Curriculum
Course: 2025-09-14 : "ไม่ย่อท้อ"
Login
Video lesson

หัวข้อ ” ไม่ย่อท้อ “

สรุปเนื้อหาเทศนา

ไม่ย่อท้อ.

“ไม่ย่อท้อ” หมายถึงการไม่หมดกำลังใจ ไม่ท้อถอย หรือไม่สิ้นหวัง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากต่างๆ ในชีวิต พระคัมภีร์หนุนใจให้คริสเตียนไม่ย่อท้อ เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อความยินดีและความ

สุข ไม่ใช่ความเศร้าหมองหรือความท้อแท้ การไม่ย่อท้อเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตคริสเตียนและรับใช้พระเจ้าได้อย่างเป็นประโยชน์

ความหมายของความย่อท้อ: ความย่อท้อและความท้อแท้คือ การรู้สึกไม่พึงพอใจกับอดีต ไม่รื่นรมย์กับปัจจุบัน และ ไม่รู้สึกมีใจให้อนาคต หากเราไม่ระมัดระวัง ความย่อท้ออาจนำไปสู่จุดที่แย่กว่านั้นคือ “หมดอาลัยตายอยาก” ซึ่งหมายถึงการไม่มีความปรารถนาจะทำอะไรอีกต่อไป ไม่มีความสุขหรือสิ่งใดที่น่าฝันถึง

แนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อ “ไม่ย่อท้อ”: อัครทูตเปาโลได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และได้ให้คำหนุนใจ 5 ประการเพื่อที่เราจะไม่ย่อท้อหรือท้อแท้ในชีวิต:

  1. เราจะไม่ย่อท้อ เพราะแม้กายภายนอกจะทรุดโทรมไป แต่สภาพภายในนั้นก็ได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน

    • ยอมรับความจริงของกายภายนอก: ร่างกายของมนุษย์จะแก่ลง เหี่ยวลง และถดถอยไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การยอมรับความจริงนี้เป็นสิ่งสำคัญ แม้เราจะดูแลรักษาร่างกายด้วยวิธีต่างๆ แต่เราก็ต้องเตรียมใจว่าร่างกายจะเสื่อมไปในที่สุด
    • เน้นการบำรุงสภาพภายใน: แม้ร่างกายจะถดถอย แต่ จิตใจภายใน หรือสภาพฝ่ายวิญญาณสามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ สติปัญญา และความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ การใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ภาวนา จดจำพระสัญญาของพระเจ้า และทบทวนพระพรในชีวิต จะช่วยฟื้นฟูจิตใจและทำให้เราเติบโตขึ้นทุกวัน
  2. เราจะไม่ย่อท้อ เพราะมองความทุกข์ยากลำบากด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง

    • ความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อย: เปาโลมองความทุกข์ยากลำบากที่เขาเผชิญว่าเป็นเพียง “ชั่วคราวและเล็กน้อย” ทั้งที่ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส เช่น การถูกเฆี่ยน ถูกจำคุก ถูกหินขว้าง เผชิญภัยต่างๆ และความกังวลเรื่องคริสตจักร
    • ทัศนคติเชิงบวก: เปาโลสามารถผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาได้ด้วย ทัศนคติที่ดี เขาเห็นว่าความทุกข์ลำบากในปัจจุบันไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับศักดิ์ศรีที่จะเผยให้เห็นในอนาคต เขาเข้าใจว่าชีวิตมีสองช่วงคือ ชีวิตบนโลกนี้ที่ชั่วคราว และ ชีวิตนิรันดร์หลังจากนั้น ซึ่งยาวนานและคุ้มค่ากว่ามาก
  3. เราจะไม่ย่อท้อ เพราะไม่ยึดติดกับสิ่งที่มองเห็น

    • สิ่งมองเห็นไม่ยั่งยืน: สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เรามองเห็นและจับต้องได้ เช่น ร่างกาย บ้าน อาชีพ ทรัพย์สมบัติ ล้วนเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่คงอยู่ถาวร การยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้เราเปลืองพลังงานและเหนื่อยเปล่า
    • ชีวิตคริสเตียนที่สมดุล: พระคัมภีร์สอนให้เรามีทรัพย์สินและสิ่งต่างๆ ได้ แต่ไม่ให้รักสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป เราควรดำเนินชีวิตในลักษณะที่ “มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี” คือสามารถรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจากไปได้ทุกเมื่อ และไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาครอบงำจิตใจของเรา
  4. เราจะไม่ย่อท้อ แต่จะเอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่มองเห็น

    • ชีวิตไม่ใช่แค่ร่างกาย: โลกนี้อาจล่อลวงให้มนุษย์คิดถึงแต่เรื่องการกิน การดื่ม การเที่ยว หรือการบำรุงรักษาร่างกายเท่านั้น แต่ชีวิตที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตภายใน หรือ จิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและถาวรนิรันดร์
    • มองทะลุมิติฝ่ายวิญญาณ: คริสเตียนควรมีความสามารถในการมองทะลุมิติของร่างกายไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ การอ่านพระวจนะของพระเจ้า การมาโบสถ์ และการอธิษฐาน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความหวังและสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้ในโลกฝ่ายวิญญาณและอนาคต

สรุป: ความสุขเป็นเรื่องของการเลือกและการตัดสินใจ เราสามารถควบคุมท่าทีของเราต่อความยากลำบากในชีวิตได้ด้วยการช่วยเหลือจากพระเจ้า คริสเตียนไม่ควรตัดพ้อต่อว่าหรือพร่ำบ่นเหมือนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ยังคงมีความยินดีได้ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ดังที่พระคัมภีร์ฟิลิปปี 4:4-7 หนุนใจว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา…อย่ากระวนกระวายสิ่งใดๆ เลย” และ “สันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” เราสามารถรักษาท่าทีแห่งความชื่นชมยินดีได้ตลอดเวลา เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าทรงควบคุมชีวิตของเราไว้ King David เป็นแบบอย่างของนักรบที่แม้ผ่านสมรภูมิและเหตุการณ์มากมาย แต่ก็ยังคงมีท่าทีแห่งการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าตราบจนมีลมหายใจอยู่

ความสุขคริสเตียน.

ตามคำเทศนาที่ให้มา “ความสุขคริสเตียน” เป็นแนวคิดสำคัญที่เน้นย้ำว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อให้มีความยินดีและความสุข ไม่ใช่ความโศกเศร้า ความท้อแท้ หรือหน้าตาเศร้าหมอง แตกต่างจากบางความเชื่อที่มองว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม และมองชีวิตผ่านกรอบของความทุกข์

แม้ว่าพระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อความสุข แต่ในความเป็นจริง ความยินดีและความสุขในชีวิตของมนุษย์ รวมถึงคริสเตียนเอง ก็มีแนวโน้มลดน้อยลงเรื่อยๆ บางคนอาจรู้สึกว่าความสุขมีเพียงแค่ช่วงครึ่งชีวิตแรก วัยสนุกสนานในช่วง 10-30 ปี แต่เมื่ออายุมากขึ้น (เช่น 50 ปีขึ้นไป) ความสนุกสนานลดลง ไม่ยิ้มแย้ม และดูเหมือนแบกโลกไว้ อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์สอนว่าเราสามารถมีความสุขความยินดีได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว

เพื่อรักษาความสุขและไม่ย่อท้อในชีวิตคริสเตียน อัครทูตเปาโลได้ให้คำหนุนใจหลายประการ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้คริสเตียนมีความสุข:

  1. การยอมรับความจริงเกี่ยวกับกายภายนอกและเน้นการบำรุงสภาพภายใน: แม้ว่าร่างกายภายนอกจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แก่ลง เหี่ยวลง และถดถอยไปในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ แต่ สภาพภายใน หรือจิตใจฝ่ายวิญญาณของเราสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่และเติบโตขึ้นทุกวันได้ การใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ภาวนา จดจำพระสัญญาของพระเจ้า และทบทวนพระพรในชีวิต จะช่วยรื้อฟื้นจิตใจและทำให้เติบโตขึ้นในความรู้ สติปัญญา และความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ทำให้เรามีความสุขไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายได้

  2. การมองความทุกข์ยากลำบากด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง: เปาโลมองว่าความยากลำบากที่เขาเผชิญเป็นเพียง “ชั่วคราวและเล็กน้อย” ทั้งที่ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการถูกข่มเหง ปองร้าย ถูกเฆี่ยน ถูกจำคุก และความกังวลเกี่ยวกับคริสตจักร การที่เขาสามารถผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้มาได้เป็นเพราะ ทัศนคติที่ดี และมุมมองที่ถูกต้อง เปาโลเข้าใจว่าชีวิตมีสองช่วงคือ ชีวิตบนโลกนี้ที่ชั่วคราว และ ชีวิตนิรันดร์หลังจากนั้น ซึ่งยาวนานและคุ้มค่ากว่ามาก การไม่นำความทุกข์ลำบากในปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับศักดิ์ศรีที่จะเผยให้เห็นในอนาคต ช่วยให้เขายืนหยัดและมีความสุขได้

  3. การไม่ยึดติดกับสิ่งที่มองเห็น: สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ที่เรามองเห็นและจับต้องได้ เช่น ร่างกาย บ้าน อาชีพ ทรัพย์สมบัติ ล้วนเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่ยั่งยืน การยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้เปลืองพลังงานและเหนื่อยเปล่า คริสเตียนสามารถมีทรัพย์สินและสิ่งของได้ แต่ไม่ควรยึดติดหรือรักสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป ควรดำเนินชีวิตแบบ “มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี” คือสามารถรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจากไปได้ทุกเมื่อ และไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาครอบงำจิตใจ

  4. การเอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่มองเห็น (ชีวิตฝ่ายวิญญาณ): โลกนี้อาจล่อลวงให้มนุษย์สนใจแต่เรื่องทางกายภาพ เช่น การกิน การดื่ม การเที่ยว หรือการบำรุงรักษาร่างกาย แต่ชีวิตที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตภายใน หรือ จิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและถาวรนิรันดร์ คริสเตียนควรมีความสามารถในการมองทะลุมิติของร่างกายไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ การอ่านพระวจนะของพระเจ้า การมาโบสถ์ และการอธิษฐาน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความหวังและสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้ในโลกฝ่ายวิญญาณและอนาคต

โดยสรุปแล้ว ความสุขเป็นเรื่องของการเลือกและการตัดสินใจ เราสามารถควบคุมท่าทีของเราต่อความยากลำบากในชีวิตได้ด้วยการช่วยเหลือจากพระเจ้า คริสเตียนไม่ควรตัดพ้อต่อว่าหรือพร่ำบ่นเหมือนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ยังคงมีความยินดีได้ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก พระคัมภีร์ฟิลิปปี 4:4-7 หนุนใจให้ “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา…อย่ากระวนกระวายสิ่งใดๆ เลย” และรับรองว่า “สันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” เราสามารถรักษาท่าทีแห่งความชื่นชมยินดีได้ตลอดเวลา เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าทรงควบคุมชีวิตของเราไว้ กษัตริย์ดาวิดเป็นแบบอย่างของนักรบที่แม้ผ่านสมรภูมิและเหตุการณ์มากมาย แต่ก็ยังคงมีท่าทีแห่งการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าตราบจนมีลมหายใจอยู่

คริสเตียนจึงควรหมั่นตรวจความยินดีในชีวิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและรอยยิ้มไปจนแก่วัยชรา และแม้กระทั่งยิ้มเมื่อเผชิญความตาย

 

ทัศนคติที่ถูกต้อง.

ทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นแนวคิดสำคัญที่ปรากฏในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคำหนุนใจของอัครทูตเปาโล เพื่อช่วยให้คริสเตียน ไม่ย่อท้อ และรักษา ความสุขคริสเตียน ไว้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต

ความสำคัญของทัศนคติที่ถูกต้อง: พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อความยินดีและความสุข ไม่ใช่ความโศกเศร้าหรือความท้อแท้ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ความสุขในชีวิตของมนุษย์ รวมถึงคริสเตียน มีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และความท้อแท้อาจเข้ามาแทนที่ ความท้อแท้คือการรู้สึกไม่พึงพอใจกับอดีต ไม่รื่นรมย์กับปัจจุบัน และไม่รู้สึกมีใจให้อนาคต หากไม่ระมัดระวัง อาจนำไปสู่ภาวะ “หมดอาลัยตายอยาก” คือการไม่ปรารถนาจะทำอะไรอีกต่อไป ไม่มีความสุขหรือสิ่งใดที่น่าฝันถึง การมีทัศนคติที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับความรู้สึกเหล่านี้และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้ตลอดไป

องค์ประกอบของทัศนคติที่ถูกต้อง: อัครทูตเปาโลได้ให้คำหนุนใจ 5 ประการที่สะท้อนถึงการมีทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้เราไม่ย่อท้อหรือท้อแท้ในชีวิต:

  1. ยอมรับความจริงของกายภายนอกและบำรุงสภาพภายใน: ทัศนคติที่ถูกต้องเริ่มต้นด้วยการ ยอมรับความจริงว่าร่างกายภายนอกของเราจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะแก่ลง เหี่ยวลง หรือถดถอยไปในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้เราจะดูแลรักษาร่างกายด้วยวิธีต่างๆ แต่เราก็ต้องเตรียมใจว่าร่างกายจะเสื่อมไปในที่สุด ในขณะเดียวกัน ทัศนคติที่ถูกต้องคือการ ให้ความสำคัญและเน้นการบำรุงสภาพภายใน (จิตใจฝ่ายวิญญาณ) แม้ร่างกายจะถดถอย แต่จิตใจข้างในสามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ สติปัญญา และความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ การใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ภาวนา จดจำพระสัญญาของพระเจ้า และทบทวนพระพรในชีวิต จะช่วยรื้อฟื้นจิตใจและทำให้เราเติบโตขึ้นทุกวัน ทำให้เราสามารถมีความสุขไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายได้

  2. มองความทุกข์ยากลำบากด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง: นี่คือจุดที่ “ทัศนคติที่ถูกต้อง” ถูกกล่าวถึงโดยตรง เปาโลสามารถเผชิญกับความยากลำบากมากมายในชีวิตได้ เพราะเขามองสิ่งเหล่านั้นด้วย ทัศนคติที่ถูกต้อง

    • มองว่าความทุกข์ยากลำบากเป็นเพียง “ชั่วคราวและเล็กน้อย”: แม้ว่าเปาโลจะเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ทั้งการถูกเฆี่ยน ถูกจำคุก ถูกหินขว้าง เผชิญภัยในแม่น้ำ โจรภัย และความกังวลเรื่องคริสตจักร แต่เขากลับเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเพียง “ความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อย”
    • ทัศนคติเชิงบวก: เขามี ทัศนคติที่ดีเยี่ยม ในการมองสถานการณ์ต่างๆ เหมือนกับการมอง “แก้วกาแฟที่เหลือครึ่งแก้ว” ว่ายัง “เหลือตั้งครึ่งแก้ว” แทนที่จะมองว่า “หมดไปแล้วครึ่งแก้ว”
    • เข้าใจถึงสองช่วงชีวิต: ทัศนคติที่ถูกต้องของเปาโลมาจากการที่เขาเข้าใจว่า ชีวิตมีสองช่วง คือ ชีวิตบนโลกนี้ที่ชั่วคราว (ครึ่งแรก) และ ชีวิตนิรันดร์หลังจากนั้น (ครึ่งหลัง) ซึ่งยาวนานและคุ้มค่ากว่ามาก เขาเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับศักดิ์ศรีที่จะเผยให้เห็นในอนาคต การอดทนกับความยากลำบากในครึ่งแรกของชีวิตจะคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้
  3. ไม่ยึดติดกับสิ่งที่มองเห็น: ทัศนคติที่ถูกต้องคือการเข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เรามองเห็นและจับต้องได้ล้วนเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่คงอยู่ถาวร ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย บ้าน อาชีพ ทรัพย์สมบัติ การยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มากเกินไปจะทำให้เปลืองพลังงานและเหนื่อยเปล่า คริสเตียนควรดำเนินชีวิตแบบ “มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี” คือสามารถรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจากไปได้ทุกเมื่อ และไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาครอบงำจิตใจ การยึดติดกับสิ่งของหรือความสัมพันธ์มากเกินไปอาจนำไปสู่ความผิดหวังและทำลายชีวิตได้เมื่อสิ่งเหล่านั้นจากไป

  4. เอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่มองเห็น (ชีวิตฝ่ายวิญญาณ): ทัศนคติที่ถูกต้องคือการ มองทะลุมิติของร่างกายไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ร่างกายที่มองเห็น แต่ชีวิตที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตภายในหรือจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและถาวรนิรันดร์ การอ่านพระวจนะของพระเจ้า การมาโบสถ์ และการอธิษฐาน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความหวังและสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้ในโลกฝ่ายวิญญาณและอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ถูกโลกนี้ล่อลวงให้สนใจแต่เรื่องทางกายภาพเท่านั้น

ทัศนคติที่ถูกต้องเป็นเรื่องของการเลือกและการตัดสินใจ: คำเทศนาเน้นย้ำว่า ความสุขเป็นเรื่องของการเลือกและการตัดสินใจ เราสามารถควบคุมท่าทีของเราต่อความยากลำบากในชีวิตได้ด้วยการช่วยเหลือจากพระเจ้า คริสเตียนไม่ควรตัดพ้อต่อว่าหรือพร่ำบ่นเหมือนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ยังคงมีความยินดีได้ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก พระคัมภีร์ฟิลิปปี 4:4-7 หนุนใจให้ “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา…อย่ากระวนกระวายสิ่งใดๆ เลย” และรับรองว่า “สันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” เราสามารถรักษาท่าทีแห่งความชื่นชมยินดีได้ตลอดเวลา เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าทรงควบคุมชีวิตของเราไว้

แบบอย่างของทัศนคติที่ถูกต้อง: กษัตริย์ดาวิด เป็นแบบอย่างที่ดีของนักรบที่แม้ผ่านสมรภูมิและเหตุการณ์มากมาย แต่ก็ยังคงมีท่าทีแห่งการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าตราบจนมีลมหายใจอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ดังนั้น ทัศนคติที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ไม่ย่อท้อ มีความสุข และสามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ด้วยความหวังและความยินดีที่มาจากพระเจ้า

 

ไม่ยึดติด.

“ไม่ยึดติด” เป็นหลักการสำคัญหนึ่งที่อัครทูตเปาโลหนุนใจคริสเตียน เพื่อที่เราจะไม่ย่อท้อและสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสุขตลอดไป แนวคิดนี้สอนให้เราไม่จดจ่อหรือผูกมัดตัวเองกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้มากเกินไป เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งชั่วคราวและไม่คงอยู่ถาวร

ความหมายของ “ไม่ยึดติด” และสิ่งที่มองเห็น: เปาโลหนุนใจว่า “เราไม่ย่อท้อ เพราะไม่ยึดติดกับสิ่งที่เรามองเห็น” ท่านกล่าวไว้ใน 2 โครินธ์ 4:18 ว่า “เพราะเราไม่ได้เอาใจใส่สิ่งที่เรามองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่เรามองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์”

สิ่งที่ไม่ยั่งยืนที่เราไม่ควรยึดติด: สิ่งที่จับต้องได้และมองเห็นในโลกนี้ ได้แก่:

  • ร่างกายของเรา: ที่จะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
  • บ้านของเรา
  • อาชีพการงานของเรา
  • ธรรมชาติที่เราเติบโตมา: ซึ่งวันหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงไป
  • ทรัพย์สมบัติของเรา: ที่วันหนึ่งอาจสูญหายไปหรือกลายเป็นของคนอื่น
  • ความสัมพันธ์: เช่น ภรรยา หรือคนรัก
  • ของสะสมหรือสิ่งของที่มีค่าส่วนตัว: เช่น รถ บ้านตากอากาศ รองเท้าสะสม หรือครีมบำรุงต่างๆ

การยึดติดกับการมองเห็นและผลกระทบ: หากเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้และรักโลกนี้มากเกินไป จดจ่อยึดติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป จะเป็นการ เปลืองพลังงาน และ เหนื่อยเปล่า การวุ่นวายกับโลกมากเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไปอาจนำไปสู่ความผิดหวังอย่างรุนแรงและทำลายชีวิตได้ เช่น กรณีที่ยกตัวอย่างเรื่องการยึดติดกับคนรักจนไม่สามารถรับการจากไปได้

ชีวิตคริสเตียนที่สมดุลกับแนวคิด “มีเหมือนไม่มี, ไม่มีเหมือนมี”: พระคัมภีร์ไม่ได้สอนให้เราตัดทุกอย่างออกจากชีวิต หรือเป็นเหมือน “โยคี” ที่ไม่เอาอะไรเลยกับชีวิต ไม่สนใจสิ่งใด การกระทำแบบสุดโต่งเช่นนี้ไม่สมดุล คริสเตียนสามารถมีทรัพย์สิน สิ่งของ อาชีพการงาน หรือความสัมพันธ์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องไม่รักสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป เราต้องสามารถดูแลสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ก็อย่าไปยึดติด หลักการที่เปาโลสอนคือ “มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี” หมายความว่า:

  • พวกที่มีภรรยา ดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่มีภรรยา
  • พวกที่เศร้าโศก เหมือนกับไม่ได้เศร้าโศก
  • พวกที่ชื่นชมยินดี เหมือนกับไม่ได้ชื่นชมยินดี
  • บรรดาคนซื้อ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเลย
  • พวกที่ใช้ของโลกนี้ ก็เหมือนกับว่าไม่ได้ใช้เต็มที่ เพราะระบอบของโลกนี้กำลังล่วงไป

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่รับผิดชอบหรือไม่มีความรู้สึก แต่เป็นการรักษาสมดุลทางจิตใจและเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงชั่วคราว เราต้องสามารถรับรู้ได้ว่า เมื่อพระเจ้าให้เรามี เราก็มีได้ แต่ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นต้องอันตรธานจากไป เราก็ยังสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้และไม่ยึดติด สิ่งที่เรามีไม่ใช่ตัวเราเอง เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ข้างนอก

การเอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่มองเห็น: การไม่ยึดติดกับสิ่งที่มองเห็นยังเชื่อมโยงกับการ เอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่มองเห็น หรือ จิตวิญญาณ โลกนี้อาจล่อลวงให้เราคิดถึงแต่เรื่องทางกายภาพ เช่น การกิน การดื่ม การเที่ยว หรือการบำรุงรักษาร่างกาย แต่ชีวิตที่สำคัญกว่านั้นคือชีวิตภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มองเห็นและถาวรนิรันดร์ คริสเตียนควรมีทัศนคติที่สามารถมองทะลุมิติของร่างกายไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ การอ่านพระวจนะ การมาโบสถ์ และการอธิษฐาน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความหวังและสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณและอนาคต

สรุป: “ไม่ยึดติด” คือการมีทัศนคติที่เข้าใจว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นเพียงชั่วคราวและไม่ยั่งยืน เราสามารถมีและใช้สิ่งต่างๆ ได้ แต่ไม่ควรให้สิ่งเหล่านั้นมาครอบงำจิตใจหรือเป็นแหล่งของความสุขสูงสุด โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถเลือกที่จะควบคุมท่าทีของเราต่อสิ่งเหล่านี้ และดำเนินชีวิตอย่างสมดุลโดยไม่ย่อท้อ มีความสุข และมุ่งความหวังไปที่สิ่งที่ไม่มองเห็นซึ่งเป็นนิรันดร์

 

จิตวิญญาณภายใน

จิตวิญญาณภายใน หรือที่ในคำเทศนาเรียกว่า สภาพภายใน และ จิตใจภายใน เป็นแนวคิดสำคัญในชีวิตคริสเตียนที่อัครทูตเปาโลเน้นย้ำว่าเป็นกุญแจสำคัญในการไม่ย่อท้อและรักษาสันติสุขและความยินดีในชีวิต คำเทศนาระบุว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อให้มีความยินดีและความสุข ไม่ใช่ความโศกเศร้าหรือความท้อแท้ และจิตวิญญาณภายในมีบทบาทสำคัญในการรักษาสภาพดังกล่าวไว้

ความแตกต่างระหว่างกายภายนอกและสภาพภายใน แนวคิดหลักของจิตวิญญาณภายในคือการเปรียบเทียบกับ “กายภายนอก” หรือ “สภาพภายนอก”

  • กายภายนอก หมายถึงร่างกายของเราซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ ร่างกายนี้จะ ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แก่ลง เหี่ยวลง และถดถอยในที่สุด เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ การพยายามฝืนธรรมชาติโดยการออกกำลังกาย กินสมุนไพร ฉีดโบท็อกซ์ หรือย้อมผม แม้จะดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าวันหนึ่งร่างกายก็จะไม่ไหว การยึดติดกับสภาพร่างกายภายนอกมากเกินไปอาจทำให้เกิดความท้อแท้และเครียดได้เมื่อเห็นความเสื่อมถอย
  • สภาพภายใน (หรือจิตใจภายใน/จิตวิญญาณ) เป็นสิ่งที่ มองไม่เห็น และตรงกันข้ามกับกายภายนอก สภาพภายในนี้ ได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน พระคัมภีร์บอกว่าชีวิตที่สำคัญกว่าร่างกายที่มองเห็นคือชีวิตที่อยู่ข้างใน ซึ่งเรียกว่าจิตวิญญาณ จิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ ถาวรนิรันดร์

การเติบโตและการบำรุงจิตวิญญาณภายใน แม้ร่างกายจะถดถอย แต่ จิตใจข้างในสามารถเติบโตขึ้นได้ ในความรู้ สติปัญญา เหตุผล และความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ อัครทูตเปาโลหนุนใจว่าเราสามารถทำให้ใจของเรา “ไม่แก่” ได้ แม้ร่างกายจะชราลงก็ตาม หากร่างกายเหี่ยวแล้วใจยังเหี่ยวตามไปด้วย ก็จะทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความท้อแท้และหมดกำลังใจ คำเทศนาเน้นย้ำว่า “ข้างในดี ข้างนอกจะเป็นยังไงช่างมัน” ซึ่งหมายถึงการมีจิตใจที่ดี แม้สภาพภายนอกจะไม่สมบูรณ์นัก ก็ยังสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

วิธีบำรุงรักษาสภาพภายใน (จิตวิญญาณ) ไม่ให้เหี่ยวเฉา เพื่อให้จิตใจภายในไม่เหี่ยวเฉาและเติบโตขึ้นในพระเจ้าทุกวัน อัครทูตเปาโลได้หนุนใจให้คริสเตียนปฏิบัติดังนี้:

  1. ใช้เวลาในการอ่านพระคัมภีร์
  2. อธิษฐานและภาวนา
  3. จดจำพระสัญญาของพระเจ้า
  4. ทบทวนถึงพระพรของพระเจ้าที่มาในชีวิต
  5. ไว้วางใจในพระเจ้าในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
  6. มาโบสถ์

การทำเช่นนี้จะช่วย รื้อฟื้นจิตใจ ของเรา และทำให้เราสามารถเติบโตขึ้นในพระเจ้าทุก ๆ วัน

ความสำคัญต่อความสุขและทัศนคติที่ถูกต้อง จิตวิญญาณภายในที่เข้มแข็งเป็นรากฐานของ ความสุขคริสเตียน และ ทัศนคติที่ถูกต้อง

  • ความสุข: คำเทศนากล่าวว่าเราสามารถมีความสุขไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของชีวิตได้ การหมั่นตรวจความยินดีในชีวิตและรักษาความยินดีให้เหลืออยู่มาก (ควรได้ 8-10 คะแนน) เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ความย่อท้อเข้ามาแทนที่
  • ทัศนคติที่ถูกต้อง: การที่ร่างกายถดถอยแต่จิตใจภายในและความคิดภายในยังเติบโตได้ ส่งผลให้ทัศนคติของเราพัฒนาขึ้น การมีทัศนคติที่สามารถ มองทะลุมิติของร่างกายไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ ทั้งจิตวิญญาณในตัวเราและโลกฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากเราไม่เอาใจใส่ในสิ่งเหล่านี้ เราอาจถูกโลกนี้ล่อลวงให้สนใจแต่เรื่องทางกายภาพเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว จิตวิญญาณภายในเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคริสเตียน ซึ่งสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่และเติบโตขึ้นได้ทุกวัน แม้ร่างกายภายนอกจะเสื่อมถอยไปก็ตาม การเอาใจใส่และบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณภายในด้วยพระวจนะ การอธิษฐาน และการไว้วางใจในพระเจ้า จะช่วยให้คริสเตียนไม่ย่อท้อ มีความสุข และรักษาทัศนคติที่ถูกต้องในทุกสถานการณ์ของชีวิต