“รีเซ็ตหัวใจ ก้าวใหม่ในพระคุณ” มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณเพื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในปีใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา ทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งเปรียบเสมือนแว่นตาในการมองโลกและเป็นรากฐานของการแสดงออกที่มีพลัง เนื้อหาหลักได้ชี้แนะให้ผู้เชื่อปรับเปลี่ยนมุมมองในสามมิติ คือการ วางใจในพระลักษณะที่ดีของพระเจ้า โดยไม่โทษพระองค์เมื่อเผชิญวิกฤต การรักษา ความรักและความเมตตาต่อผู้อื่น เพื่อขับไล่ความกลัว และการ ดูแลตนเองอย่างครบถ้วน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในส่วนของจิตวิญญาณนั้น ผู้เทศนาได้สนับสนุนให้รักษาความเชื่อให้เข้มแข็งผ่านการ นมัสการ การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการสามัคคีธรรม อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีทิศทางและเปี่ยมด้วยสันติสุขท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม
การรีเซตทัศนคติ
การรีเซตทัศนคติ (Resetting Attitude) หรือการ “รีเซ็ตหัวใจ” คือการปรับตั้งค่าระบบความคิดและความเชื่อภายในใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจและสันติสุข ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องสงคราม โรคระบาด และวิกฤตเศรษฐกิจ,
ประเด็นสำคัญของการรีเซตทัศนคติ มีดังนี้:
1. ความแตกต่างระหว่างทัศนคติและท่าที
เพื่อให้เราเข้าใจระบบการทำงานภายในของมนุษย์:
- ทัศนคติ (Attitude): คือสิ่งที่อยู่ภายใน เป็นเหมือน “แว่นตา” ที่เราใช้มองโลก เป็นระบบความคิดและความเชื่อ
- ท่าที (Manner/Action): คือสิ่งที่แสดงออกภายนอก การวางตัว หรือการตอบสนองที่เห็นได้ชัด ซึ่งมีรากฐานมาจากทัศนคติภายใน
- เป้าหมายสูงสุด: ไม่ใช่แค่การมีทัศนคติที่ดีหรือร้ายต่อสิ่งต่างๆ แต่คือการมี “ทัศนคติที่ถูกต้อง” ซึ่งสำคัญที่สุดในการรับพระพรรอบใหม่,
2. การรักษาทัศนคติที่ถูกต้องต่อ 3 บุคคลสำคัญ
เพื่อให้ชีวิตก้าวไปในทิศทางที่ชัดเจน เราจำเป็นต้องรีเซตมุมมองต่อบุคคลเหล่านี้:
- ต่อพระเจ้า: ต้องเข้าใจว่า ไม่มีสิ่งร้ายใดมาจากพระเจ้า แม้ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด พระเจ้ายังทรงดีต่อเราเสมอ ทรงเป็นพระเจ้าที่ประเสริฐและมอบสันติสุขให้ท่ามกลางพายุ การไม่โทษพระเจ้าแต่เลือกวางใจในพระลักษณะของพระองค์คือทัศนคติที่ถูกต้อง,
- ต่อผู้อื่น: ในวิกฤต มนุษย์มักจะเห็นแก่ตัวและโทษกัน แต่เราควรเปลี่ยนทัศนคติมาเป็น ความรักที่ขับไล่ความกลัว, มองคนรอบข้างเป็นพี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ศัตรูหรือคู่แข่ง และเลือกที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ,
- ต่อตนเอง: เลิกโทษตัวเองและหันมาดูแลตนเองใน 3 ด้านหลัก:
- ร่างกาย: ดูแลพระวิหารของพระเจ้าด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อน และกินอาหารที่ดี,
- จิตใจ: รักษาใจให้ร่าเริงโดยการ เลิกพยายามควบคุมทุกอย่าง และปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,, วางใจในพระสัญญาของพระเจ้าที่มั่นคงกว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงง่ายของเรา,
- จิตวิญญาณ: เสริมสร้างตัวตนนิรันดร์ภายในให้เข้มแข็งผ่านการไม่ขาด 4 สิ่ง คือ การนมัสการ, การอธิษฐาน, การอ่านพระคัมภีร์ และการสามัคคีธรรม,,
3. กระบวนการ “ใคร่ครวญ” เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
การรีเซตทัศนคติไม่ใช่แค่การคิดผ่าน ๆ แต่ต้องใช้การ “ใคร่ครวญ”
- การใคร่ครวญเหมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” ของวัวหรือควาย คือการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสิ่งที่จริง สิ่งที่บริสุทธิ์ และสิ่งที่น่ารัก
- การนำพระคำของพระเจ้ามาคิดซ้ำ ๆ จะช่วยก่อเกิดเป็นทัศนคติใหม่ที่แข็งแกร่งในชีวิต
การรีเซตทัศนคติจึงเปรียบเสมือน การล้างเลนส์แว่นตาที่มัวหมองจากฝุ่นควันของปัญหา เมื่อเราเช็ดเลนส์ (ทัศนคติ) ให้ใสและถูกต้องตามพระพจนคำของพระเจ้าแล้ว เราจะสามารถมองเห็นโอกาสและพระคุณที่รออยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน และพร้อมจะก้าวเดินต่อไปด้วยใจที่สงบนิ่ง
ท่าทีต่อพระเจ้า
การรักษา ท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้า (Correct Attitude towards God) ถือเป็นกุญแจสำคัญประการแรกในการ “รีเซตหัวใจ” เพื่อรับพระคุณและพระพรรอบใหม่ โดยมีรายละเอียดที่ควรยึดถือดังนี้ครับ:
1. ความเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ใช่ต้นเหตุของความชั่วร้าย
ทัศนคติพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักว่า ไม่มีสิ่งร้ายใด ๆ มาจากพระเจ้า,
- พระลักษณะที่บริสุทธิ์: ตามพระธรรมสดุดี 5 ข้อ 4 ระบุว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ปีติยินดีในความอธรรม และความชั่วร้ายจะไม่สถิตอยู่กับพระองค์
- อย่าโทษพระเจ้า: เมื่อเกิดวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม โรคระบาด หรือสงคราม มนุษย์มักจะตั้งคำถามหรือตำหนิพระเจ้า พระองค์ไม่ได้เป็นผู้ดลบันดาลสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับลูกของพระองค์,
2. การวางใจในพระลักษณะที่ประเสริฐของพระเจ้า
แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราควรมีท่าทีที่เชื่อมั่นว่า “พระเจ้าของเรายังเป็นพระเจ้าที่ดีที่สุดเสมอ” โดยต้องมองพระองค์ผ่านมุมมองดังนี้:
- พระองค์ทรงให้พร: พระองค์อวยพรและไม่สาปแช่ง
- พระองค์ทรงรักษา: พระองค์ทรงเป็นผู้เยียวยา ไม่ใช่ผู้บันดาลให้เกิดโรค
- พระองค์ทรงให้อภัย: ทรงมอบการอภัยและไม่ซ้ำเติมความผิด
- พระองค์ทรงมอบสันติสุข: แม้อยู่ท่ามกลางพายุและปัญหาที่รุมเร้า พระองค์ยังคงประทานความสงบนิ่งให้แก่ใจเรา
3. การปกป้องภาพลักษณ์ของพระเจ้าในจิตใจ
ให้เราระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์ภายนอกมา “บิดเบือนพระลักษณะของพระเจ้า” ในใจเรา
- เราต้องบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงดีต่อฉันเสมอ”
- การปรับความคิดและทัศนคติต่อพระเจ้าให้ถูกต้อง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตตรงกับพระพรและพระคุณของพระองค์,
4. การรักษาความสัมพันธ์ผ่านการอธิษฐานและการนัดมัสการ
ท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้าแสดงออกผ่านการพึ่งพาพระองค์อย่างต่อเนื่อง:
- การอธิษฐานคือลมหายใจ: ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เฉพาะเวลาคับขัน เพื่อให้จิตวิญญาณได้รับความยินดีและฟื้นฟู,
- ยอมอยู่ภายใต้การควบคุม: การรีเซตท่าทีหมายถึงการ เลิกพยายามควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วถ่อมใจลงยอมให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมและดูแลชีวิตแทน,
การรักษาท่าทีต่อพระเจ้าเปรียบเสมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” (Reflection) ที่เราต้องนำพระคำและความดีงามของพระเจ้ามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ซึมลึกจนกลายเป็นทัศนคติที่แข็งแกร่งในชีวิต เหมือนกับสัตว์ที่ค่อย ๆ ย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด การใคร่ครวญถึงความรักของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยขับไล่ความกลัวและทำให้เราก้าวเดินไปในทางของพระองค์ได้อย่างมั่นคง,
ความรักต่อผู้อื่น
การมี ความรักต่อผู้อื่น เป็นส่วนสำคัญของการ “รีเซตทัศนคติ” เพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤตและความไม่แน่นอนได้อย่างมีสันติสุข, โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. ความรักในสภาวะวิกฤต
ในยามที่โลกเต็มไปด้วยปัญหา เช่น สงคราม โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ทัศนคติของคนทั่วไปมักจะเปลี่ยนไปในทางลบ, ในสภาวะเช่นนี้ “ตัวจริงของคนจะปรากฏออกมา” ซึ่งมักเป็นการเห็นแก่ตัว การเอาเปรียบ การระแวงสงสัย และการโทษผู้อื่นแทนที่จะเห็นอกเห็นใจกัน การมีทัศนคติที่ถูกต้องจึงเป็นการเลือกที่จะรักและเกื้อกูลกันแทนการซ้ำเติม
2. มุมมองแบบ “พี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ”
หัวใจสำคัญของการรักผู้อื่นคือการปรับมุมมองว่าคนรอบข้าง โดยเฉพาะในชุมชนผู้เชื่อ ไม่ใช่ศัตรูหรือคู่แข่ง แต่เป็น “พี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ”,
- สายเลือดเดียวกัน: เราทุกคนมี “เลือดของพระเยซู” เหมือนกัน แม้จะอยู่ต่างบ้านแต่เราเป็นพระกายเดียวกัน
- การหนุนใจ: เมื่อมองว่าผู้อื่นคือพี่น้อง เราจะมีความปรารถนาที่จะหนุนใจและช่วยเหลือกันมากกว่าการบ่นว่า,
3. ความรักที่ขับไล่ความกลัว
พระธรรม 1 ยอห์น 4:18 ที่ว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ขับไล่ความกลัวออกไปเสีย”,
- หากเรามีความกลัวและวิตกกังวลต่อสถานการณ์รอบตัวมากเกินไป อาจแสดงว่าเรายังมีความรักในพระเจ้าไม่มากพอ
- เมื่อความรักของพระเจ้าเต็มล้นในชุมชน ความกลัวจะหายไป และสันติสุขจะเข้ามาแทนที่
4. การแสดงออกที่ถูกต้องต่อผู้อื่น
การรีเซตทัศนคติเพื่อรักผู้อื่นอย่างถูกต้องประกอบด้วยการกระทำดังนี้:
- เลิกบ่นและโทษผู้อื่น: หยุดพฤติกรรมการหาคนผิดเมื่อเกิดวิกฤต
- เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ: เปลี่ยนท่าทีจากการรอรับผลประโยชน์ เป็นการตั้งใจที่จะเป็นฝ่ายมอบสิ่งดีๆ ให้
- การสามัคคีธรรม (Fellowship): การเป็นคริสเตียนไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในฐานะชุมชน เพื่อหนุนใจและพบเจอซึ่งกันและกัน,
ความรักต่อผู้อื่นเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้ถูกที่ แหล่งข้อมูลระบุว่าต้นไม้บางชนิดหากปลูกผิดที่ก็จะไม่เติบโต แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม—ซึ่งในที่นี้คือชุมชนที่เต็มไปด้วยความรัก—ชีวิตของเราก็จะเติบโตและเต็มไปด้วยพระพรและสันติสุข
การดูแลตนเอง
การดูแลตนเอง คือส่วนหนึ่งของการ “รีเซตหัวใจ” เพื่อให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อตนเอง โดยเน้นที่การรักตัวเอง ไม่โทษตัวเอง และมุ่งเน้นการดูแลชีวิตให้ครอบคลุมทั้ง 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้ครับ
1. การดูแลร่างกาย (Physical Care)
ร่างกายคือพระวิหารของพระเจ้า และเป็นพาหนะสำคัญที่จะนำเราไปสู่การรับใช้พระองค์ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้:
- การออกกำลังกาย: ควรจัดเวลาออกกำลังกายตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายและเวลาที่มี
- โภชนาการ: เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์,
- การพักผ่อน: การจัดเวลาไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องผิดบาป แต่เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อให้เกิดความสดชื่น
2. การดูแลจิตใจ (Mental Care)
ใจที่ร่าเริงเปรียบเสมือนยาอย่างดี แต่ใจที่ชอกช้ำจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้ “กระดูกแห้ง” การดูแลจิตใจทำได้โดย:,
- การปล่อยวางการควบคุม: มนุษย์มักมีความทุกข์เพราะพยายามจะควบคุมทุกอย่าง (เช่น ลูก สหาย หรือสถานการณ์ต่างๆ) การรีเซตจิตใจคือการ ถ่อมตัวลงและยอมให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,
- วางใจในพระสัญญา: ไม่ใช้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงง่ายนำทางชีวิต แต่ให้ยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าที่เป็นความจริงและมั่นคง,
- การอธิษฐาน: อธิษฐานอยู่เสมอเพื่อระบายความวิตกกังวลและสื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งจะช่วยให้ใจได้รับความยินดีและการฟื้นฟู,
3. การดูแลจิตวิญญาณ (Spiritual Care)
แม้ร่างกายภายนอกจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงและเป็นนิรันดร์ควรได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน,
4 สิ่งที่ห้ามขาด เพื่อจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง:
- การนมัสการ: เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดไปจิตใจจะว่างเปล่า,
- การอธิษฐาน: เปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ของจิตวิญญาณที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ,
- การอ่านพระคัมภีร์: เปรียบเสมือน “อาหาร” ที่ช่วยให้จิตวิญญาณมีกำลังในการเผชิญกับอุปสรรค,
- การสามัคคีธรรม: การมีปฏิสัมพันธ์และพบเจอกับชุมชนผู้เชื่อเพื่อหนุนใจซึ่งกันและกัน เพราะเราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่อยู่ตัวคนเดียวได้ตลอดชีวิต,
การดูแลตนเองเปรียบเสมือนการดูแลรักษาบ้านที่พระเจ้าประทานให้ หากเราหมั่นทำความสะอาดจิตใจ ซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรง และเติมพลังงานฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ บ้านหลังนี้ก็จะเป็นที่ประทับที่สง่างามและพร้อมสำหรับพระพรใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต
การดูแลตนเอง
การดูแลตนเองเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของการ “รีเซตทัศนคติที่ถูกต้อง” เพื่อเตรียมพร้อมรับพระพรรอบใหม่,, เราต้องเริ่มจากการ รักตัวเอง ไม่โทษตัวเอง และดูแลตัวเอง อย่างเป็นระบบใน 3 ส่วนสำคัญของชีวิต ดังนี้ครับ:
1. การดูแลรักษาทางด้านร่างกาย (Physical Care)
ร่างกายไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหนัง แต่คือ “พระวิหารของพระเจ้า” และเป็น “พาหนะ” สำคัญที่จะนำเราไปสู่การรับใช้พระองค์ หากละเลยการดูแลจนเจ็บป่วย เราก็จะไม่สามารถทำพันธกิจของพระเจ้าได้ การดูแลที่ถูกต้องประกอบด้วย:
- การออกกำลังกาย: ควรจัดเวลาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกาย (สังขาร) และเวลาที่มี
- โภชนาการ: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- การพักผ่อน: การจัดเวลาไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือท่องเที่ยวเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดหรือเป็นบาป
2. การดูแลรักษาทางด้านจิตใจ (Mental Care)
“ใจที่ร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่ชอกช้ำทำให้กระดูกแห้ง”,การรักษาใจให้ร่าเริงไว้ดังนี้:
- การละทิ้งความพยายามที่จะควบคุม: มนุษย์มักเป็นทุกข์เพราะอยากควบคุมทุกอย่างรอบตัว แต่ความจริงเราทำไม่ได้, การดูแลใจคือการ ถ่อมตัวลงและปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,
- ยึดมั่นในพระสัญญามากกว่าความรู้สึก: ความรู้สึกของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ง่ายและไม่แน่นอน แต่พระสัญญาของพระเจ้ามั่นคงและไม่เปลี่ยนตามสถานการณ์,
- การอธิษฐานสม่ำเสมอ: เพื่อระบายความวิตกกังวลและสื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งจะช่วยให้จิตใจได้รับการฟื้นฟู,
3. การดูแลรักษาทางด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Care)
ในขณะที่ร่างกายภายนอกอาจทรุดโทรมไป แต่ จิตวิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงและเป็นนิรันดร์ ซึ่งต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน, แหล่งข้อมูลเน้นย้ำ 4 สิ่งที่ห้ามขาด เพื่อสุขภาพฝ่ายวิญญาณที่ดี:
- การนมัสการ: เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดไปจิตใจจะว่างเปล่า,
- การอธิษฐาน: เปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ที่ต้องทำตลอดเวลาเพื่อความเข้มแข็ง,
- การอ่านพระคัมภีร์: เปรียบเสมือน “อาหาร” ที่ช่วยให้จิตวิญญาณมีกำลังและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค,
- การสามัคคีธรรม: การมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนผู้เชื่อเพื่อหนุนใจกัน เพราะเราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่โดดเดี่ยวได้ตลอดชีวิต,
4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงผ่านการ “ใคร่ครวญ”
เพื่อให้การดูแลตนเองและทัศนคติใหม่นี้ยั่งยืน ให้ใช้การ “ใคร่ครวญ”
- การเคี้ยวเอื้อง (Reflection): เปรียบเหมือนการที่วัวควายค่อย ๆ เคี้ยวอาหารซ้ำไปซ้ำมา เราต้องนำสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่บริสุทธิ์ และพระคำของพระเจ้ามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เกิดเป็นทัศนคติที่ฝังรากลึกในชีวิต
การดูแลตนเองเปรียบเสมือนการดูแลรักษาบ้านที่พระเจ้าประทานให้ หากเราหมั่นทำความสะอาดจิตใจด้วยพระคำ (เหมือนการปัดกวาดเช็ดถู) ซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนและออกกำลังกาย (เหมือนการซ่อมแซมโครงสร้าง) และเติมพลังงานฝ่ายวิญญาณผ่านการอธิษฐานและนมัสการ (เหมือนการเติมกระแสไฟฟ้า) บ้านหลังนี้ก็จะเป็นที่ประทับที่พร้อมสำหรับการสถิตอยู่ของพระเจ้าและพระพรใหม่ ๆ เสมอครับ,,
วินัยฝ่ายวิญญาณ
วินัยฝ่ายวิญญาณคือการดูแลรักษา “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงและเป็นส่วนที่เป็นนิรันดร์ของมนุษย์ ในขณะที่ร่างกายภายนอกอาจทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณควรได้รับการฟื้นฟูและเปลี่ยนใหม่ทุกวันผ่านวินัย 4 ประการที่สำคัญ ดังนี้ครับ:
1. การนมัสการพระเจ้า (Worship)
การนมัสการถือเป็นวินัยพื้นฐานเพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดการนมัสการ จิตใจจะเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
- การจัดสรรเวลา: ในอายุขัย 70 ปี มนุษย์ใช้เวลานอนถึง 23 ปี และใช้เวลาเพื่อความบันเทิง 8-10 ปี แต่หากมานมัสการที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดชีวิตจะใช้เวลาเพียง 10-12 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมดที่พระเจ้าประทานให้
- การนมัสการในชีวิตประจำวัน: ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมาโบสถ์ แต่หมายถึงการมีใจขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าในทุกกิจกรรมของชีวิตทุกวัน
2. การอธิษฐาน (Prayer)
การอธิษฐานคือวินัยในการสื่อสารและฟังเสียงของพระเจ้า
- เปรียบเสมือนลมหายใจ: การอธิษฐานเหมือนลมหายใจของจิตวิญญาณที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและตลอดเวลาเพื่อให้จิตวิญญาณเข้มแข็ง
- การฟื้นฟูใจ: การติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าอยู่เสมอจะช่วยให้จิตใจได้รับการฟื้นฟู ยินดี และช่วยระบายความวิตกกังวลต่าง ๆ ออกไป
3. การอ่านพระคัมภีร์ (Bible Reading)
การอ่านพระพจนคำของพระเจ้าคือวินัยในการรับ “อาหารฝ่ายวิญญาณ”
- ความสำคัญของการอ่าน: แม้การฟังคำเทศนาจะเป็นสิ่งที่ดี แต่แหล่งข้อมูลหนุนใจให้คริสเตียนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการอ่านออกเสียงจะให้ผลดีกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว
- กำลังในการเผชิญอุปสรรค: หากขาดการอ่านพระคัมภีร์ จิตวิญญาณจะอ่อนแอเหมือนคนที่อดอาหารมา 10 วัน ซึ่งจะทำให้หวั่นไหวหรือล้มลงได้ง่ายเมื่อเจอสิ่งกระทบกระทั่ง ปัจจุบันมีตัวช่วยในการอ่านมากมายทั้งในรูปแบบแอปพลิเคชันและแผนการอ่านต่าง ๆ
4. การสามัคคีธรรม (Fellowship)
คือวินัยในการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนผู้เชื่อคนอื่น ๆ
- ชีวิตคริสเตียนคือชุมชน: พระเจ้าทรงสร้างให้เราอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเพื่อหนุนใจและช่วยเหลือกัน เราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่อยู่โดดเดี่ยวได้ตลอดชีวิต
- ขีดจำกัดของออนไลน์: แม้จะสามารถรับชมผ่านสื่อออนไลน์ได้ในบางสถานการณ์ แต่ในระยะยาวเราจำเป็นต้องพบเจอและมีส่วนร่วมในสังคมฝ่ายวิญญาณเพื่อความเติบโตที่สมบูรณ์
กระบวนการตอกย้ำวินัย: การใคร่ครวญ
เพื่อให้วินัยเหล่านี้เกิดผลจนกลายเป็นทัศนคติที่ยั่งยืน ให้ใช้การ “ใคร่ครวญ” หรือการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสิ่งที่จริงและบริสุทธิ์
วินัยฝ่ายวิญญาณเปรียบเสมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” ของสัตว์ ที่ต้องนำหญ้า (พระคำและประสบการณ์กับพระเจ้า) กลับมาเคี้ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากที่สุด การทำวินัยฝ่ายวิญญาณอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการย่อยเอาพระคุณและความรักของพระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนเราเติบโตเข้มแข็งครับ
