Curriculum
Course: 2025-12-28 : “รีเซ็ตหัวใจ ก้าวใหม่ในพระคุณ”
Login
Video lesson

หัวข้อ : “รีเซ็ตหัวใจ ก้าวใหม่ในพระคุณ”

“รีเซ็ตหัวใจ ก้าวใหม่ในพระคุณ” มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณเพื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในปีใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา ทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งเปรียบเสมือนแว่นตาในการมองโลกและเป็นรากฐานของการแสดงออกที่มีพลัง เนื้อหาหลักได้ชี้แนะให้ผู้เชื่อปรับเปลี่ยนมุมมองในสามมิติ คือการ วางใจในพระลักษณะที่ดีของพระเจ้า โดยไม่โทษพระองค์เมื่อเผชิญวิกฤต การรักษา ความรักและความเมตตาต่อผู้อื่น เพื่อขับไล่ความกลัว และการ ดูแลตนเองอย่างครบถ้วน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในส่วนของจิตวิญญาณนั้น ผู้เทศนาได้สนับสนุนให้รักษาความเชื่อให้เข้มแข็งผ่านการ นมัสการ การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการสามัคคีธรรม อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีทิศทางและเปี่ยมด้วยสันติสุขท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม

   การรีเซตทัศนคติ   

การรีเซตทัศนคติ (Resetting Attitude) หรือการ “รีเซ็ตหัวใจ” คือการปรับตั้งค่าระบบความคิดและความเชื่อภายในใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจและสันติสุข ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีแต่ความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องสงคราม โรคระบาด และวิกฤตเศรษฐกิจ,

ประเด็นสำคัญของการรีเซตทัศนคติ มีดังนี้:

1. ความแตกต่างระหว่างทัศนคติและท่าที

เพื่อให้เราเข้าใจระบบการทำงานภายในของมนุษย์:

  • ทัศนคติ (Attitude): คือสิ่งที่อยู่ภายใน เป็นเหมือน “แว่นตา” ที่เราใช้มองโลก เป็นระบบความคิดและความเชื่อ
  • ท่าที (Manner/Action): คือสิ่งที่แสดงออกภายนอก การวางตัว หรือการตอบสนองที่เห็นได้ชัด ซึ่งมีรากฐานมาจากทัศนคติภายใน
  • เป้าหมายสูงสุด: ไม่ใช่แค่การมีทัศนคติที่ดีหรือร้ายต่อสิ่งต่างๆ แต่คือการมี “ทัศนคติที่ถูกต้อง” ซึ่งสำคัญที่สุดในการรับพระพรรอบใหม่,

2. การรักษาทัศนคติที่ถูกต้องต่อ 3 บุคคลสำคัญ

เพื่อให้ชีวิตก้าวไปในทิศทางที่ชัดเจน เราจำเป็นต้องรีเซตมุมมองต่อบุคคลเหล่านี้:

  • ต่อพระเจ้า: ต้องเข้าใจว่า ไม่มีสิ่งร้ายใดมาจากพระเจ้า แม้ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด พระเจ้ายังทรงดีต่อเราเสมอ ทรงเป็นพระเจ้าที่ประเสริฐและมอบสันติสุขให้ท่ามกลางพายุ การไม่โทษพระเจ้าแต่เลือกวางใจในพระลักษณะของพระองค์คือทัศนคติที่ถูกต้อง,
  • ต่อผู้อื่น: ในวิกฤต มนุษย์มักจะเห็นแก่ตัวและโทษกัน แต่เราควรเปลี่ยนทัศนคติมาเป็น ความรักที่ขับไล่ความกลัว, มองคนรอบข้างเป็นพี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ศัตรูหรือคู่แข่ง และเลือกที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ,
  • ต่อตนเอง: เลิกโทษตัวเองและหันมาดูแลตนเองใน 3 ด้านหลัก:
    1. ร่างกาย: ดูแลพระวิหารของพระเจ้าด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อน และกินอาหารที่ดี,
    2. จิตใจ: รักษาใจให้ร่าเริงโดยการ เลิกพยายามควบคุมทุกอย่าง และปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,, วางใจในพระสัญญาของพระเจ้าที่มั่นคงกว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงง่ายของเรา,
    3. จิตวิญญาณ: เสริมสร้างตัวตนนิรันดร์ภายในให้เข้มแข็งผ่านการไม่ขาด 4 สิ่ง คือ การนมัสการ, การอธิษฐาน, การอ่านพระคัมภีร์ และการสามัคคีธรรม,,

3. กระบวนการ “ใคร่ครวญ” เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การรีเซตทัศนคติไม่ใช่แค่การคิดผ่าน ๆ แต่ต้องใช้การ “ใคร่ครวญ”

  • การใคร่ครวญเหมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” ของวัวหรือควาย คือการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสิ่งที่จริง สิ่งที่บริสุทธิ์ และสิ่งที่น่ารัก
  • การนำพระคำของพระเจ้ามาคิดซ้ำ ๆ จะช่วยก่อเกิดเป็นทัศนคติใหม่ที่แข็งแกร่งในชีวิต

การรีเซตทัศนคติจึงเปรียบเสมือน การล้างเลนส์แว่นตาที่มัวหมองจากฝุ่นควันของปัญหา เมื่อเราเช็ดเลนส์ (ทัศนคติ) ให้ใสและถูกต้องตามพระพจนคำของพระเจ้าแล้ว เราจะสามารถมองเห็นโอกาสและพระคุณที่รออยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน และพร้อมจะก้าวเดินต่อไปด้วยใจที่สงบนิ่ง

   ท่าทีต่อพระเจ้า   

การรักษา ท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้า (Correct Attitude towards God) ถือเป็นกุญแจสำคัญประการแรกในการ “รีเซตหัวใจ” เพื่อรับพระคุณและพระพรรอบใหม่ โดยมีรายละเอียดที่ควรยึดถือดังนี้ครับ:

1. ความเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ใช่ต้นเหตุของความชั่วร้าย

ทัศนคติพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักว่า ไม่มีสิ่งร้ายใด ๆ มาจากพระเจ้า,

  • พระลักษณะที่บริสุทธิ์: ตามพระธรรมสดุดี 5 ข้อ 4 ระบุว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ปีติยินดีในความอธรรม และความชั่วร้ายจะไม่สถิตอยู่กับพระองค์
  • อย่าโทษพระเจ้า: เมื่อเกิดวิกฤต เช่น ภัยพิบัติ น้ำท่วม โรคระบาด หรือสงคราม มนุษย์มักจะตั้งคำถามหรือตำหนิพระเจ้า พระองค์ไม่ได้เป็นผู้ดลบันดาลสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับลูกของพระองค์,

2. การวางใจในพระลักษณะที่ประเสริฐของพระเจ้า

แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราควรมีท่าทีที่เชื่อมั่นว่า “พระเจ้าของเรายังเป็นพระเจ้าที่ดีที่สุดเสมอ” โดยต้องมองพระองค์ผ่านมุมมองดังนี้:

  • พระองค์ทรงให้พร: พระองค์อวยพรและไม่สาปแช่ง
  • พระองค์ทรงรักษา: พระองค์ทรงเป็นผู้เยียวยา ไม่ใช่ผู้บันดาลให้เกิดโรค
  • พระองค์ทรงให้อภัย: ทรงมอบการอภัยและไม่ซ้ำเติมความผิด
  • พระองค์ทรงมอบสันติสุข: แม้อยู่ท่ามกลางพายุและปัญหาที่รุมเร้า พระองค์ยังคงประทานความสงบนิ่งให้แก่ใจเรา

3. การปกป้องภาพลักษณ์ของพระเจ้าในจิตใจ

ให้เราระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์ภายนอกมา “บิดเบือนพระลักษณะของพระเจ้า” ในใจเรา

  • เราต้องบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงดีต่อฉันเสมอ”
  • การปรับความคิดและทัศนคติต่อพระเจ้าให้ถูกต้อง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตตรงกับพระพรและพระคุณของพระองค์,

4. การรักษาความสัมพันธ์ผ่านการอธิษฐานและการนัดมัสการ

ท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้าแสดงออกผ่านการพึ่งพาพระองค์อย่างต่อเนื่อง:

  • การอธิษฐานคือลมหายใจ: ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เฉพาะเวลาคับขัน เพื่อให้จิตวิญญาณได้รับความยินดีและฟื้นฟู,
  • ยอมอยู่ภายใต้การควบคุม: การรีเซตท่าทีหมายถึงการ เลิกพยายามควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วถ่อมใจลงยอมให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมและดูแลชีวิตแทน,

การรักษาท่าทีต่อพระเจ้าเปรียบเสมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” (Reflection) ที่เราต้องนำพระคำและความดีงามของพระเจ้ามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ซึมลึกจนกลายเป็นทัศนคติที่แข็งแกร่งในชีวิต เหมือนกับสัตว์ที่ค่อย ๆ ย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด การใคร่ครวญถึงความรักของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยขับไล่ความกลัวและทำให้เราก้าวเดินไปในทางของพระองค์ได้อย่างมั่นคง,

   ความรักต่อผู้อื่น  

การมี ความรักต่อผู้อื่น เป็นส่วนสำคัญของการ “รีเซตทัศนคติ” เพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤตและความไม่แน่นอนได้อย่างมีสันติสุข, โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

1. ความรักในสภาวะวิกฤต

ในยามที่โลกเต็มไปด้วยปัญหา เช่น สงคราม โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ทัศนคติของคนทั่วไปมักจะเปลี่ยนไปในทางลบ, ในสภาวะเช่นนี้ “ตัวจริงของคนจะปรากฏออกมา” ซึ่งมักเป็นการเห็นแก่ตัว การเอาเปรียบ การระแวงสงสัย และการโทษผู้อื่นแทนที่จะเห็นอกเห็นใจกัน การมีทัศนคติที่ถูกต้องจึงเป็นการเลือกที่จะรักและเกื้อกูลกันแทนการซ้ำเติม

2. มุมมองแบบ “พี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ”

หัวใจสำคัญของการรักผู้อื่นคือการปรับมุมมองว่าคนรอบข้าง โดยเฉพาะในชุมชนผู้เชื่อ ไม่ใช่ศัตรูหรือคู่แข่ง แต่เป็น “พี่น้องในสายเลือดฝ่ายวิญญาณ”,

  • สายเลือดเดียวกัน: เราทุกคนมี “เลือดของพระเยซู” เหมือนกัน แม้จะอยู่ต่างบ้านแต่เราเป็นพระกายเดียวกัน
  • การหนุนใจ: เมื่อมองว่าผู้อื่นคือพี่น้อง เราจะมีความปรารถนาที่จะหนุนใจและช่วยเหลือกันมากกว่าการบ่นว่า,

3. ความรักที่ขับไล่ความกลัว

พระธรรม 1 ยอห์น 4:18 ที่ว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ขับไล่ความกลัวออกไปเสีย”,

  • หากเรามีความกลัวและวิตกกังวลต่อสถานการณ์รอบตัวมากเกินไป อาจแสดงว่าเรายังมีความรักในพระเจ้าไม่มากพอ
  • เมื่อความรักของพระเจ้าเต็มล้นในชุมชน ความกลัวจะหายไป และสันติสุขจะเข้ามาแทนที่

4. การแสดงออกที่ถูกต้องต่อผู้อื่น

การรีเซตทัศนคติเพื่อรักผู้อื่นอย่างถูกต้องประกอบด้วยการกระทำดังนี้:

  • เลิกบ่นและโทษผู้อื่น: หยุดพฤติกรรมการหาคนผิดเมื่อเกิดวิกฤต
  • เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ: เปลี่ยนท่าทีจากการรอรับผลประโยชน์ เป็นการตั้งใจที่จะเป็นฝ่ายมอบสิ่งดีๆ ให้
  • การสามัคคีธรรม (Fellowship): การเป็นคริสเตียนไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในฐานะชุมชน เพื่อหนุนใจและพบเจอซึ่งกันและกัน,

ความรักต่อผู้อื่นเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้ถูกที่ แหล่งข้อมูลระบุว่าต้นไม้บางชนิดหากปลูกผิดที่ก็จะไม่เติบโต แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม—ซึ่งในที่นี้คือชุมชนที่เต็มไปด้วยความรัก—ชีวิตของเราก็จะเติบโตและเต็มไปด้วยพระพรและสันติสุข

  การดูแลตนเอง  

การดูแลตนเอง คือส่วนหนึ่งของการ “รีเซตหัวใจ” เพื่อให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อตนเอง โดยเน้นที่การรักตัวเอง ไม่โทษตัวเอง และมุ่งเน้นการดูแลชีวิตให้ครอบคลุมทั้ง 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้ครับ

1. การดูแลร่างกาย (Physical Care)

ร่างกายคือพระวิหารของพระเจ้า และเป็นพาหนะสำคัญที่จะนำเราไปสู่การรับใช้พระองค์ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้:

  • การออกกำลังกาย: ควรจัดเวลาออกกำลังกายตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายและเวลาที่มี
  • โภชนาการ: เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์,
  • การพักผ่อน: การจัดเวลาไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องผิดบาป แต่เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อให้เกิดความสดชื่น

2. การดูแลจิตใจ (Mental Care)

ใจที่ร่าเริงเปรียบเสมือนยาอย่างดี แต่ใจที่ชอกช้ำจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนทำให้ “กระดูกแห้ง” การดูแลจิตใจทำได้โดย:,

  • การปล่อยวางการควบคุม: มนุษย์มักมีความทุกข์เพราะพยายามจะควบคุมทุกอย่าง (เช่น ลูก สหาย หรือสถานการณ์ต่างๆ) การรีเซตจิตใจคือการ ถ่อมตัวลงและยอมให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,
  • วางใจในพระสัญญา: ไม่ใช้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงง่ายนำทางชีวิต แต่ให้ยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าที่เป็นความจริงและมั่นคง,
  • การอธิษฐาน: อธิษฐานอยู่เสมอเพื่อระบายความวิตกกังวลและสื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งจะช่วยให้ใจได้รับความยินดีและการฟื้นฟู,

3. การดูแลจิตวิญญาณ (Spiritual Care)

แม้ร่างกายภายนอกจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงและเป็นนิรันดร์ควรได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน,

4 สิ่งที่ห้ามขาด เพื่อจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง:

  • การนมัสการ: เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดไปจิตใจจะว่างเปล่า,
  • การอธิษฐาน: เปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ของจิตวิญญาณที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ,
  • การอ่านพระคัมภีร์: เปรียบเสมือน “อาหาร” ที่ช่วยให้จิตวิญญาณมีกำลังในการเผชิญกับอุปสรรค,
  • การสามัคคีธรรม: การมีปฏิสัมพันธ์และพบเจอกับชุมชนผู้เชื่อเพื่อหนุนใจซึ่งกันและกัน เพราะเราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่อยู่ตัวคนเดียวได้ตลอดชีวิต,

การดูแลตนเองเปรียบเสมือนการดูแลรักษาบ้านที่พระเจ้าประทานให้ หากเราหมั่นทำความสะอาดจิตใจ ซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรง และเติมพลังงานฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ บ้านหลังนี้ก็จะเป็นที่ประทับที่สง่างามและพร้อมสำหรับพระพรใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต

   การดูแลตนเอง   

การดูแลตนเองเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของการ “รีเซตทัศนคติที่ถูกต้อง” เพื่อเตรียมพร้อมรับพระพรรอบใหม่,, เราต้องเริ่มจากการ รักตัวเอง ไม่โทษตัวเอง และดูแลตัวเอง อย่างเป็นระบบใน 3 ส่วนสำคัญของชีวิต ดังนี้ครับ:

1. การดูแลรักษาทางด้านร่างกาย (Physical Care)

ร่างกายไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหนัง แต่คือ “พระวิหารของพระเจ้า” และเป็น “พาหนะ” สำคัญที่จะนำเราไปสู่การรับใช้พระองค์ หากละเลยการดูแลจนเจ็บป่วย เราก็จะไม่สามารถทำพันธกิจของพระเจ้าได้ การดูแลที่ถูกต้องประกอบด้วย:

  • การออกกำลังกาย: ควรจัดเวลาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกาย (สังขาร) และเวลาที่มี
  • โภชนาการ: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • การพักผ่อน: การจัดเวลาไปพักผ่อนกับครอบครัวหรือท่องเที่ยวเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดหรือเป็นบาป

2. การดูแลรักษาทางด้านจิตใจ (Mental Care)

“ใจที่ร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่ชอกช้ำทำให้กระดูกแห้ง”,การรักษาใจให้ร่าเริงไว้ดังนี้:

  • การละทิ้งความพยายามที่จะควบคุม: มนุษย์มักเป็นทุกข์เพราะอยากควบคุมทุกอย่างรอบตัว แต่ความจริงเราทำไม่ได้, การดูแลใจคือการ ถ่อมตัวลงและปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้ควบคุมแทน,
  • ยึดมั่นในพระสัญญามากกว่าความรู้สึก: ความรู้สึกของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ง่ายและไม่แน่นอน แต่พระสัญญาของพระเจ้ามั่นคงและไม่เปลี่ยนตามสถานการณ์,
  • การอธิษฐานสม่ำเสมอ: เพื่อระบายความวิตกกังวลและสื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งจะช่วยให้จิตใจได้รับการฟื้นฟู,

3. การดูแลรักษาทางด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Care)

ในขณะที่ร่างกายภายนอกอาจทรุดโทรมไป แต่ จิตวิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงและเป็นนิรันดร์ ซึ่งต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุกวัน, แหล่งข้อมูลเน้นย้ำ 4 สิ่งที่ห้ามขาด เพื่อสุขภาพฝ่ายวิญญาณที่ดี:

  1. การนมัสการ: เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดไปจิตใจจะว่างเปล่า,
  2. การอธิษฐาน: เปรียบเสมือน “ลมหายใจ” ที่ต้องทำตลอดเวลาเพื่อความเข้มแข็ง,
  3. การอ่านพระคัมภีร์: เปรียบเสมือน “อาหาร” ที่ช่วยให้จิตวิญญาณมีกำลังและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค,
  4. การสามัคคีธรรม: การมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนผู้เชื่อเพื่อหนุนใจกัน เพราะเราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่โดดเดี่ยวได้ตลอดชีวิต,

4. กระบวนการเปลี่ยนแปลงผ่านการ “ใคร่ครวญ”

เพื่อให้การดูแลตนเองและทัศนคติใหม่นี้ยั่งยืน ให้ใช้การ “ใคร่ครวญ”

  • การเคี้ยวเอื้อง (Reflection): เปรียบเหมือนการที่วัวควายค่อย ๆ เคี้ยวอาหารซ้ำไปซ้ำมา เราต้องนำสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่บริสุทธิ์ และพระคำของพระเจ้ามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เกิดเป็นทัศนคติที่ฝังรากลึกในชีวิต

การดูแลตนเองเปรียบเสมือนการดูแลรักษาบ้านที่พระเจ้าประทานให้ หากเราหมั่นทำความสะอาดจิตใจด้วยพระคำ (เหมือนการปัดกวาดเช็ดถู) ซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนและออกกำลังกาย (เหมือนการซ่อมแซมโครงสร้าง) และเติมพลังงานฝ่ายวิญญาณผ่านการอธิษฐานและนมัสการ (เหมือนการเติมกระแสไฟฟ้า) บ้านหลังนี้ก็จะเป็นที่ประทับที่พร้อมสำหรับการสถิตอยู่ของพระเจ้าและพระพรใหม่ ๆ เสมอครับ,,

   วินัยฝ่ายวิญญาณ   

วินัยฝ่ายวิญญาณคือการดูแลรักษา “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงและเป็นส่วนที่เป็นนิรันดร์ของมนุษย์ ในขณะที่ร่างกายภายนอกอาจทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณควรได้รับการฟื้นฟูและเปลี่ยนใหม่ทุกวันผ่านวินัย 4 ประการที่สำคัญ ดังนี้ครับ:

1. การนมัสการพระเจ้า (Worship)

การนมัสการถือเป็นวินัยพื้นฐานเพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อการนี้ หากขาดการนมัสการ จิตใจจะเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

  • การจัดสรรเวลา: ในอายุขัย 70 ปี มนุษย์ใช้เวลานอนถึง 23 ปี และใช้เวลาเพื่อความบันเทิง 8-10 ปี แต่หากมานมัสการที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดชีวิตจะใช้เวลาเพียง 10-12 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาทั้งหมดที่พระเจ้าประทานให้
  • การนมัสการในชีวิตประจำวัน: ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมาโบสถ์ แต่หมายถึงการมีใจขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าในทุกกิจกรรมของชีวิตทุกวัน

2. การอธิษฐาน (Prayer)

การอธิษฐานคือวินัยในการสื่อสารและฟังเสียงของพระเจ้า

  • เปรียบเสมือนลมหายใจ: การอธิษฐานเหมือนลมหายใจของจิตวิญญาณที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและตลอดเวลาเพื่อให้จิตวิญญาณเข้มแข็ง
  • การฟื้นฟูใจ: การติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าอยู่เสมอจะช่วยให้จิตใจได้รับการฟื้นฟู ยินดี และช่วยระบายความวิตกกังวลต่าง ๆ ออกไป

3. การอ่านพระคัมภีร์ (Bible Reading)

การอ่านพระพจนคำของพระเจ้าคือวินัยในการรับ “อาหารฝ่ายวิญญาณ”

  • ความสำคัญของการอ่าน: แม้การฟังคำเทศนาจะเป็นสิ่งที่ดี แต่แหล่งข้อมูลหนุนใจให้คริสเตียนอ่านพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการอ่านออกเสียงจะให้ผลดีกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว
  • กำลังในการเผชิญอุปสรรค: หากขาดการอ่านพระคัมภีร์ จิตวิญญาณจะอ่อนแอเหมือนคนที่อดอาหารมา 10 วัน ซึ่งจะทำให้หวั่นไหวหรือล้มลงได้ง่ายเมื่อเจอสิ่งกระทบกระทั่ง ปัจจุบันมีตัวช่วยในการอ่านมากมายทั้งในรูปแบบแอปพลิเคชันและแผนการอ่านต่าง ๆ

4. การสามัคคีธรรม (Fellowship)

คือวินัยในการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนผู้เชื่อคนอื่น ๆ

  • ชีวิตคริสเตียนคือชุมชน: พระเจ้าทรงสร้างให้เราอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเพื่อหนุนใจและช่วยเหลือกัน เราไม่สามารถเป็นคริสเตียนที่อยู่โดดเดี่ยวได้ตลอดชีวิต
  • ขีดจำกัดของออนไลน์: แม้จะสามารถรับชมผ่านสื่อออนไลน์ได้ในบางสถานการณ์ แต่ในระยะยาวเราจำเป็นต้องพบเจอและมีส่วนร่วมในสังคมฝ่ายวิญญาณเพื่อความเติบโตที่สมบูรณ์

กระบวนการตอกย้ำวินัย: การใคร่ครวญ

เพื่อให้วินัยเหล่านี้เกิดผลจนกลายเป็นทัศนคติที่ยั่งยืน ให้ใช้การ “ใคร่ครวญ” หรือการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสิ่งที่จริงและบริสุทธิ์

วินัยฝ่ายวิญญาณเปรียบเสมือนการ “เคี้ยวเอื้อง” ของสัตว์ ที่ต้องนำหญ้า (พระคำและประสบการณ์กับพระเจ้า) กลับมาเคี้ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากที่สุด การทำวินัยฝ่ายวิญญาณอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการย่อยเอาพระคุณและความรักของพระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนเราเติบโตเข้มแข็งครับ

 

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).