความสำเร็จ โดยเน้นย้ำว่าพระองค์ทรงใส่พระทัยและช่วยเหลือ ผู้ที่ถูกกดขี่และคนอ่อนแอ ตามที่ปรากฏในสดุดี 146 หลักของพระธรรมคือการเรียกร้องให้ผู้ฟัง วางใจในพระเจ้าผู้ทรงรักษาพระสัญญา และเป็น ผู้สร้างโลก แทนที่จะฝากความหวังไว้ในมนุษย์ผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ ผู้เทศนาได้อธิบายว่าพระลักษณะของพระเจ้าคือความ ยุติธรรมและเปี่ยมด้วยความรัก ซึ่งแสดงออกมาอย่างสมบูรณ์ผ่าน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ บนไม้กางเขนเพื่อรับโทษบาปแทนเรา ท้ายที่สุด ศรัทธาที่แท้จริงเรียกร้องให้ผู้เชื่อเป็น ตัวแทนของพระเจ้า ในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อน และต้องรู้จัก รอคอยอย่างมีความหวังและความอดทน แทนที่จะคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจแบบ “กาแฟสำเร็จรูป” ในชีวิต.

 

  วางใจพระเจ้า  

การวางใจพระเจ้า (Trusting God) เป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อ โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างการพึ่งพาอำนาจของมนุษย์กับการยึดมั่นในพระลักษณะและพระสัญญาของพระผู้สร้าง

1. การวางใจในพระเจ้าเทียบกับการวางใจในมนุษย์

ผู้เทศนาสอนว่าผู้เชื่อ ไม่ควรวางใจในคนที่มีอำนาจ หรือที่เรียกว่า “เจ้า นาย” เพราะบุคคลเหล่านี้เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อพวกเขาตายหรือพ้นจากอำนาจ อำนาจของเขาก็จะหมดไปด้วย

ในทางตรงกันข้าม การวางใจในพระเจ้าคือการ วางใจในพระเจ้า ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก การวางใจนี้ไม่ใช่ความเชื่อที่เกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์เอง แต่เป็นการรับพันธสัญญาของพระเจ้า:

  • พันธสัญญา: พันธสัญญาคือการตกลงสองฝ่าย โดยพระเจ้าทรงสัญญา และเราทำตามเงื่อนไขของพันธสัญญา ซึ่งง่ายที่สุดคือ ให้วางใจในพระเจ้า อย่า วางใจมนุษย์
  • พระลักษณะของพระเจ้า: การจะวางใจพระเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ผู้เชื่อต้อง รู้จักพระเจ้าจริง ๆ ว่าพระองค์มีพระลักษณะอย่างไร โดยมีลักษณะที่สำคัญสองประการคือ ทรงรักษา สัญญา และทรง ยุติธรรม

2. การวางใจที่แท้จริง: ความเชื่อที่มาพร้อมกับการเตรียมตัว

การวางใจพระเจ้าไม่ได้หมายถึงการเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น แต่เป็นการเตรียมพร้อมและยืนหยัดในความเชื่อท่ามกลางวิกฤต:

  • ไม่คิดแง่บวกจนเกินไป: คริสเตียนจำนวนมากมีความเชื่อแบบที่มักจะคิด แง่ บวก (positive) และปฏิเสธแง่ลบ ซึ่งคำสอนนี้กำลังแพร่ระบาด แต่การวางใจที่แท้จริงควรเป็น ความเชื่อแบบโนอาห์
  • ความเชื่อแบบโนอาห์: โนอาห์เชื่อว่า น้ำจะท่วมโลก ตามที่พระเจ้าบอก แม้คนจำนวนมากจะบอกว่าพระเจ้าจะไม่ทำ ความเชื่อแบบนี้ต้องมีการ เตรียมการป้องกัน เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านที่หาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนแต่เชื่อแบบโนอาห์ คือเตรียมเครื่องปั่นไฟและสูบน้ำออก ทำให้บ้านไม่ถูกน้ำท่วม
  • การกระทำร่วมกับความเชื่อ: ความเชื่อ/การวางใจ ไม่ใช่การพูดเฉย ๆ แต่ ต้องมีการกระทำออกมาด้วย เหมือนโนอาห์ที่สร้างเรือนานหลายปี แม้จะถูกคนอื่นเยาะเย้ย
  • การเกาะพระเจ้าในวิกฤต: การวางใจพระเจ้าคือ ในวิกฤตของชีวิตของเรา เรายังเชื่อพระเจ้าอยู่ เปรียบเหมือนผู้หญิงที่สวมเสื้อชูชีพและ นอนหงายในน้ำ โดยมีเด็กเกาะอยู่ ไม่ได้ดิ้นรนงอแง ทั้งที่น้ำอยู่รอบตัว การวางใจคือการ เกาะที่พระเจ้าเตรียมให้เรา

3. อุปสรรคของการวางใจพระเจ้า

มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เชื่อไม่สามารถวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่:

  • ใจร้อนและการคอยไม่ไหว: ปัญหาใหญ่คือ คอยไม่ไหว เพราะรู้สึกว่า มันนานเหลือเกิน เราเป็นคริสเตียนไทยที่ ใจร้อน และชอบอะไรที่ ทันทีทันใด เหมือนกาแฟอินสแตนท์ แต่คำว่า “ทันที” ปรากฏน้อยในพระคัมภีร์
  • ไม่มีความหวังจากการมองรอบข้าง: เมื่อมีปัญหา เรามักจะ มองปัญหา รอบ ข้าง เท่านั้น เราลืม มองข้างบน ที่มีพระผู้ช่วยอยู่
  • แรงกดดันจากคนรอบข้าง (Peer Pressure): สภาพสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้เสรีภาพแต่ กดดันเยอะ โดยเฉพาะคำพูด กระแนะกระแหน หรือสายตา คริสเตียนหลายคนถูกแรงกดดันจากครอบครัว ทำให้ไม่สามารถวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่

4. การวางใจที่นำไปสู่การรอคอยและการช่วยเหลือ

การวางใจพระเจ้าเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการรอคอยและความหวัง:

  • ความอดทนนานและการรอคอย: การวางใจพระเจ้าที่สำคัญคือ การรอคอยพระเจ้า คนที่จะ บินเหมือนนกอินทรีย์ ได้คือ คน ที่ รอ คอย พระ ยาห์เวห์ การรอคอยต้องอาศัย ความอดทนนาน ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายถึง เวลา
  • ความหวัง 1%: แม้ความหวังของเราจะเหลือเพียง 1% ก็ยังเป็นความหวังอยู่ ดังเช่นตัวประกันชาวอิสราเอลที่รอดชีวิตจากการถูกคุมขัง 2 ปีในอุโมงค์ของฮามาส โดยยึด ความหวังไว้เพียง 1%
  • การไม่ตำหนิแม้มีข้อสงสัย: เราสามารถ สงสัยได้ และ บ่นได้ แม้ในความทุกข์ยาก เพราะแม้แต่พระเยซูเองก็ทรงบ่นบนกางเขนว่า “ไฉนพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพระองค์” แต่พระองค์ก็ยังทำตามพระประสงค์ของพระบิดาจนจบ ตราบใดที่เรายังคง รักษาความเชื่อ และ มาโบสถ์ ก็ถือว่าเรายังวางใจพระเจ้าอยู่
  • การรับการช่วยเหลือ: หากเรา ตระหนักว่าเราคือคนหนึ่งในคนเหล่านั้น (คนถูกกดขี่, คนหิว, คนตาบอด, เด็กกำพร้า, หญิงหม้าย, คนต่างด้าว) ที่พระธรรมสุดี 146 กล่าวถึง เราก็ มั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าจะช่วยเราแน่นอน เพราะพระองค์จะรักษาพระสัญญาของพระองค์

การพึ่งพาพระเจ้าเปรียบเสมือนนักสำรวจที่ต้องเดินทางในดินแดนที่ยังไม่รู้จัก พวกเขาไม่ได้เชื่อว่าเส้นทางจะง่าย แต่เชื่อมั่นในแผนที่ (พระคำ) และผู้นำทาง (พระเจ้า) ที่ดีที่สุด ซึ่งจะนำพวกเขาไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่คาดคิดตลอดทางก็ตาม

   ลักษณะพระเจ้า  

การอภิปรายเกี่ยวกับ ลักษณะของพระเจ้า (The Character of God)  เน้นย้ำไปที่คุณลักษณะที่สำคัญสองประการที่ปรากฏในพระคัมภีร์สุดี บทที่ 146 คือ ทรงรักษา สัญญา และทรง ยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงพระลักษณะด้านอื่น ๆ เช่น การทรงเป็นผู้สร้างและการเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือ

1. พระลักษณะที่สำคัญ: ทรงรักษา สัญญา (Faithfulness)

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ ทรงรักษา สัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพระองค์

  • ความสำคัญต่อพันธสัญญา: การรักษา สัญญาของพระเจ้าเป็นพื้นฐานของ พันธสัญญา พันธสัญญาหมายถึงการตกลงสองฝ่าย โดยพระเจ้าทรงสัญญา และมนุษย์รับสัญญาและทำตามเงื่อนไขของพันธสัญญา
  • การสำแดงในอดีต: การที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกนี้หลังจากเวลาผ่านไปเป็นพัน ๆ ปีนั้น ก็เพื่อ รักษา สัญญา ที่พระองค์ทรงสัญญากับมนุษย์ไว้
  • การกระตุ้นให้ผู้เชื่อรักษา สัญญา: เพราะพระเจ้าทรงรักษา สัญญา พระองค์จึงต้องการให้ผู้เชื่อรักษา สัญญาด้วย

2. พระลักษณะที่สำคัญ: ทรงยุติธรรม (Justice)

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ ทรงยุติธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในพระลักษณะที่ผู้เชื่อควรพิจารณา แต่สังเกตว่า คริสเตียนมักจะพูดถึง ความรัก เป็นส่วนใหญ่ และพูดถึงความยุติธรรมของพระเจ้าน้อยมาก

  • ความยุติธรรมและความรักที่สมบูรณ์แบบ: พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ ครอบครอง โดยพระลักษณะของความยุติธรรมและความรักนั้น ดูเหมือนตรงข้ามกัน แต่ทั้งสองได้ สำเร็จในพระเยซูคริสต์
  • การลงโทษความบาป: ความยุติธรรมของพระเจ้าหมายถึงการที่ต้อง ลงโทษความบาป เพราะค่าจ้างความบาปคือความตาย แต่เพราะพระองค์ทรงรัก พระองค์จึงลงโทษความบาปบน พระเยซูคริสต์ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนกางเขนจึงเป็นการสำแดงทั้งความยุติธรรมและความรักของพระเจ้า
  • การขจัดความบาป: ความยุติธรรมเป็นความรักอย่างหนึ่ง เพราะความยุติธรรมต้อง ลงโทษเพื่อขจัดความบาป ออกจากชีวิต
  • การกระทำเพื่อผู้ถูกกดขี่: พระเจ้าทรงยุติธรรม โดยการช่วย คนกลุ่มที่ถูกบีบบังคับ หรือถูกกดขี่ โดยประทานความยุติธรรมให้แก่พวกเขา

3. ลักษณะอื่น ๆ ของพระเจ้า

นอกเหนือจากความยุติธรรมและการรักษา สัญญาแล้ว ยังมีพระลักษณะและบทบาทของพระเจ้าที่สำคัญอีกหลายประการ:

  • ทรงเป็นผู้สร้าง: พระเจ้าทรงเป็น ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก การวางใจในพระเจ้าจึงหมายถึงการวางใจในผู้สร้าง ไม่ใช่วางใจในมนุษย์ที่มีอำนาจซึ่งเมื่อตายไปอำนาจก็หมดไป
  • ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือและที่ลี้ภัย: ในยามวิกฤต พระเจ้าทรงเป็น ที่ลี้ภัย และทรงเป็นผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือเราได้
    • ผู้ช่วยเหลือผู้ที่สังคมไม่เห็นคุณค่า: พระองค์ไม่ได้ทรงช่วยคนร่ำรวย, คนที่เรียนเก่ง, หรือคนที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น แต่พระองค์ทรงช่วย คนเลี้ยงแกะ และผู้ที่อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก เช่น คนหิว, คนที่ถูกคุมขังทางความคิด, คนตาบอด, คนที่ถูกกดขี่, คนต่างด้าว, เด็กกำพร้า, และหญิงม่าย
  • ทรงอยู่เหนือความรู้และความคิดของมนุษย์: พระพรของพระเจ้าบางครั้งมาในรูปแบบที่เรามองด้วยสายตามนุษย์แล้วคิดว่า เล็กและไม่ดี แต่พระเจ้ากลับบอกว่าสิ่งนั้นแหละที่ดีที่สุด เช่น เห็ดเล็ก ๆ ที่มีคุณภาพดีกว่าเห็ดใหญ่ที่แก่และเหนียว

4. การสำแดงฤทธิ์เดชและการทรงนำ

การกระทำของพระเจ้าที่แสดงถึงพระลักษณะของพระองค์นั้น มักปรากฏผ่าน การสำแดงฤทธิ์เดช และ การทรงนำ

  • การทำสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้: การอัศจรรย์ตามนิยามหนึ่งคือ สิ่งที่พระเจ้าให้เรา ทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น นักเทศน์ที่ไม่มีแขนขาแต่นำคนมารับเชื่อได้มากมาย
  • การนำทาง: พระองค์ทรงนำผู้ที่พึ่งพาพระองค์เสมอ เช่น แฮเรียต ทับแมน ผู้เป็นทาส ได้อธิษฐานถามพระเจ้าเมื่อไม่รู้จะไปทางไหน หรือไม่รู้จะพูดอะไรในการปลอมตัว และเธอยืนยันว่า พระเจ้าก็นำเธอทุกครั้งเสมอ และไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง (ข้อมูลนี้นำมาจากบริบทการพึ่งพาพระเจ้าในบทสนทนาก่อนหน้า)
  • การปั้นแต่งชีวิต: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะช่วยให้เราสามารถ ปฏิเสธความบาป และเข้ามา ปั้นแต่งชีวิต ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

การวางใจในพระเจ้าจึงหมายถึงการเชื่อมั่นในพระลักษณะทั้งสองนี้ คือการเชื่อว่าพระองค์ทรง รักษา สัญญา และทรง ยุติธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสมบูรณ์แล้วในพระเยซูคริสต์

  ผู้ที่พระเจ้าช่วย  

ผู้ที่พระเจ้าช่วย นั้นได้เน้นย้ำถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของมนุษย์เกี่ยวกับผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า และได้นำเสนอรายชื่อของกลุ่มคนที่พระเจ้าทรงใส่พระทัยตามที่ระบุไว้ในพระธรรมสดุดี บทที่ 146

1. ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของมนุษย์ (Human Misconceptions)

ความเข้าใจของมนุษย์ที่ตัดสินสิ่งต่าง ๆ จากสิ่งที่มองเห็นด้วยตานั้น ทำให้เราสรุปผิดพลาดว่าพระเจ้าทรงช่วยใครบ้าง รายชื่อที่มนุษย์มักจะคิดว่าพระเจ้าอวยพรหรือช่วยเหลือ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่พระเจ้าช่วยเลยสักคนเดียว ตามพระธรรมสดุดี 146

กลุ่มคนที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพระเจ้าช่วย ได้แก่:

  • คนร่ำรวยและคนมีเงิน: คนทั่วไปคิดว่าพระเจ้าต้องช่วยพวกเขาจึงทำให้พวกเขามีเงินมีทองมากมาย
  • คนที่มีความสามารถสูง: เช่น คนที่เรียนหนังสือเก่ง หรือคนที่มีงานทำที่ดี
  • คนที่มีสุขภาพดี: คนที่ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยเป็นหวัด หรือไม่เคยติดเชื้อโควิดเลย
  • คนที่มีการเสียสละทางวัตถุมาก: คนที่บริจาคเงินมาก หรือนักการเมืองที่ไปตามงานศพและซื้อพวงหรีดให้
  • คนที่มีโอกาสทางสังคม: คนที่ไปโบสถ์เป็นประจำ หรือคนที่มีชีวิตสบาย แต่งตัวดี มีคนขับรถ

ในบริบทของเทศกาลคริสต์มาส พระเจ้าไม่ได้ช่วยเฮโรด หรือคนมีสตางค์ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะช่วย คนเลี้ยงแกะ และ นักป่า ซึ่งต้องระเหเร่ร่อนมาแต่ไกล

2. รายชื่อผู้ที่พระเจ้าช่วยตามพระคัมภีร์ (สดุดี 146)

พระเจ้าทรงแนะนำให้เราวางใจในพระองค์ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แทนที่จะวางใจในคนที่มีอำนาจ (เจ้า นาย) ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะช่วยเหลือโดยเฉพาะ ได้แก่:

กลุ่มคนที่พระเจ้าช่วย ลักษณะและความช่วยเหลือ  
ผู้ที่ถูกบีบบังคับ พระเจ้าทรงประทานความ ยุติธรรม ให้แก่พวกเขา หมายถึงคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเอาเปรียบ รวมถึงผู้ที่ถูกบีบบังคับด้านความเชื่อ เช่น ไม่ให้เงินกินข้าวหากมาโบสถ์  
ผู้ที่หิว พระเจ้าทรงประทาน อาหาร ให้ ในยามวิกฤต คนหิวไม่ได้หมายถึงแค่คนจน แต่รวมถึงคนมีเงินที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จนไม่สามารถหุงข้าวหรือซื้อของได้  
ผู้ที่ถูกคุมขัง พระเจ้าทรงปล่อยให้เป็น อิสระ การคุมขังรวมถึงคนที่อยู่ในเรือนจำ (ที่หันมาอ่านพระคัมภีร์และรับเชื่อมากขึ้น) และผู้ที่ถูก คุมขังทางความคิด เช่น ไม่มีอิสระในการเลือกอาชีพตามที่ตนเองต้องการ แต่ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการ  
คนตาบอด พระเจ้าทรงช่วยให้ มองเห็น การมองเห็นนี้รวมถึงการรักษาโรคทางกาย และการมองเห็น ความจริง ผ่านการสัมผัสและอ่านพระคัมภีร์ภาษาเบรลล์  
ผู้ที่ถูกกดขี่ พระเจ้าทรงช่วยให้ ลุกขึ้น หมายถึงผู้ที่ถูกกดหัวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น เช่น การถูกกดขี่ด้วยค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม หรือเงินเดือนน้อยในระบบราชการ  
คนต่างด้าว พระองค์ทรง ปกป้อง คนต่างด้าว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสิทธิ์ในสังคม การดูแลคนต่างด้าวถือเป็นพระลักษณะหนึ่งที่พระเจ้าทรงปกป้องประเทศไทยด้วย ผู้เชื่อเองก็ถูกเรียกว่าเป็นคนต่างด้าวของโลกนี้  
เด็กกำพร้าและหญิงม่าย พระองค์ทรง ค้ำจุน คนสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พระเจ้าใส่ใจเป็นพิเศษตั้งแต่พระคัมภีร์เดิม เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่มีคนดูแล  

3. กลไกในการช่วยเหลือของพระเจ้า

พระเจ้าไม่ได้เสด็จมาช่วยคนเหล่านี้ด้วยตัวพระองค์เองเสมอไป แต่พระองค์ทรงใช้ผู้เชื่อให้เป็นเครื่องมือในการนำความช่วยเหลือไปสู่ผู้ที่ถูกบีบบังคับ:

  • ผู้เชื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้า: พระองค์ใช้ พวกเรา (ผู้เชื่อ) ไปช่วย คนเหล่านั้น การที่เราทำ ก็เหมือนกับ พระเจ้าทำ เพราะเราเป็นทูตและตัวแทนของพระเจ้า
  • การเตรียมเป็นอุปกรณ์: พระเจ้าทรงเตรียมเราให้เป็น อุปกรณ์ของพระองค์ ในการช่วยเหลือคนอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น การที่ภรรยาต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ก็เพื่อให้เธอสามารถให้การหนุนใจและเป็นพรแก่คนอื่นที่มีปัญหาเดียวกันได้ในภายหลัง

4. ความมั่นใจในการรับความช่วยเหลือ

ผู้เชื่อที่ตระหนักว่าตนเองคือคนหนึ่งในกลุ่มผู้ถูกกดขี่หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าจะช่วยพวกเขาแน่นอน เพราะการช่วยเหลือนั้นเป็นไปตามพระลักษณะของพระเจ้าที่ทรง รักษา สัญญา และทรง ยุติธรรม

การที่เราได้รับความทุกข์ยากหรือความเจ็บป่วยนั้น ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่รักเรา แต่เป็นโอกาสที่พระเจ้าจะใช้เราในการเป็นอุปกรณ์ของพระองค์เพื่อช่วยเหลือคนอื่น การวางใจพระเจ้าคือการ เกาะที่พระเจ้าเตรียมให้เรา แม้เราจะถูกความทุกข์ยากล้อมรอบอยู่ก็ตาม


การช่วยเหลือของพระเจ้าเปรียบเสมือน ตาชั่งแห่งความยุติธรรม ที่เอนเอียงไปทางผู้ที่อ่อนแอและถูกกดขี่ เมื่อตาชั่งทางโลกไม่เที่ยงตรง พระเจ้าจะเข้ามาแทรกแซงโดยใช้ผู้เชื่อเป็นมือและเท้าเพื่อรักษาสัญญาแห่งความเมตตาและยุติธรรมของพระองค์ไว้บนโลกนี้

   ความเชื่อที่แท้จริง   

ความเชื่อที่แท้จริง (True Faith) เป็นแกนหลักที่ถูกเน้นย้ำ โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากความเชื่อที่ผิวเผินหรือการคิดในแง่บวกที่ปราศจากการเตรียมพร้อม ความเชื่อที่แท้จริงนี้ผูกพันกับการ วางใจในพระลักษณะของพระเจ้า การ กระทำ และ ความอดทนในการรอคอย

1. พื้นฐานของการวางใจ: การรู้จักพระลักษณะของพระเจ้า

ความเชื่อที่แท้จริงเริ่มต้นจากการวางใจในพระเจ้าอย่างถูกต้อง แทนที่จะวางใจในอำนาจของมนุษย์:

  • ไม่วางใจในอำนาจของมนุษย์: พระธรรมสดุดี 146 สอนว่า เราไม่ควร วางใจในคนที่มีอำนาจ หรือที่เรียกว่า “เจ้า นาย” เพราะพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อพวกเขาตายหรือพ้นจากอำนาจ อำนาจของเขาก็จะหมดไปด้วย
  • วางใจในพระผู้สร้าง: ผู้เชื่อควร วางใจในพระเจ้า ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
  • รู้จักพระลักษณะของพระเจ้า: การวางใจพระเจ้าอย่างแท้จริง ต้อง รู้จักพระเจ้าจริง ๆ ว่าพระองค์มีพระลักษณะอย่างไร โดยพระลักษณะที่สำคัญสองประการที่ได้รับการเน้นย้ำคือ:
    1. ทรงรักษา สัญญา: การรักษา สัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับพระเจ้า และเป็นพื้นฐานของพันธสัญญา (การตกลงสองฝ่าย)
    2. ทรงยุติธรรม: พระเจ้าทรงยุติธรรม โดยความยุติธรรมและความรักดูเหมือนจะตรงข้ามกัน แต่ทั้งสองได้ สำเร็จในพระเยซูคริสต์ ความยุติธรรมเป็นความรักอย่างหนึ่ง เพราะความยุติธรรมต้อง ลงโทษเพื่อขจัดความบาป

2. ความเชื่อที่มาพร้อมกับการเตรียมพร้อมและการกระทำ

ความเชื่อที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การคิดในแง่บวก แต่เป็นการตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้าด้วยการเตรียมการ:

  • ปฏิเสธการคิดแง่บวกอย่างเดียว: มีคำสอนของคริสเตียนที่กำลังแพร่ระบาด คือให้ คิดแง่ บวก (positive) และ ปฏิเสธแง่ลบ แต่ความเชื่อที่แท้จริงไม่ใช่การเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น
  • ความเชื่อแบบโนอาห์: ความเชื่อที่ถูกต้องควรเป็น ความเชื่อแบบโนอาห์ โนอาห์เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าบอก คือ น้ำจะท่วมโลก และเขาได้ เตรียมการป้องกัน โดยการสร้างเรือนานหลายปี แม้จะถูกคนอื่นเยาะเย้ยก็ตาม
  • ความเชื่อกับการกระทำ: ความเชื่อ ไม่ใช่การพูดเฉย ๆ แต่ ต้องมีการกระทำออกมาด้วย เช่น การเดินไปโบสถ์แม้จะไม่มีเงินนั่งรถเมล์

3. การรักษาความเชื่อในยามวิกฤตและความหวัง

ความเชื่อที่แท้จริงจะถูกพิสูจน์ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากและความสิ้นหวัง:

  • เชื่อในวิกฤต: การวางใจพระเจ้าคือ ในวิกฤตของชีวิตของเรา เนี่ย เรายังเชื่อพระเจ้าอยู่
  • การยึดมั่นในความหวัง: ผู้เชื่อต้องมี ความหวัง ต่อให้ความหวังของเราเหลือเพียง 1% ก็ยังเป็นความหวังอยู่ ดังเช่นตัวประกันชาวอิสราเอลที่ถูกคุมขัง 2 ปีในอุโมงค์ของฮามาส โดยยึดความหวังไว้เพียง 1%
  • มองข้างบน: เมื่อมีปัญหา อย่า มองปัญหา รอบ ข้าง เท่านั้น แต่ให้ มองข้างบน ว่ามีผู้หนึ่งที่จะช่วยเราได้
  • อนุญาตให้สงสัยและบ่น: แม้ในความทุกข์ยาก เราสามารถ สงสัยได้ และ บ่นได้ เพราะแม้แต่พระเยซูเองก็ทรงบ่นบนกางเขน แต่ตราบใดที่เรายัง รักษาความเชื่อ และยัง มาโบสถ์ ก็ถือว่าเรายังวางใจพระเจ้าอยู่

4. อุปสรรคและความสำคัญของการรอคอย

ความเชื่อที่แท้จริงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่มาจากธรรมชาติของมนุษย์และสังคม:

  • ความใจร้อนและการคอยไม่ไหว: ปัญหาใหญ่ของคริสเตียนไทยคือ ใจร้อน และ คอยไม่ไหว เพราะรู้สึกว่ามันนานเหลือเกิน เราชอบสิ่งที่ ทันทีทันใด เหมือนกาแฟอินสแตนท์
  • การรอคอยคือการวางใจ: การวางใจพระเจ้าที่สำคัญคือ การรอคอยพระเจ้า คนที่จะ บินเหมือนนกอินทรีย์ ได้คือ คน ที่ รอ คอย พระ ยาห์เวห์
  • ความอดทนนาน: การรอคอยต้องอาศัย ความอดทนนาน ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายถึง เวลา
  • แรงกดดันจากคนรอบข้าง (Peer Pressure): สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้เสรีภาพแต่ กดดันเยอะ ทำให้คริสเตียนหลายคนไม่สามารถวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่

ความเชื่อที่แท้จริงเปรียบได้กับการ ทำกาแฟแบบดริป (Drip Coffee) ซึ่งแตกต่างจากกาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) แม้ว่ากาแฟสำเร็จรูปจะง่ายและทันที แต่รสชาติของกาแฟดริปจะดีกว่ามาก ในทำนองเดียวกัน การตอบสนองของพระเจ้าอาจไม่เกิดขึ้น “ทันที” แต่ต้องอาศัย ความอดทนนาน เพื่อให้เราได้สัมผัสกับคุณภาพและพระพรที่ดีที่สุดที่พระองค์ได้ทรงเตรียมไว้ให้เรา

   การรอคอย   

การรอคอย (Waiting) เป็นหลักการสำคัญที่เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับ ความเชื่อที่แท้จริง และ การวางใจพระเจ้า การรอคอยไม่ใช่เพียงแค่การหยุดนิ่ง แต่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในพระลักษณะของพระเจ้าท่ามกลางความท้าทาย

1. ความจำเป็นของการรอคอย

การรอคอยเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้เชื่อหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสเตียนไทย:

  • ความใจร้อน: ปัญหาใหญ่ของคริสเตียนคือ คอยไม่ไหว เพราะรู้สึกว่า มันนานเหลือเกิน เราเป็นคริสเตียนไทยที่ ใจร้อน และชอบอะไรที่ ทันทีทันใด เหมือนกาแฟอินสแตนท์
  • ความไม่ปรากฏ “ทันที”: คำว่า “ทัน ที” ปรากฏ น้อยในพระคัมภีร์ แม้ว่าหลายคนจะคาดหวังว่าเมื่อ อาเมนปุ๊บ ลืมตามาเห็นเลย หรือขอปุ๊บได้ทันที แต่ในชีวิตจริงและในคำสอนของพระเยซูคริสต์หลายอย่าง ไม่ได้ปรากฏทันที
  • แบบอย่างของพระเยซู: แม้แต่พระเยซูคริสต์เอง ก็ ทรงยอมเรียนรู้ จนกระทั่งอายุ 30 ปี จึงได้ออกมาประกาศสั่งสอน ประชาชน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านการรอคอยและการเตรียมพร้อม

2. การรอคอยคือการวางใจและการฟื้นฟูกำลัง

การรอคอยพระเจ้าถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางใจพระเจ้า และเป็นหนทางเดียวที่จะได้รับกำลังจากพระองค์:

  • คนที่จะบินเหมือนนกอินทรีย์: คนที่จะ บินเหมือนนกอินทรีย์ ได้คือ คน ที่ รอ คอย พระ ยาห์เวห์
  • ความอดทนนาน: การรอคอยต้องอาศัย ความอดทนนาน ซึ่งในภาษาพระคัมภีร์ คำนี้มีนัยถึง เวลา มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ต้องอดทนเฉย ๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน
  • การมองเห็นความหวัง: การไม่รอคอยมักเกิดขึ้นเพราะ ไม่ มี ความ หวัง เนื่องจากมัวแต่ มอง ปัญหา รอบ ข้าง การรอคอยที่ถูกต้องคือการ มอง ข้าง บน ว่ามีพระผู้หนึ่งที่จะช่วยเราได้

3. การรอคอยภายใต้ความหวังที่ริบหรี่

แม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด การรอคอยก็ยังต้องดำรงอยู่ด้วยความหวัง:

  • ความหวัง 1%: แม้ความหวังของเราจะเหลือเพียง 1% ก็ยังเป็นความหวังอยู่ ผู้เชื่อไม่ควรคิดว่าต้องเชื่อมากหรือหวังมาก
  • แบบอย่างของตัวประกัน: ตัวประกันชาวอิสราเอลที่ถูกคุมขังในอุโมงค์ของฮามาสเป็นเวลา 2 ปี กว่า พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพที่โหดร้ายและกินเศษอาหารที่มีหนอนขึ้น แต่พวกเขาก็ ยึด ความ หวัง ไว้ เพียง 1% และรอดกลับมาได้

4. การเปรียบเทียบระหว่างความใจร้อนและการรอคอย

เพื่ออธิบายถึงความแตกต่างของการตอบสนองของพระเจ้า:

  • กาแฟสำเร็จรูปเทียบกับกาแฟดริป: คริสเตียนไทยชอบกิน กาแฟ instant (สำเร็จรูป) แต่พฤติกรรมการกินเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการกิน กาแฟ ดิฟ (Drip Coffee)
    • กาแฟ Instant: ง่ายและ ทันที
    • กาแฟ Drip: รส ชาติ ดี กว่า แม้ว่ามันจะใช้เวลานานกว่า

ดังนั้น การรอคอยจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอหรือการขาดความเชื่อ แต่เป็นการยอมจำนนต่อพระปัญญาของพระเจ้า โดยเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงมีเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกระทำตามพระสัญญา (ทรงรักษา สัญญา) และผลลัพธ์ที่ได้จากการรอคอยอย่างอดทนนานนั้นจะดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ทันทีทันใด” อย่างแน่นอน

 

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).