Curriculum
Course: 2025-09-21 : " เป็นที่ชอบและพอพระทัยพระเ...
Login
Video lesson

หัวข้อ ” เป็นที่ชอบและพอพระทัยพระเจ้า “

ความสำคัญของการเป็นที่ ชอบและพอพระทัยของพระเจ้า ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระองค์ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การทำกิจกรรมทางศาสนาหรือแสวงหาพระพรเท่านั้น ผู้เทศน์ได้นำเสนอ “สูตร” สำหรับชีวิตที่สมดุลคือ มัทธิว 4:4 ที่ระบุว่ามนุษย์ดำรงชีวิตด้วยพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ พร้อมทั้งให้แนวทางปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การใช้ร่างกายเพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า การกระทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์ และการ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง โดยเปรียบเทียบการพึ่งพาพระองค์กับการเปลี่ยนมาสวมแอกคู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างถูกจังหวะและทิศทาง อันจะนำไปสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าในที่สุด

ความเชื่อ…

“ความเชื่อ” (Faith) เป็นหลักการสำคัญที่ผู้เทศนานี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเน้นว่า ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

1. ความเชื่อคือจุดเริ่มต้นของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

ตามพระคัมภีร์ ฮีบรู บทที่ 11 ข้อ 6 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย” การจะเป็นที่ชอบและพอพระทัยของพระเจ้านั้นจึง ต้องมีความเชื่อ

  • คุณค่าของการแสวงหา: ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์
  • จุดมุ่งหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การแสวงหาพระองค์และรู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือการเป็น ที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย

2. ลักษณะของ “ความเชื่อแท้”

ผู้เทศนาได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างความเชื่อที่แท้จริงกับความเชื่อที่ผิวเผิน:

  • ไม่ใช่ความเชื่อแบบสักแต่ว่าเชื่อ: ความเชื่อแท้ ไม่ใช่ความเชื่อที่สักแต่เชื่อ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตาน ก็ยังเชื่อว่ามีพระเจ้าและทรงพระชนม์อยู่
  • ต้องมุ่งหาพระเจ้า: ความเชื่อแท้ต้องเป็นความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นความเชื่อที่อยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น
  • กระดุมเม็ดแรก: ความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้านั้นเปรียบเสมือน กระดุมเม็ดแรก หากกระดุมเม็ดแรกถูกต้อง (มีความเชื่อที่ถูกต้อง) การกระทำอื่น ๆ ซึ่งเป็นกระดุมเม็ดถัดไปก็จะถูกต้องตามไปด้วย

3. ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง (ความเชื่อที่ผิด)

ความเชื่อที่ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งไปผิดทิศทาง:

  • แสวงหาพระพรไม่ใช่พระผู้สร้าง: ความเชื่อที่ถูกต้องคือความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อที่มุ่งแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง
  • ผลของความเชื่อผิด: คริสเตียนหลายคนมาเชื่อพระเจ้าเพื่อมุ่งหาพระพร ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด หากเรามาเชื่อพระองค์เพื่อมุ่งแสวงหาพระพร เราอาจจะไปไม่ถึงการเป็นที่ชื่นชอบหรือพอพระทัยต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ และอาจทำให้ชีวิตขาดความสมดุล

4. ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อและการกระทำ

ความเชื่อต้องปรากฏในการกระทำในชีวิตของผู้เชื่อ:

  • การกระทำใดที่ไม่ทำด้วยความเชื่อคือบาป: พระคัมภีร์สอนว่า การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น การนี้ครอบคลุมกิจกรรมทางศาสนาและงานรับใช้ทุกประเภท
  • ความหมายของ “บาป”: ในบริบทนี้ คำว่า “บาป” หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ความไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร เป็นเพียงเปลือกหรือกระพี้ ปราศจากเนื้อแท้ และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย
  • แรงจูงใจเป็นความต่าง: งานรับใช้ต่าง ๆ ที่คริสตจักรทำนั้น องค์กรหรือศาสนาอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ แรงจูงใจข้างใน ว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่พระเจ้าหรือไม่

5. การฝึกฝนเพื่อพัฒนา “ความเชื่อแท้”

เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ เพื่อให้ชีวิตเป็นที่พอพระทัยและสมดุล:

ก. จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะแสดงออกเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างให้เป็นที่ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

  • ร่างกายไม่ใช่ของเรา: ร่างกายทั้งภายในและภายนอก ไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไปแล้ว เพราะพระคริสต์ได้ทรงไถ่เราไว้ด้วยราคาที่สูง ตราบใดที่เรายังดำรงอยู่ในกายนี้ เรายังมีสิทธิ์ที่จะถูกพระเจ้าซื้อและไถ่
  • สำรวจตนเอง: ผู้เชื่อต้องหมั่นสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นเหตุให้เรา วางใจในพระเจ้ามากขึ้น พึ่งพาพระเจ้ามากขึ้น รักและอยากใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น หรือทำให้เราตัวเล็กลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้นหรือไม่
  • ทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติ: ไม่ว่าเราจะรับประทาน จะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็น การถวายเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตพื้นฐาน และการกระทำใด ๆ ในสังคม

ข. จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์

ความเชื่อที่แสวงหาพระองค์จะปรากฏเป็นความปรารถนาที่จะทำทุกอย่างด้วยความรัก แบบพระคริสต์

  • ความรักที่สมบูรณ์: พระเยซูได้ยกระดับบัญญัติความรักจาก “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (พันธสัญญาเดิม) เป็น “จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่เราได้รักพวกท่าน” ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด
  • การล้างเท้า: การรักแบบพระคริสต์ คือการ ล้างเท้าให้กันและกัน โดยใช้น้ำแห่งพระวจนะ (พระคำ) เพื่อชำระล้างวิถีชีวิตของพี่น้องที่เดินไปบนโลกนี้และมีโอกาสเหยียบย่ำสิ่งสกปรก (เช่น ความอิจฉา ความโกรธ ความหยิ่ง) ให้สะอาดขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ค. จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง

ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะนำไปสู่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน และทุกมิติ

  • ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าแปลว่าการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้เหตุการณ์ทุกอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความสูญเสีย) ร่วมกันก่อเกิดผลดีแก่คนรักพระเจ้า เพื่อสร้างเราให้เหมือนพระคริสต์
  • ทิ้งแอกของตนเอง: คริสเตียนต้อง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง และต้องยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง
  • รับแอกของพระคริสต์: แม้ชีวิตบนโลกจะยังคงเหน็ดเหนื่อยและมีภาระหนักอยู่ แต่พระองค์ทรงเชิญชวนให้ผู้เชื่อ รับเอาแอกของพระองค์ แบกไว้แทนแอกของตนเอง การมีพระคริสต์ร่วมเทียมแอกคู่ไปกับเราจะช่วยนำชีวิตให้เดินไป อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้จิตใจได้หยุดพัก เพราะไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด ๆ

 

แสวงหาพระเจ้า.

การแสวงหาพระเจ้า (Seeking God) ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้องของความเชื่อคริสเตียน ตามที่ผู้เทศนาได้พูดไว้ โดยเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการเป็นที่ยอมรับและพอพระทัยของพระเจ้า

นี่คือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแสวงหาพระเจ้าที่อ้างอิงจากผู้เทศนา:

1. การแสวงหาพระเจ้าคือหลักฐานของความเชื่อแท้

การจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้านั้น ต้องมีความเชื่อ แต่ความเชื่อนั้นต้องเป็นความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งความเชื่อที่แท้จริงนี้จะมุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง

  • ไม่ใช่แค่ยอมรับ: ความเชื่อแท้ ไม่ใช่ความเชื่อที่สักแต่เชื่อ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตาน ก็ยังเชื่อว่าพระเจ้าทรงดำรงพระชนม์อยู่
  • เป้าหมายของความเชื่อ: ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้า (หรือผู้ที่เชื่อ) ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่ แสวงหาพระองค์
  • จุดมุ่งหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การ แสวงหาพระองค์ และอยาก รู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย

2. ความแตกต่างระหว่างการแสวงหาพระผู้สร้างกับการแสวงหาพระพร

ผู้เทศนาได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างที่สำคัญในแรงจูงใจของการแสวงหา:

  • มุ่งหาพระเจ้า ไม่ใช่มุ่งหาของประทาน: ความเชื่อที่ถูกต้องคือความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง มันไม่ใช่ความเชื่อที่มุ่งแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง
  • ปัญหาของความเชื่อผิด: คริสเตียนหลายคนมักมาเชื่อพระเจ้าเพื่อมุ่งหา พระพร (เช่น ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี อายุยืนยาว) แต่การแสวงหาพระพรนี้อาจทำให้ชีวิต ขาดความสมดุล และไม่สามารถเป็นที่ชื่นชอบหรือพอพระทัยต่อพระพักตร์พระเจ้าได้
  • การยอมรับของพระเจ้า: พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า พระเจ้าทรง โปรดปรานผู้ที่เสาะแสวงหาสิ่งดี ซึ่งสิ่งดีที่เลิศที่สุดคือ พระปัญญาของพระเจ้า (พระเจ้าเอง)

3. การแสวงหาพระเจ้าในการกระทำและการรับใช้

การแสวงหาพระเจ้าเป็นแรงจูงใจภายในที่กำหนดคุณค่าของการกระทำภายนอก:

  • กระดุมเม็ดแรก: ความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้าเปรียบเสมือน กระดุมเม็ดแรก สู่การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า หากกระดุมเม็ดแรกนี้ผิดพลาด การกระทำถัด ๆ ไป (กระดุมเม็ดที่ 2, 3) ก็จะผิดไปทั้งหมด ทำให้สิ่งเหล่านั้นไร้ประโยชน์และสูญเปล่า
  • ทุกการกระทำต้องมาจากความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า: การกระทำใด ๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อ (ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า) ก็เป็น บาปทั้งสิ้น
  • ความหมายของ ‘บาป’ ในบริบทนี้: คำว่า ‘บาป’ ในบริบทนี้หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร เป็นเพียงเปลือกหรือกระพี้ ปราศจากเนื้อแท้ และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย
  • แรงจูงใจคือความต่าง: งานรับใช้และกิจกรรมต่าง ๆ ในคริสตจักรที่ทำนั้น องค์กรหรือศาสนาอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ แรงจูงใจข้างใน คือ เราทำด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้า หรือไม่

4. ตัวอย่างบุคคลแห่งความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า

ในพระธรรมฮีบรู บทที่ 11 ได้ให้ตัวอย่างของบุคคลที่มีความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าทั้งสิ้น

  • อาเบล: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านมีท่าทีที่ถูกต้องและนำเครื่องบูชาที่ดีมาถวาย
  • เอโนค: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านดำเนินอยู่กับพระเจ้าตลอดชั่วชีวิต
  • โนอาห์: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าชอบธรรม
  • อับราฮัม: โดยความเชื่อที่แสวงหาพระเจ้า ทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าชอบธรรมและได้เป็นบิดาแห่งบรรดาผู้ที่เชื่อทั้งปวง

บุคคลเหล่านี้รวมถึงโมเสส กษัตริย์ดาวิด และนางมารีย์ ล้วนได้รับรองว่าชอบธรรม เพราะความเชื่อของพวกเขาเริ่มต้นจากการ แสวงหา อยากรู้จัก ปรารถนาจะรู้จักพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการเริ่มต้นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อพระเจ้าก่อน

5. การฝึกฝนเพื่อพัฒนาชีวิตที่แสวงหาพระเจ้า

เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ:

  1. จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า: ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้เชื่อต้องหมั่นสำรวจตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้เรา วางใจในพระเจ้ามากขึ้น และทำให้ ตัวเราเล็ก ลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้น หรือไม่
  2. จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์: ความรักที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏออกมาเป็นความปรารถนาที่จะทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์
  3. จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง: การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกมิติ การพึ่งพาพระเจ้าหมายถึงการยอมรับว่าตัวเรามี ขีดจำกัด และยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง เพื่อที่พระองค์จะทรงทำให้วิถีของเรา ราบรื่น

 

เป็นที่พอพระทัย.

การเป็น “ที่ชอบและพอพระทัยพระเจ้า” เป็นหัวข้อหลักและเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคริสเตียนตามที่ผู้เทศนาได้พูด ซึ่งเริ่มต้นและดำเนินไปโดยอาศัย “ความเชื่อแท้”

1. ความเชื่อคือรากฐานของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

พระคัมภีร์ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงหลักการพื้นฐานของการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า โดยอ้างอิงจาก ฮีบรู บทที่ 11 ข้อ 6:

  • ความจำเป็นของความเชื่อ: “ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย” ดังนั้น ความเชื่อจึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ในการที่จะเป็นที่ชอบของพระเจ้าหรือเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ได้นั้น ต้องมีความเชื่อ
  • เป้าหมายสูงสุด: จุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อคือการนำไปสู่การ แสวงหาพระองค์ และรู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้า เป็นที่พอพระทัย

2. ลักษณะของความเชื่อที่ทำให้เป็นที่พอพระทัย

ความเชื่อที่ทำให้เราเป็นที่พอพระทัยนั้นไม่ใช่ความเชื่อแบบทั่วไป แต่เป็นความเชื่อที่มุ่งไปสู่การแสวงหาพระเจ้า:

  • ไม่ใช่ความเชื่อแบบสักแต่เชื่อ: ความเชื่อที่สักแต่เชื่อนั้นไม่เพียงพอ เพราะแม้แต่ผี วิญญาณชั่ว และซาตานก็เชื่อว่ามีพระเจ้าและทรงพระชนม์อยู่
  • ต้องแสวงหาพระเจ้าผู้สร้าง: ความเชื่อแท้ต้องเป็นความเชื่อที่มุ่งไปที่การ แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่มาเฝ้าพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่ แสวงหาพระองค์
  • การแสวงหาสิ่งดี: พระเจ้าทรง โปรดปรานผู้ที่เสาะแสวงหา “สิ่งดี” ซึ่งหมายถึง พระปัญญาของพระเจ้า (พระเจ้าเอง) ชีวิตที่แสวงหาพระองค์ตลอดชั่วชีวิตจึงจะเป็นที่โปรดปรานและเป็นที่รับรองของพระองค์

3. สิ่งที่ไม่นำไปสู่การเป็นที่พอพระทัย

ผู้เทศนาเน้นย้ำถึงแรงจูงใจที่ผิดซึ่งทำให้ไม่สามารถบรรลุการเป็นที่พอพระทัยได้:

  • การแสวงหาพระพรแทนพระผู้สร้าง: ความเชื่อที่มุ่งสู่การแสวงหา พระเจ้า พระผู้สร้าง นั้นแตกต่างจากการแสวงหา พระพรที่มาจากพระผู้สร้าง หากผู้เชื่อมาหาพระองค์เพียงเพื่อมุ่งแสวงหาพระพร (เช่น ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี อายุยืนยาว) อาจจะ ไปไม่ถึง การเป็นที่ชื่นชอบต่อพระพักตร์พระเจ้า หรือเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
  • การกระทำที่ไม่มาจากความเชื่อ: การกระทำใดๆ ก็ตามที่มิได้กระทำด้วยความเชื่อ (ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า) ก็เป็น บาปทั้งสิ้น ในบริบทนี้ “บาป” หมายถึง ความเสื่อม ความสูญเปล่า ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวร และ ไม่ได้เป็นที่พอพระทัย แรงจูงใจที่แท้จริงข้างใน (ทำด้วยความเชื่อที่มุ่งไปที่พระเจ้าหรือไม่) คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างงานรับใช้ของคริสตจักรกับกิจกรรมขององค์กรอื่น

4. การรับรองว่าเป็นที่ชอบธรรม (Righteousness)

การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ามีความหมายเดียวกับการที่พระเจ้า รับรองว่าชอบธรรม (Righteousness) ซึ่งแปลว่า เป็นที่ชอบต่อพระเจ้า (Right to God)

  • บุคคลแห่งความเชื่อ: ตัวอย่างบุคคลในฮีบรู บทที่ 11 ทั้งหมด เช่น อาเบล, เอโนค, โนอาห์, อับราฮัม, โมเสส, กษัตริย์ดาวิด, และนางมารีย์ ล้วนได้รับรองว่าชอบธรรม เพราะความเชื่อของพวกเขามุ่งไปที่การ แสวงหา อยากรู้จัก ปรารถนาจะรู้จักพระเจ้า

5. การฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่เป็นที่พอพระทัย

เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อแท้ที่นำไปสู่ชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้า ผู้เชื่อควรฝึกฝนชีวิต 3 ประการ:

ก. จงใช้ร่างกายให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็น ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

  • ร่างกายเป็นของพระคริสต์: ร่างกายของเราไม่ได้เป็นของเราอีกต่อไปแล้ว เพราะพระคริสต์ได้ทรงไถ่เราไว้ด้วยราคาสูง เราจึงต้อง ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของเรา
  • การสำรวจตนเอง: ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้ วางใจในพระเจ้ามากขึ้น และทำให้ ตัวเราเล็กลงแต่พระเจ้าใหญ่ขึ้น หรือไม่
  • ทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติ: ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน ดื่ม หรือ ทำอะไรก็ตาม (รวมถึงวิถีชีวิตพื้นฐานและการกระทำในสังคม) จงกระทำเพื่อเป็น การถวายเกียรติแด่พระเจ้า

ข. จงกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระเยซูคริสต์

ความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้าจะปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกระทำทุกอย่างด้วย ความรักแบบพระคริสต์

  • รักในระดับสูงสุด: รักแบบพระคริสต์คือ จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่พระองค์ได้รักพวกท่าน ซึ่งเหนือกว่าบัญญัติเดิมที่ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
  • การล้างเท้า: ความรักนี้หมายถึงการ ใช้ “น้ำแห่งพระวจะนะ” เพื่อ ล้างเท้าของกันและกัน (ชำระล้างวิถีชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น ความอิจฉา ความโกรธ หรือความหยิ่ง) เพื่อให้วิถีชีวิตสะอาดขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ค. จงพึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง

การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกมิติ

  • ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าหมายถึงการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้เหตุการณ์ ทุกอย่าง (ความสูญเสีย ความสำเร็จ ความเจ็บปวด) ร่วมกันก่อเกิดผลดี แก่คนรักพระเจ้า เพื่อ สร้างเราให้เหมือนพระคริสต์
  • การสวมแอกของพระคริสต์: ผู้เชื่อต้อง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ และ อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง และเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและมีภาระหนัก จงมาหาพระองค์และ รับเอาแอกของพระองค์แบกไว้ การร่วมเทียมแอกคู่กับพระคริสต์จะช่วยนำชีวิตให้เดินไป อย่างถูกจังหวะและถูกทิศทาง ทำให้จิตใจได้หยุดพัก เพราะไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใดๆ

การฝึกฝนทั้งสามประการนี้จะนำไปสู่ชีวิตที่ สมดุล และเป็นที่ พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด

 

ความรักแบบพระคริสต์.

“ความรักแบบพระคริสต์” (Love in the style of Christ) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่นำไปสู่การเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า โดยผู้เทศนาได้เน้นว่าความรักรูปแบบนี้ไม่ใช่ความรักแบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงวางแบบอย่างไว้

1. ความรักแบบพระคริสต์คือมาตรฐานสูงสุดของการเป็นที่พอพระทัย

การเป็นที่ชอบต่อหน้าพระเจ้าคือความเชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า จนปรากฏเป็น ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกระทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระคริสต์

  • ไม่ใช่ความรักแบบเดิม: ความรักนี้ ไม่ใช่ความรักแบบที่มนุษย์เข้าใจ หรือความรักในแบบพันธสัญญาเดิม
  • การยกระดับบัญญัติ: ในพันธสัญญาเดิม บัญญัติใหญ่คือ จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ และ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จลงมา พระองค์ทรงทำให้สมบูรณ์มากขึ้น โดยสั่งว่า “จงรักซึ่งกันและกัน เหมือนที่เราได้รักพวกท่าน” นี่คือ ขั้นสูงสุด ของความรัก
  • จุดมุ่งหมาย: เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และความคิดหลายอย่าง เพื่อให้สามารถรักแบบพระเยซู

2. แบบอย่างแห่งความรัก: การล้างเท้าให้กันและกัน

พระเยซูคริสต์ทรงวางแบบอย่างแห่งความรักในระดับสูงสุดนี้ไว้ให้แก่เหล่าสาวก ผ่านการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ:

  • คำสั่งใหม่: พระเยซูตรัสกับสาวกหลังจากการกระทำหนึ่งคือ การล้างเท้า พวกเขา
  • ความหมายเชิงสัญลักษณ์: นัยยะของคำสั่งนี้คือ:
    • น้ำ เปรียบเหมือน พระวจะนะ หรือพระคำ
    • เท้า คือการ ดำเนินชีวิตไปบนโลกนี้ ในแต่ละวัน
    • สิ่งสกปรก: ทุกคนมีโอกาสเหยียบสิ่งสกปรกได้ทุกวัน เช่น คำโกหก ความอิจฉา ความหยิ่งผยอง ความโกรธ ความเจ็บช้ำ หรือความผิดพลาดต่างๆ
  • การปฏิบัติ: การรักซึ่งกันและกันแบบพระคริสต์คือการ ใช้ “น้ำแห่งพระวจะนะ” เพื่อ ล้างเท้าของกันและกัน คือการ หนุนใจกัน ช่วยกันชำระล้างกัน เพื่อให้แต่ละคนมี วิถีชีวิตที่สะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ

3. ผลของการไม่ยอมให้ชำระล้าง

ผู้เทศนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชำระล้างนี้:

  • ความสะอาดฝ่ายกายและวิถีชีวิต: ผู้เชื่อนั้น ได้รับ “การอาบน้ำ” แล้ว (หมายถึงได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยพระโลหิตของพระคริสต์) แต่ชีวิตยังคงดำเนินอยู่ในโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างแต่เท้าก็พอ
  • การขาดส่วนในแผ่นดินสวรรค์: หากผู้เชื่อ ไม่ยอมให้ชำระ (ไม่ล้างเท้าให้กันและกัน) หรือยังไม่บริสุทธิ์พอในการดำเนินชีวิต ก็จะ ไม่มีส่วนในงานของแผ่นดินสวรรค์ และไม่มีส่วนในพระคริสต์
  • ความถ่อมใจ: การล้างเท้าให้กันและกันในความหมายของพระคริสต์นั้น ต้องใช้ความถ่อมใจสูงมาก ผู้เชื่อต้องถ่อมใจที่จะ ติดสนิทกับพระคำ จนเป็นหนึ่งเดียวกับพระคำ และใช้พระวจะนะเป็นน้ำล้างเท้าให้พี่น้องได้

4. การสำแดงความรักแบบพระคริสต์ผ่านพระวจนะ

ความรักนี้ยังรวมถึงการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อหนุนใจผู้อื่น:

  • แสวงหาการเผยพระวจนะ: ผู้เชื่อควร ดำเนินในวิถีแห่งความรัก และใฝ่หาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะ การเผยพระวจนะ
  • ความหมายของการเผยพระวจนะ: ในบริบทนี้ ไม่ใช่การตีความที่พิสดาร แต่หมายถึงการ เข้าใกล้พระคำของพระเจ้า จนกินพระคำจนเป็นหนึ่งเดียวกับเรา
  • การสำแดงความรัก: เมื่อพบปะกันทุกครั้ง เราต้อง สำแดงความรัก ออกมาด้วยการ หนุนใจ เตือนสติ พยุงกันขึ้นด้วยพระวจะนะ เราต้องใช้ช่องทางต่างๆ (เช่น สังคมออนไลน์) เพื่อ เผยพระคำ/เผยข่าวประเสริฐ และช่วยกันล้างเท้า
  • ท่าที: ความรักแบบพระคริสต์ต้องมาพร้อมกับการ เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และเข้มแข็ง ในการแสดงความรักโดยการหนุนใจ สอน หรือเตือนสติ ด้วยพระคำ

5. การฝึกฝนเพื่อความสมดุล

การทำทุกอย่างด้วยความรักแบบพระคริสต์เป็นหนึ่งในสามประการที่ผู้เชื่อต้องฝึกฝน เพื่อพัฒนาสู่ความเชื่อแท้ที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า และเพื่อให้ชีวิตมีความ สมดุล และเป็น ที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด

 

พึ่งพาพระเจ้า.

การ พึ่งพาพระเจ้าในทุกเรื่อง (Dependence on God in All Matters) ถือเป็นประการที่สามและเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่มุ่งสู่การเป็นที่ชอบและพอพระทัยของพระเจ้า โดยเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมอบทุกสิ่งให้พระเจ้าทรงควบคุม

นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับการพึ่งพาพระเจ้าที่อ้างอิงจากผู้เทศนา:

1. ความหมายของการพึ่งพาพระเจ้า

การพึ่งพาพระเจ้าเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเราเอง และมอบการควบคุมชีวิตให้แก่พระเจ้า:

  • ยอมรับขีดจำกัด: การพึ่งพาพระเจ้าแปลว่าการ ยอมรับว่าตัวเราเองมีขีดจำกัด และผู้เชื่อทุกคนมีขีดจำกัดหมด
  • ปฏิเสธความรอบรู้ของตนเอง: พระคัมภีร์สุภาษิต บทที่ 3 ข้อ 5-6 สอนว่า “จง วางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ ของเจ้า และ อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง
  • รับรู้พระองค์ในทุกทาง: ผู้เชื่อต้อง ยอมรับรู้พระองค์ในทุกทาง ของเจ้า (ไม่ใช่แค่บางทาง) การพึ่งพานี้หมายถึงการ เชื่อจนกระทั่งเชื่อฟังและทำตาม
  • พระเจ้าคือที่พึ่ง: คริสเตียนที่แท้จริงจะไม่มีการบ่น การเถียง หรือการโวยวาย เพราะ พระเจ้าคือที่พึ่ง และเราจะมั่นใจในพระองค์เสมอ

2. จุดมุ่งหมายของการทรงอนุญาตให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ

เมื่อผู้เชื่อพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริง จะมีความมั่นใจว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมีจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่:

  • ทุกสิ่งก่อเกิดผลดี: เรามั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้ ทุกสิ่ง (ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสีย, การเจ็บปวด, ความสำเร็จ, ความราบรื่น, ความบากบั่น) ร่วมกันก่อเกิดผลดี แก่คนรักพระเจ้า
  • เป้าหมายเดียว: จุดประสงค์ของการอนุญาตให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นคือ เพื่อ สร้างเราให้เหมือนพระคริสต์ มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์
  • หลักฐานแห่งความรัก: ตราบใดที่พระเจ้ายังทรงอนุญาตให้เหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า เรายังเป็นที่รัก ของพระองค์ และพระองค์กำลังเตรียมเราเพื่อพระประสงค์เฉพาะเจาะจงของพระองค์

3. การเปลี่ยนแอก: การพึ่งพาที่แท้จริง

พระเยซูคริสต์ทรงเชื้อเชิญให้ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักมาหาพระองค์ และทรงสัญญาว่าจะให้ หยุดพัก

  • การเปลี่ยนแอก: หลังจากการหยุดพักแล้ว ผู้เชื่อต้อง เปลี่ยนแอก โดย อย่าสวมแอกของตัวเองเดิน แต่ให้ รับเอาแอกของพระเยซู ขึ้นสวม
  • แอกคู่กับพระคริสต์: แอก (Yoke) หมายถึง คานที่เทียมบนสัตว์เพื่อลากสัมภาระ การพึ่งพาพระเจ้าคือการเปลี่ยนจากแอกเดียว (แบกภาระคนเดียว) เป็น แอกคู่ ซึ่งมี พระเยซูคริสต์ร่วมเทียม ด้วย
  • ภาระยังอยู่: การพึ่งพาพระเจ้า ไม่ได้ทำให้สัมภาระที่แบกรับอยู่เปลี่ยนไป ภาระครอบครัว ภาระเศรษฐกิจ หรือปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ การพึ่งพาจึงไม่ใช่การอธิษฐานขอให้ปัญหาหายไป

4. ผลลัพธ์ของการมีพระคริสต์ร่วมเทียมแอก

เมื่อเรามีพระคริสต์ร่วมเทียมแอกคู่ไปกับเรา ชีวิตจะได้รับประโยชน์สองประการที่สำคัญ:

  1. เดินถูกจังหวะ: พระคริสต์จะนำชีวิตให้เดินไปอย่าง ถูกจังหวะ เราจะไม่เดินเร็วไปหรือช้าไป
  2. เดินถูกทิศทาง: พระคริสต์จะนำชีวิตให้เดินไปอย่าง ถูกทิศทาง เราจะไม่หลงทาง ไม่เสียเวลา ไม่ต้องอ้อม เพราะพระเยซูทรงรู้ดีกว่าเรา

แม้ชีวิตจะยาก แต่การมีพระเยซูคริสต์ร่วมเทียมแอกจะช่วยให้ผ่านไปได้ และที่สำคัญที่สุดคือ จิตใจจะหยุดพัก เพราะได้เรียนรู้จากพระองค์ และ ไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด ๆ ตลอดเวลา

การพึ่งพาพระเจ้าในทุกมิตินี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินชีวิตที่ สมดุล และเป็น ที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างสูงสุด

 

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).