แม้มนุษย์และสถานการณ์ในโลกจะทำให้ผิดหวัง แต่ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความหวังที่เชื่อถือได้เสมอ เพราะพระองค์ทรงสำแดงพระสิริที่ครบถ้วนและทรงสถิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ในฐานะ “อิมมานูเอล” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณที่ซ้อนทับพระคุณซึ่งไม่มีวันหมดสิ้นไปจากชีวิตของผู้เชื่อ และคริสเตียนดำเนินชีวิตด้วยการสำแดงลักษณะนิสัยแบบพระคริสต์และรักษาเกียรติของพระเจ้าเหนือความต้องการของตนเอง เพื่อให้ชีวิตที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นประจักษ์พยานถึงความรักและความจริงของพระองค์สืบไปในทุกย่างก้าวของชีวิต
พระเยซูคือความหวัง
พระเยซูคริสต์คือความหวัง ทำไมพระเยซูจึงทรงเป็น “ความหวังใจที่เชื่อได้” เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. ความหวังที่แตกต่างจากความหวังของโลก
ในชีวิตมนุษย์ เรามักจะฝากความหวังไว้กับสิ่งต่าง ๆ เช่น พรรคการเมือง รัฐบาล นักวิชาการ พ่อแม่ หรือแม้กระทั่งลูก ๆ แต่บ่อยครั้งความหวังเหล่านั้นก็ทำให้เราผิดหวัง โลกนี้อาจทำให้เราผิดหวังซ้ำ ๆ และบางครั้งสิ่งที่เราทุ่มเทไปอาจได้รับกลับมาเพียงความว่างเปล่า แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็น ความหวังใจที่เชื่อได้เสมอ เพราะในพระองค์ไม่มีส่วนใดเลยที่เราจะไว้ใจไม่ได้
2. เหตุผลที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความหวังที่เชื่อใจได้
สาเหตุสำคัญ 3 ประการที่ทำให้พระเยซูทรงเป็นความหวังที่แท้จริง:
- ทรงสำแดงพระสิริของพระเจ้าอย่างครบถ้วน: พระเยซูทรงเป็น “พระวาทะ” (Logos) หรือพระเจ้าที่ทรงรับสภาพมนุษย์มาอยู่ท่ามกลางเรา แม้พระองค์จะรับสภาพมนุษย์ แต่ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ไม่ได้ลดน้อยลงเลย พระองค์ทรงเป็น “อิมมานูเอล” ซึ่งหมายถึงพระเจ้าที่สถิตอยู่กับเรา
- ทรงสำแดงพระคุณที่บริบูรณ์: ความหวังในพระเยซูมาพร้อมกับ “พระคุณซ้อนพระคุณ” (Grace upon grace) ซึ่งหมายถึงพระคุณที่ไหลเข้ามาในชีวิตเราอย่างต่อเนื่องเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งไม่มีวันหมดสิ้น สิ่งนี้แตกต่างจาก “พระบัญญัติ” ที่มนุษย์ต้องพยายามปฏิบัติและจ่ายราคาด้วยตัวเอง แต่ทางของพระเยซูนั้นทรงจ่ายราคาแทนเราเพียงครั้งเดียวก็พอ
- ทรงสำแดงพระเจ้าอย่างชัดแจ้งที่สุด: มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าด้วยตาได้ แต่พระเยซูทรงเป็นผู้เดียวที่อธิบายและสำแดงพระลักษณะของพระเจ้าพระบิดาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน
3. ความสำคัญของการมีพระองค์ในชีวิต
การที่พระเยซูบังเกิดในโลก (เช่น ในรางหญ้าที่เบธเลเฮม) จะกลายเป็น “ความจริงที่แสนเศร้า” ทันที หากพระองค์ไม่ได้บังเกิดและมีชีวิตอยู่ในตัวเรา :
- หากไม่มีพระองค์อยู่กับเรา เราจะไม่มีอานุภาพมากพอที่จะรับมือกับความบามหรือรักษาความบริสุทธิ์ได้
- พระองค์ทรงเป็นแหล่งพลังงานและเป็นศูนย์รวมแห่งความโปรดปราน เปรียบเสมือน “สัญญาณมือถือ” ที่หากเราอยู่ในมุมอับและไม่มีพระบุตรของพระเจ้า เราก็จะไม่สามารถรับคลื่นพระคุณของพระเจ้าได้
4. การตอบสนองต่อความหวัง
เมื่อเรามีความหวังใจในพระเยซูแล้ว ให้เรานำความหวังนี้ไปปฏิบัติในชีวิตจริง:
- เลือกสำแดงชีวิตแบบพระคริสต์: แทนที่จะสำแดงตัวตนหรืออิทธิฤทธิ์ของตัวเอง เราควรเลือกสำแดงอุปนิสัยและน้ำใสใจจริงที่เหมือนพระเยซู เพื่อให้คนอื่นเห็นการสถิตอยู่ของพระเจ้าผ่านชีวิตเรา
- ส่งต่อความหวัง: ดังเช่นที่แอนดูนำความจริงนี้ไปบอกพี่ชาย เราควรใช้โอกาส (เช่น วันคริสต์มาส) ในการเชิญชวนผู้อื่นให้มารับความหวังที่เชื่อใจได้นี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นทางรอดและเป็นคำตอบสำหรับชีวิต
พระคุณของพระเยซูคริสต์เปรียบเสมือนคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในวันที่เรามองไม่เห็นหรือรู้สึกว่าพระคุณยังมาไม่ถึง แต่ความหวังในพระองค์ยืนยันว่า “พรุ่งนี้มันจะมา” และพระคุณนั้นมีมากพอสำหรับทุกคนโดยไม่ต้องอิจฉากัน เพราะเป็นแหล่งความหวังที่ไม่มีวันเหือดหาย
