ความสำคัญของการเป็นที่ ชอบและพอพระทัยของพระเจ้า ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระองค์ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การทำกิจกรรมทางศาสนาหรือแสวงหาพระพรเท่านั้น ผู้เทศน์ได้นำเสนอ “สูตร” สำหรับชีวิตที่สมดุลคือ มัทธิว 4:4 ที่ระบุว่ามนุษย์ดำรงชีวิตด้วยพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ พร้อมทั้งให้แนวทางปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การใช้ร่างกายเพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า การกระทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์ และการ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง โดยเปรียบเทียบการพึ่งพาพระองค์กับการเปลี่ยนมาสวมแอกคู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างถูกจังหวะและทิศทาง อันจะนำไปสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าในที่สุด
ความเชื่อ…
“ความเชื่อ” (Faith) เป็นหลักการสำคัญที่ผู้เทศนานี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเน้นว่า ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
1. ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า
ตามพระคัมภีร์ ฮีบรู บทที่ 11 ข้อ 6 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย” การจะเป็นที่ชอบและพอพระทัยของพระเจ้านั้นจึง ต้องมีความเชื่อ
- คุณค่าของการแสวงหา: ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์
- จุดมุ่งหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การแสวงหาพระองค์และรู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือการเป็น ที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย
2. ลักษณะของ “ความเชื่อแท้”
ผู้เทศนาได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างความเชื่อที่แท้จริงกับความเชื่อที่ผิวเผิน:
- ไม่ใช่ความเชื่อแบบสักแต่ว่าเชื่อ: ความเชื่อแท้ ไม่ใช่ความเชื่อที่สักแต่เชื่อ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตาน ก็ยังเชื่อว่ามีพระเจ้าและทรงพระชนม์อยู่
- ต้องมุ่งหาพระเจ้า: ความเชื่อแท้ต้องเป็นความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นความเชื่อที่อยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น
- กระดุมเม็ดแรก: ความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้านั้นเปรียบเสมือน กระดุมเม็ดแรก หากกระดุมเม็ดแรกถูกต้อง (มีความเชื่อที่ถูกต้อง) การกระทำอื่น ๆ ซึ่งเป็นกระดุมเม็ดถัดไปก็จะถูกต้องตามไปด้วย
3. ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง (ความเชื่อที่ผิด)
ความเชื่อที่ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งไปผิดทิศทาง:
- แสวงหาพระพรไม่ใช่พระผู้สร้าง: ความเชื่อที่ถูกต้องคือความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อที่มุ่งแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง
- ผลของความเชื่อผิด: คริสเตียนหลายคนมาเชื่อพระเจ้าเพื่อมุ่งหาพระพร ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด หากเรามาเชื่อพระองค์เพื่อมุ่งแสวงหาพระพร เราอาจจะไปไม่ถึงการเป็นที่ชื่นชอบหรือพอพระทัยต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ และอาจทำให้ชีวิตขาดความสมดุล
4. ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อและการกระทำ
ความเชื่อต้องปรากฏในการกระทำในชีวิตของผู้เชื่อ:
- การกระทำใดที่ไม่ทำด้วยความเชื่อคือบาป: พระคัมภีร์สอนว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น การนี้ครอบคลุมกิจกรรมทางศาสนาและงานรับใช้ทุกประเภท
- ความหมายของ “บาป”: ในบริบทนี้ คำว่า “บาป” หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ความไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร เป็นเพียงเปลือกหรือกระพี้ ปราศจากเนื้อแท้ และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย
- แรงจูงใจเป็นความต่าง: งานรับใช้ต่าง ๆ ที่คริสตจักรทำนั้น องค์กรหรือศาสนาอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ แรงจูงใจข้างใน ว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่พระเจ้าหรือไม่
5. การฝึกฝนเพื่อพัฒนา “ความเชื่อแท้”
เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ เพื่อให้ชีวิตเป็นที่พอพระทัยและสมดุล:
ก. จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะแสดงออกเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างให้เป็นที่ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
- ร่างกายไม่ใช่ของเรา: ร่างกายทั้งภายในและภายนอก ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไปแล้ว เพราะพระคริสต์ได้ทรงไถ่เราไว้ด้วยราคาที่สูง ตราบใดที่เรายังดำรงอยู่ในกายนี้ เรายังมีสิทธิ์ที่จะถูกพระเจ้าซื้อและไถ่
- สำรวจตนเอง: ผู้เชื่อต้องหมั่นสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นเหตุให้เรา วางใจในพระเจ้ามากขึ้น พึ่งพาพระเจ้ามากขึ้น รักและอยากใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น หรือทำให้เราตัวเล็กลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้นหรือไม่
- ทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติ: ไม่ว่าเราจะรับประทาน จะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็น การถวายเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตพื้นฐาน และการกระทำใด ๆ ในสังคม
ข. จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์
ความเชื่อที่แสวงหาพระองค์จะปรากฏเป็นความปรารถนาที่จะทำทุกอย่างด้วยความรัก แบบพระคริสต์
- ความรักที่สมบูรณ์: พระเยซูได้ยกระดับบัญญัติความรักจาก “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (พันธสัญญาเดิม) เป็น “จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่เราได้รักพวกท่าน” ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด
- การล้างเท้า: การรักแบบพระคริสต์ คือการ ล้างเท้าให้กันและกัน โดยใช้น้ำแห่งพระวจนะ (พระคำ) เพื่อชำระล้างวิถีชีวิตของพี่น้องที่เดินไปบนโลกนี้และมีโอกาสเหยียบย่ำสิ่งสกปรก (เช่น ความอิจฉา ความโกรธ ความหยิ่ง) ให้สะอาดขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ค. จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง
ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะนำไปสู่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน และทุกมิติ
- ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าแปลว่าการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้เหตุการณ์ทุกอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความสูญเสีย) ร่วมกันก่อเกิดผลดีแก่คนรักพระเจ้า เพื่อสร้างเราให้เหมือนพระคริสต์
- ทิ้งแอกของตนเอง: คริสเตียนต้อง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง และต้องยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง
- รับแอกของพระคริสต์: แม้ชีวิตบนโลกจะยังคงเหน็ดเหนื่อยและมีภาระหนักอยู่ แต่พระองค์ทรงเชิญชวนให้ผู้เชื่อ รับเอาแอกของพระองค์ แบกไว้แทนแอกของตนเอง การมีพระคริสต์ร่วมเทียมแอกคู่ไปกับเราจะช่วยนำชีวิตให้เดินไป อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้จิตใจได้หยุดพัก เพราะไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด ๆ
แสวงหาพระเจ้า.
การแสวงหาพระเจ้า (Seeking God) ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้องของความเชื่อคริสเตียน ตามที่ผู้เทศนาได้พูดไว้ โดยเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการเป็นที่ยอมรับและพอพระทัยของพระเจ้า
นี่คือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแสวงหาพระเจ้าที่อ้างอิงจากผู้เทศนา:
1. การแสวงหาพระเจ้าคือหลักฐานของความเชื่อแท้
การจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้านั้น ต้องมีความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นต้องเป็นความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งความเชื่อที่แท้จริงนี้จะมุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง
- ไม่ใช่แค่ยอมรับ: ความเชื่อแท้ ไม่ใช่ความเชื่อที่สักแต่เชื่อ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตาน ก็ยังเชื่อว่าพระเจ้าทรงดำรงพระชนม์อยู่
- เป้าหมายของความเชื่อ: ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้า (หรือผู้ที่เชื่อ) ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่ แสวงหาพระองค์
- จุดมุ่งหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การ แสวงหาพระองค์ และอยาก รู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย
2. ความแตกต่างระหว่างการแสวงหาพระผู้สร้างกับการแสวงหาพระพร
ผู้เทศนาได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างที่สำคัญในแรงจูงใจของการแสวงหา:
- มุ่งหาพระเจ้า ไม่ใช่มุ่งหาของประทาน: ความเชื่อที่ถูกต้องคือความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง มันไม่ใช่ความเชื่อที่มุ่งแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง
- ปัญหาของความเชื่อผิด: คริสเตียนหลายคนมักมาเชื่อพระเจ้าเพื่อมุ่งหา พระพร (เช่น ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี อายุยืนยาว) แต่การแสวงหาพระพรนี้อาจทำให้ชีวิต ขาดความสมดุล และไม่สามารถเป็นที่ชื่นชอบหรือพอพระทัยต่อพระพักตร์พระเจ้าได้
- การยอมรับของพระเจ้า: พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า พระเจ้าทรง โปรดปรานผู้ที่เสาะแสวงหาสิ่งดี ซึ่งสิ่งดีที่เลิศที่สุดคือ พระปัญญาของพระเจ้า (พระเจ้าเอง)
3. การแสวงหาพระเจ้าในการกระทำและการรับใช้
การแสวงหาพระเจ้าเป็นแรงจูงใจภายในที่กำหนดคุณค่าของการกระทำภายนอก:
- กระดุมเม็ดแรก: ความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้าเปรียบเสมือน กระดุมเม็ดแรก สู่การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า หากกระดุมเม็ดแรกนี้ผิดพลาด การกระทำถัด ๆ ไป (กระดุมเม็ดที่ 2, 3) ก็จะผิดไปทั้งหมด ทำให้สิ่งเหล่านั้นไร้ประโยชน์และสูญเปล่า
- ทุกการกระทำต้องมาจากความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า: การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อ (ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า) ก็เป็น บาปทั้งสิ้น
- ความหมายของ ‘บาป’ ในบริบทนี้: คำว่า ‘บาป’ ในบริบทนี้หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร เป็นเพียงเปลือกหรือกระพี้ ปราศจากเนื้อแท้ และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย
- แรงจูงใจคือความต่าง: งานรับใช้และกิจกรรมต่าง ๆ ในคริสตจักรที่ทำนั้น องค์กรหรือศาสนาอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ แรงจูงใจข้างใน คือ เราทำด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้า หรือไม่
4. ตัวอย่างบุคคลแห่งความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า
ในพระธรรมฮีบรู บทที่ 11 ได้ให้ตัวอย่างของบุคคลที่มีความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าทั้งสิ้น
- อาเบล: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านมีท่าทีที่ถูกต้องและนำเครื่องบูชาที่ดีมาถวาย
- เอโนค: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านดำเนินอยู่กับพระเจ้าตลอดชั่วชีวิต
- โนอาห์: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าชอบธรรม
- อับราฮัม: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าชอบธรรมและได้เป็นบิดาแห่งบรรดาผู้ที่เชื่อทั้งปวง
บุคคลเหล่านี้รวมถึงโมเสส กษัตริย์ดาวิด และนางมารีย์ ล้วนได้รับรองว่าชอบธรรม เพราะความเชื่อของพวกเขาเริ่มต้นจากการ แสวงหา อยากรู้จัก ปรารถนาจะรู้จักพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการเริ่มต้นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อพระเจ้าก่อน
5. การฝึกฝนเพื่อพัฒนาชีวิตที่แสวงหาพระเจ้า
เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ:
- จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า: ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้เชื่อต้องหมั่นสำรวจตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้เรา วางใจในพระเจ้ามากขึ้น และทำให้ ตัวเราเล็ก ลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้น หรือไม่
- จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์: ความรักที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏออกมาเป็นความปรารถนาที่จะทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์
- จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง: การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกมิติ การพึ่งพาพระเจ้าหมายถึงการยอมรับว่าตัวเรามี ขีดจำกัด และยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง เพื่อที่พระองค์จะทรงทำให้วิถีของเรา ราบรื่น
เป็นที่พอพระทัย.
การเป็น “ที่ชอบและพอพระทัยพระเจ้า” เป็นหัวข้อหลักและเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคริสเตียนตามที่ผู้เทศนาได้พูด ซึ่งเริ่มต้นและดำเนินไปโดยอาศัย “ความเชื่อแท้”
1. ความเชื่อคือรากฐานของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า
พระคัมภีร์ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงหลักการพื้นฐานของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า โดยอ้างอิงจาก ฮีบรู บทที่ 11 ข้อ 6:
- ความจำเป็นของความเชื่อ: “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย” ดังนั้น ความเชื่อจึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ในการที่จะเป็นที่ชอบของพระเจ้าหรือเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ได้นั้น ต้องมีความเชื่อ
- เป้าหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การ แสวงหาพระองค์ และรู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย
2. ลักษณะของความเชื่อที่ทำให้เป็นที่พอพระทัย
ความเชื่อที่ทำให้เราเป็นที่พอพระทัยนั้นไม่ใช่ความเชื่อแบบทั่วไป แต่เป็นความเชื่อที่มุ่งไปสู่การแสวงหาพระเจ้า:
- ไม่ใช่ความเชื่อแบบสักแต่เชื่อ: ความเชื่อที่สักแต่เชื่อนั้นไม่เพียงพอ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตานก็เชื่อว่ามีพระเจ้าและทรงพระชนม์อยู่
- ต้องแสวงหาพระเจ้าผู้สร้าง: ความเชื่อแท้ต้องเป็นความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่ แสวงหาพระองค์
- การแสวงหาสิ่งดี: พระเจ้าทรง โปรดปรานผู้ที่เสาะแสวงหา “สิ่งดี” ซึ่งหมายถึง พระปัญญาของพระเจ้า (พระเจ้าเอง) ชีวิตที่แสวงหาพระองค์ตลอดชั่วชีวิตจึงจะเป็นที่โปรดปรานและเป็นที่รับรองของพระองค์
3. สิ่งที่ไม่นำไปสู่การเป็นที่พอพระทัย
ผู้เทศนาเน้นย้ำถึงแรงจูงใจที่ผิดซึ่งทำให้ไม่สามารถบรรลุการเป็นที่พอพระทัยได้:
- การแสวงหาพระพรแทนพระผู้สร้าง: ความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง นั้นแตกต่างจากการแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง หากผู้เชื่อมาหาพระองค์เพียงเพื่อมุ่งแสวงหาพระพร (เช่น ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี อายุยืนยาว) อาจจะ ไปไม่ถึง การเป็นที่ชื่นชอบต่อพระพักตร์พระเจ้า หรือเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
- การกระทำที่ไม่มาจากความเชื่อ: การกระทำใดๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อ (ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า) ก็เป็น บาปทั้งสิ้น ในบริบทนี้ “บาป” หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย แรงจูงใจที่แท้จริงข้างใน (ทำด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่พระเจ้าหรือไม่) คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างงานรับใช้ของคริสตจักรกับกิจกรรมขององค์กรอื่น
4. การรับรองว่าเป็นที่ชอบธรรม (Righteousness)
การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามีความหมายเดียวกับการที่พระเจ้า รับรองว่าชอบธรรม (Righteousness) ซึ่งแปลว่า เป็นที่ชอบต่อพระเจ้า (Right to God)
- บุคคลแห่งความเชื่อ: ตัวอย่างบุคคลในฮีบรู บทที่ 11 ทั้งหมด เช่น อาเบล, เอโนค, โนอาห์, อับราฮัม, โมเสส, กษัตริย์ดาวิด, และนางมารีย์ ล้วนได้รับรองว่าชอบธรรม เพราะความเชื่อของพวกเขามุ่งไปที่การ แสวงหา อยากรู้จัก ปรารถนาจะรู้จักพระเจ้า
5. การฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่เป็นที่พอพระทัย
เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่นำไปสู่ชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ:
ก. จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็น ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
- ร่างกายเป็นของพระคริสต์: ร่างกายของเราไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไปแล้ว เพราะพระคริสต์ได้ทรงไถ่เราไว้ด้วยราคาสูง เราจึงต้อง ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของเรา
- การสำรวจตนเอง: ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้ วางใจในพระเจ้ามากขึ้น และทำให้ ตัวเราเล็กลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้น หรือไม่
- ทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติ: ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน ดื่ม หรือ ทำอะไรก็ตาม (รวมถึงวิถีชีวิตพื้นฐานและการกระทำในสังคม) จงกระทำเพื่อเป็น การถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ข. จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์
ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกระทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์
- รักในระดับสูงสุด: รักแบบพระคริสต์คือ จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่พระองค์ได้รักพวกท่าน ซึ่งเหนือกว่าบัญญัติเดิมที่ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
- การล้างเท้า: ความรักนี้หมายถึงการ ใช้ “น้ำแห่งพระวจะนะ” เพื่อ ล้างเท้าของกันและกัน (ชำระล้างวิถีชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น ความอิจฉา ความโกรธ หรือความหยิ่ง) เพื่อให้วิถีชีวิตสะอาดขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ค. จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง
การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกมิติ
- ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าหมายถึงการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้เหตุการณ์ ทุกอย่าง (ความสูญเสีย ความสำเร็จ ความเจ็บปวด) ร่วมกันก่อเกิดผลดี แก่คนรักพระเจ้า เพื่อ สร้างเราให้เหมือนพระคริสต์
- การสวมแอกของพระคริสต์: ผู้เชื่อต้อง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ และ อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง และเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและมีภาระหนัก จงมาหาพระองค์และ รับเอาแอกของพระองค์แบกไว้ การร่วมเทียมแอกคู่กับพระคริสต์จะช่วยนำชีวิตให้เดินไป อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้จิตใจได้หยุดพัก เพราะไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใดๆ
การฝึกฝนทั้งสามประการนี้จะนำไปสู่ชีวิตที่ สมดุล และเป็นที่ พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด
ความรักแบบพระคริสต์.
“ความรักแบบพระคริสต์” (Love in the style of Christ) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่นำไปสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า โดยผู้เทศนาได้เน้นว่าความรักรูปแบบนี้ไม่ใช่ความรักแบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงวางแบบอย่างไว้
1. ความรักแบบพระคริสต์คือมาตรฐานสูงสุดของการเป็นที่พอพระทัย
การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็น ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระคริสต์
- ไม่ใช่ความรักแบบเดิม: ความรักนี้ ไม่ใช่ความรักแบบที่มนุษย์เข้าใจ หรือความรักในแบบพันธสัญญาเดิม
- การยกระดับบัญญัติ: ในพันธสัญญาเดิม บัญญัติใหญ่คือ จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ และ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จลงมา พระองค์ทรงทำให้สมบูรณ์มากขึ้น โดยสั่งว่า “จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่เราได้รักพวกท่าน” นี่คือ ขั้นสูงสุด ของความรัก
- จุดมุ่งหมาย: เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และความคิดหลายอย่าง เพื่อให้สามารถรักแบบพระเยซู
2. แบบอย่างแห่งความรัก: การล้างเท้าให้กันและกัน
พระเยซูคริสต์ทรงวางแบบอย่างแห่งความรักในระดับสูงสุดนี้ไว้ให้แก่เหล่าสาวก ผ่านการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ:
- คำสั่งใหม่: พระเยซูตรัสกับสาวกหลังจากการกระทำหนึ่งคือ การล้างเท้า พวกเขา
- ความหมายเชิงสัญลักษณ์: นัยยะของคำสั่งนี้คือ:
- น้ำ เปรียบเหมือน พระวจะนะ หรือพระคำ
- เท้า คือการ ดำเนินชีวิตไปบนโลกนี้ ในแต่ละวัน
- สิ่งสกปรก: ทุกคนมีโอกาสเหยียบสิ่งสกปรกได้ทุกวัน เช่น คำโกหก ความอิจฉา ความหยิ่งผยอง ความโกรธ ความเจ็บช้ำ หรือความผิดพลาดต่างๆ
- การปฏิบัติ: การรักซึ่งกันและกันแบบพระคริสต์คือการ ใช้ “น้ำแห่งพระวจะนะ” เพื่อ ล้างเท้าของกันและกัน คือการ หนุนใจกัน ช่วยกันชำระล้างกัน เพื่อให้แต่ละคนมี วิถีชีวิตที่สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ
3. ผลของการไม่ยอมให้ชำระล้าง
ผู้เทศนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชำระล้างนี้:
- ความสะอาดฝ่ายกายและวิถีชีวิต: ผู้เชื่อนั้น ได้รับ “การอาบน้ำ” แล้ว (หมายถึงได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยพระโลหิตของพระคริสต์) แต่ชีวิตยังคงดำเนินอยู่ในโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างแต่เท้าก็พอ
- การขาดส่วนในแผ่นดินสวรรค์: หากผู้เชื่อ ไม่ยอมให้ชำระ (ไม่ล้างเท้าให้กันและกัน) หรือยังไม่บริสุทธิ์พอในการดำเนินชีวิต ก็จะ ไม่มีส่วนในงานของแผ่นดินสวรรค์ และไม่มีส่วนในพระคริสต์
- ความถ่อมใจ: การล้างเท้าให้กันและกันในความหมายของพระคริสต์นั้น ต้องใช้ความถ่อมใจสูงมาก ผู้เชื่อต้องถ่อมใจที่จะ ติดสนิทกับพระคำ จนเป็นหนึ่งเดียวกับพระคำ และใช้พระวจะนะเป็นน้ำล้างเท้าให้พี่น้องได้
4. การสำแดงความรักแบบพระคริสต์ผ่านพระวจนะ
ความรักนี้ยังรวมถึงการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อหนุนใจผู้อื่น:
- แสวงหาการเผยพระวจนะ: ผู้เชื่อควร ดำเนินในวิถีแห่งความรัก และใฝ่หาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะ การเผยพระวจนะ
- ความหมายของการเผยพระวจนะ: ในบริบทนี้ ไม่ใช่การตีความที่พิสดาร แต่หมายถึงการ เข้าใกล้พระคำของพระเจ้า จนกินพระคำจนเป็นหนึ่งเดียวกับเรา
- การสำแดงความรัก: เมื่อพบปะกันทุกครั้ง เราต้อง สำแดงความรัก ออกมาด้วยการ หนุนใจ เตือนสติ พยุงกันขึ้นด้วยพระวจะนะ เราต้องใช้ช่องทางต่างๆ (เช่น สังคมออนไลน์) เพื่อ เผยพระคำ/เผยข่าวประเสริฐ และช่วยกันล้างเท้า
- ท่าที: ความรักแบบพระคริสต์ต้องมาพร้อมกับการ เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และเข้มแข็ง ในการแสดงความรักโดยการหนุนใจ สอน หรือเตือนสติ ด้วยพระคำ
5. การฝึกฝนเพื่อความสมดุล
การทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระคริสต์เป็นหนึ่งในสามประการที่ผู้เชื่อต้องฝึกฝน เพื่อพัฒนาสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า และเพื่อให้ชีวิตมีความ สมดุล และเป็น ที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด
พึ่งพาพระเจ้า.
การ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง (Dependence on God in All Matters) ถือเป็นประการที่สามและเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่มุ่งสู่การเป็นที่ชอบและพอพระทัยของพระเจ้า โดยเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมอบทุกสิ่งให้พระเจ้าทรงควบคุม
นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับการพึ่งพาพระเจ้าที่อ้างอิงจากผู้เทศนา:
1. ความหมายของการพึ่งพาพระเจ้า
การพึ่งพาพระเจ้าเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเราเอง และมอบการควบคุมชีวิตให้แก่พระเจ้า:
- ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าแปลว่าการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และผู้เชื่อทุกคนมีขีดจำกัดหมด
- ปฏิเสธความรอบรู้ของตนเอง: พระคัมภีร์สุภาษิต บทที่ 3 ข้อ 5-6 สอนว่า “จง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ ของเจ้า และ อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง“
- รับรู้พระองค์ในทุกทาง: ผู้เชื่อต้อง ยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง ของเจ้า (ไม่ใช่แค่บางทาง) การพึ่งพานี้หมายถึงการ เชื่อจนกระทั่งเชื่อฟังและทำตาม
- พระเจ้าคือที่พึ่ง: คริสเตียนที่แท้จริงจะไม่มีการบ่น การเถียง หรือการโวยวาย เพราะ พระเจ้าคือที่พึ่ง และเราจะมั่นใจในพระองค์เสมอ
2. จุดมุ่งหมายของการทรงอนุญาตให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ
เมื่อผู้เชื่อพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริง จะมีความมั่นใจว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมีจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่:
- ทุกสิ่งก่อเกิดผลดี: เรามั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้ ทุกสิ่ง (ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสีย, การเจ็บปวด, ความสำเร็จ, ความราบรื่น, ความบากบั่น) ร่วมกันก่อเกิดผลดี แก่คนรักพระเจ้า
- เป้าหมายเดียว: จุดประสงค์ของการอนุญาตให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นคือ เพื่อ สร้างเราให้เหมือนพระคริสต์ มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์
- หลักฐานแห่งความรัก: ตราบใดที่พระเจ้ายังทรงอนุญาตให้เหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า เรายังเป็นที่รัก ของพระองค์ และพระองค์กำลังเตรียมเราเพื่อพระประสงค์เฉพาะเจาะจงของพระองค์
3. การเปลี่ยนแอก: การพึ่งพาที่แท้จริง
พระเยซูคริสต์ทรงเชื้อเชิญให้ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักมาหาพระองค์ และทรงสัญญาว่าจะให้ หยุดพัก
- การเปลี่ยนแอก: หลังจากการหยุดพักแล้ว ผู้เชื่อต้อง เปลี่ยนแอก โดย อย่าสวมแอกของตัวเองเดิน แต่ให้ รับเอาแอกของพระเยซู ขึ้นสวม
- แอกคู่กับพระคริสต์: แอก (Yoke) หมายถึง คานที่เทียมบนสัตว์เพื่อลากสัมภาระ การพึ่งพาพระเจ้าคือการเปลี่ยนจากแอกเดียว (แบกภาระคนเดียว) เป็น แอกคู่ ซึ่งมี พระเยซูคริสต์ร่วมเทียม ด้วย
- ภาระยังอยู่: การพึ่งพาพระเจ้า ไม่ได้ทำให้สัมภาระที่แบกรับอยู่เปลี่ยนไป ภาระครอบครัว ภาระเศรษฐกิจ หรือปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ การพึ่งพาจึงไม่ใช่การอธิษฐานขอให้ปัญหาหายไป
4. ผลลัพธ์ของการมีพระคริสต์ร่วมเทียมแอก
เมื่อเรามีพระคริสต์ร่วมเทียมแอกคู่ไปกับเรา ชีวิตจะได้รับประโยชน์สองประการที่สำคัญ:
- เดินถูกจังหวะ: พระคริสต์จะนำชีวิตให้เดินไปอย่าง ถูกจังหวะ เราจะไม่เดินเร็วไปหรือช้าไป
- เดินถูกทิศทาง: พระคริสต์จะนำชีวิตให้เดินไปอย่าง ถูกทิศทาง เราจะไม่หลงทาง ไม่เสียเวลา ไม่ต้องอ้อม เพราะพระเยซูทรงรู้ดีกว่าเรา
แม้ชีวิตจะยาก แต่การมีพระเยซูคริสต์ร่วมเทียมแอกจะช่วยให้ผ่านไปได้ และที่สำคัญที่สุดคือ จิตใจจะหยุดพัก เพราะได้เรียนรู้จากพระองค์ และ ไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด ๆ ตลอดเวลา
การพึ่งพาพระเจ้าในทุกมิตินี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินชีวิตที่ สมดุล และเป็น ที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด
