Curriculum
Course: 2025-12-14 : "รักเต็มล้นของพระเจ้า"
Login
Video lesson

หัวข้อ : “รักเต็มล้นของพระเจ้า”

“ความรักเต็มล้นของพระเจ้า” เน้นย้ำถึงการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งเป็น ของขวัญพิเศษ ที่พระบิดาประทานให้แก่มนุษย์ทุกคนเพื่อความรอด ในพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 53 เป็นแกนหลักในการทำนายถึง พระเมสสิยาห์ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธและทอดทิ้ง แต่ยอมพลีพระชนม์ชีพเป็น เครื่องบูชาไถ่บาปที่ปราศจากตำหนิ การไถ่ของพระองค์มีจุดประสงค์สำคัญสามประการคือเพื่อช่วยมนุษย์ให้ รอดพ้นจากความตาย เป็นไทจากอำนาจของความบาป และ พ้นจากโทษ แห่งการละเมิด ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงแผนการอันสมบูรณ์แบบและความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ต้องการให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์.

  รักเต็มล้น  

รักเต็มล้น (Overflowing Love) คือความรักที่พระเจ้าพระบิดาทรงมีต่อมนุษย์อย่างมหาศาล จนหลั่งไหลออกมาผ่านทางพระบุตรคือพระเยซูคริสต์ ความรักนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น แผนการอันสมบูรณ์แบบ ที่พระเจ้าทรงตั้งใจจัดเตรียมไว้เพื่อช่วยกู้มนุษย์ให้รอดพ้นจากความบาป

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “รักเต็มล้น” ของพระเจ้าสามารถสรุปได้ดังนี้:

1. ความรักที่มาจากการจัดเตรียม (Love through Preparation)

พระลักษณะของความรักนี้เปรียบได้กับ ความรักของแม่ ที่เตรียมสิ่งของต่าง ๆ ไว้ดูแลลูกตั้งแต่ยังไม่คลอด แม้จะไม่รู้ว่าลูกโตมาจะเป็นคนอย่างไร แต่การเตรียมนั้นสะท้อนถึงความรักและความเป็นห่วง

  • ของขวัญพิเศษ: พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญที่พิเศษที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน เพื่อให้ได้รับความรอด
  • คำพยากรณ์ที่สำเร็จจริง: ความรักนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายร้อยปีผ่านคำพยากรณ์ของอิสยาห์ (เช่น การประสูติของอิมมานูเอล) ซึ่งสำเร็จเป็นจริงทุกประการในชีวิตของพระเยซู

2. ความรักที่ยอมทนทุกข์และถูกปฏิเสธ (Suffering and Sacrificial Love)

ความรักที่เต็มล้นของพระเจ้าสำแดงออกผ่านการที่พระเยซูคริสต์ทรงยอมเป็น “ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์”

  • ถูกปฏิเสธจากคนที่รัก: พระองค์ทรงถูกผู้นำศาสนาดูหมิ่น ถูกสาวกที่ทรงรักทอดทิ้งในยามวิกฤต และแม้แต่พระบิดาก็ทรงทอดทิ้งพระองค์ชั่วขณะบนไม้กางเขนเพื่อแบกรับบาปแทนมนุษย์
  • สภาพที่น่าเวทนา: พระองค์ทรงถูกเฆี่ยนและถูกตรึงในสภาพที่ “ไม่น่าดู” เพื่อรับความเจ็บปวดแทนเรา

3. จุดประสงค์ของความรักที่เต็มล้น

พระเจ้าทรงใช้ความรักนี้เพื่อเปลี่ยนสถานะของมนุษย์ผ่าน 3 กลไกหลัก:

  • การไถ่ (Redemption): คือกระบวนการ “ซื้อคืน” ชีวิตของมนุษย์ โดยพระเยซูทรงรับโทษทัณฑ์ความบาปแทนเรา เพื่อให้เราพ้นจากข้อกล่าวหาและการพิพากษา
  • การเป็นไทย (Freedom): ปลดปล่อยมนุษย์จากการเป็น ทาสของความบาป และอำนาจของมืด (เช่น อีโก้ ความหยิ่ง หรือความกลัวในพิธีกรรมเดิม ๆ) ให้มีอิสระและมีสันติสุขที่แท้จริง
  • การยกโทษ (Forgiveness): โดยพระโลหิตของพระองค์ เราได้รับการยกโทษจากการละเมิดทั้งสิ้น

4. เงื่อนไขของความรักที่สมบูรณ์

เพื่อให้ความรักนี้สัมฤทธิ์ผลตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า พระเยซูจึงทรงเป็นเครื่องบูชาที่พิเศษ:

  • แกะที่ไร้ตำหนิ: ตามกฎเกณฑ์เดิม เครื่องบูชาต้องไม่มีตำหนิ พระเยซูผู้ทรงไม่มีบาปจึงทรงรับสภาพบาปแทนมนุษย์เพื่อให้เรากลายเป็นคนชอบธรรม
  • คนกลางที่ถาวร: พระองค์ทรงเป็น สะพานเชื่อม หรือมหาปุโรหิตที่ทำหน้าที่เพียงครั้งเดียวแต่สมบูรณ์ตลอดไป เพื่อให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้าได้

5. การตอบสนองต่อความรัก

เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในสภาพ “หลงทางเหมือนแกะ” และมีชีวิตที่แห้งแล้ง ความรักของพระเจ้าได้เข้ามาเป็นความหวังใหม่ ผู้เชื่อตอบสนองต่อรักเต็มล้นนี้ด้วยการ:

  • มองที่ไม้กางเขนด้วยท่าทีใหม่: ซาบซึ้งและฟื้นฟูจิตใจจากการที่พระองค์ยอมไม่ได้รับความยุติธรรมเพื่อเราจะได้มีสันติสุข
  • ส่งต่อความรัก: ออกไปประกาศและเชิญชวนผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงคริสต์มาส เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการพระเจ้าเพื่อให้ได้รับชีวิตนิรันดร์

การหลงทางของมนุษย์เปรียบได้กับการขับรถหลงเข้าไปในซอยที่มืดและแคบ ยิ่งพยายามหาทางออกด้วยตัวเองก็ยิ่งเตลิดและตกอยู่ในความลำบาก ความรักของพระเจ้าจึงเหมือนกับผู้นำทางที่ลงมาหาเราในซอยที่มืดมิดนั้น เพื่อนำเรากลับสู่ทางที่สว่างและปลอดภัยอีกครั้ง

 

  การไถ่บาป  

การไถ่บาป (Redemption) คือกระบวนการที่แสดงถึงความรักอันเต็มล้นของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ โดยมีรายละเอียดและจุดประสงค์ที่สำคัญดังนี้

1. ความหมายของการไถ่บาป

การไถ่หมายถึง กระบวนการกู้คืนหรือซื้อคืน (Recovery or Buying back) ชีวิตของมนุษย์ ผ่านทางชีวิต การวายพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรับเอาความตายและโทษทัณฑ์ที่เราควรจะได้รับไปไว้ที่พระองค์เอง เพื่อให้เรา พ้นจากข้อกล่าวหาและการพิพากษาลงโทษ

2. จุดประสงค์หลัก 3 ประการของการไถ่

สรุปจุดประสงค์สำคัญของการไถ่ที่เกิดขึ้นบนไม้กางเขนไว้ 3 ด้าน คือ:

  • เพื่อให้ได้รับความรอด (Salvation): ไถ่เพื่อให้มนุษย์รอดพ้นจากความตายและมีชีวิตนิรันดร์
  • เพื่อให้ชีวิตเป็นไทย (Freedom): ปลดปล่อยมนุษย์ให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาสของอำนาจความบาป มาร ผี วิญญาณชั่ว และเนื้อหนังที่เคยครอบงำ ทำให้เราไม่ต้องตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
  • เพื่อให้ได้รับการยกโทษ (Forgiveness): โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ มนุษย์ได้รับการ ยกโทษจากการละเมิด ทั้งสิ้นผ่านทางพระคุณของพระเจ้า

3. เงื่อนไขและลักษณะของเครื่องบูชาไถ่บาป

การไถ่บาปในพระคัมภีร์ใหม่เป็นความสมบูรณ์ของภาพจำลองการถวายเครื่องบูชาในพระคัมภีร์เดิม โดยมีเงื่อนไขดังนี้:

  • ต้องปราศจากตำหนิ: ตามกฎเกณฑ์เดิม สัตว์ที่จะนำมาบูชาต้องไม่มีตำหนิ พระเยซูคริสต์จึงทรงเป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ผู้ไม่มีบาป (ไม่มีตำหนิ) แต่ทรงยอมรับสภาพบาปแทนมนุษย์เพื่อให้เรากลายเป็นคนชอบธรรม
  • ต้องมีการหลั่งโลหิต: หากปราศจากการหลั่งโลหิตและการสิ้นพระชนม์ การให้อภัยและการคืนดีกับพระเจ้าก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
  • ต้องมีคนกลาง (Mediator): พระเยซูคริสต์ทรงเป็น คนกลางหรือสะพานเชื่อม ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิตที่ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพียง ครั้งเดียวแต่สมบูรณ์ตลอดไป ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

4. การแลกเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่

หัวใจของการไถ่คือการที่พระเจ้าทรงวางความผิดบาปของมนุษย์ทุกคนลงบนพระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้ไม่ทรงรู้เท่าทันบาปกลับต้องกลายเป็นผู้รับบาปแทนเรา เพื่อให้เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และกลับคืนดีกับพระเจ้าได้อีกครั้ง

การไถ่บาปเปรียบเสมือนการที่มีคนมาจ่ายเงินซื้อตัวทาส ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงและต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายที่โหดร้าย (ความบาป) ตลอดเวลา เมื่อมีผู้มาจ่ายราคาค่าไถ่นั้นด้วยราคาที่สูงที่สุด (ชีวิตของพระเยซู) ทาสคนนั้นก็ได้รับอิสระอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องกลับไปอยู่ใต้การควบคุมของเจ้านายเดิมอีกต่อไป และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนที่เป็นไทได้อย่างแท้จริง

  พระเยซูคริสต์  

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพระองค์ได้ดังนี้ 

1. อัตลักษณ์และสถานะของพระเยซูคริสต์

พระเยซูคริสต์ทรงเป็น พระบุตรของพระเจ้า และเป็นช่องทางที่ ความรักอันเต็มล้นของพระเจ้าพระบิดา สำแดงออกมาสู่มนุษย์ สถานะของพระองค์ในหลายแง่มุม:

  • ของขวัญพิเศษ: พระองค์ทรงเป็น “ของขวัญที่พิเศษที่สุด” ที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน เพื่อให้ได้รับความรอด
  • พระผู้ช่วยให้รอด (The Savior): ทรงเป็นผู้ที่มาช่วยชนชาติของพระองค์ให้รอดจากบาป
  • กษัตริย์เหนือจิตวิญญาณ: ในขณะที่คนในยุคนั้นคาดหวังเมสสิยาห์ที่เป็นกษัตริย์นักรบเหมือนดาวิดเพื่อปลดปล่อยทางการเมือง แต่พระเยซูทรงมาในสภาพที่ถ่อมใจเพื่อ ปกครองจิตใจและจิตวิญญาณ ของมนุษย์แทน

2. การสำเร็จตามคำพยากรณ์

พระเยซูไม่ใช่อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ แต่ทรงเป็น แผนการอันสมบูรณ์แบบ ของพระเจ้าที่วางไว้ล่วงหน้า

  • คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม: อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพระองค์ล่วงหน้าเป็นร้อยปี ทั้งเรื่องการประสูติจากหญิงพรหมจารี และพระนามต่างๆ เช่น อิมมานูเอล (พระเจ้าสถิตกับเรา), ที่ปรึกษามหัศจรรย์, และองค์สันติราช
  • พงศ์พันธุ์ของดาวิด: พระองค์เสด็จมาตามเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดตามที่พระเจ้าสัญญาไว้
  • ความแม่นยำของพระคัมภีร์: นักวิชาการมองว่าพระธรรมอิสยาห์บทที่ 53 เป็น “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ของพระคัมภีร์ เพราะบรรยายภาพการทนทุกข์ของพระเยซูได้อย่างชัดเจนเหมือนผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง แม้จะเขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์หลายร้อยปีก็ตาม,

3. ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ (The Suffering Servant)

หนึ่งในภาพลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของพระเยซูคือการยอมทนทุกข์อย่างแสนสาหัส:

  • ถูกปฏิเสธและทอดทิ้ง: ทรงถูกปฏิเสธโดยผู้ที่มีอำนาจและผู้นำศาสนา ถูกสาวกที่ทรงรักหนีทิ้งไปในยามวิกฤต และในขณะที่อยู่บนกางเขน พระองค์ถึงกับตรัสว่าพระบิดาทรงทอดทิ้งพระองค์ชั่วขณะเพื่อแบกรับบาปแทนมนุษย์
  • ความทรมานทางกาย: พระองค์ทรงถูกเฆี่ยน 39 ครั้งด้วยตะขอเหล็ก ถูกถ่มน้ำลายรด และถูกตรึงในสภาพที่ “ไม่น่าดู” เพื่อรับความเจ็บปวดแทนเรา

4. ภารกิจแห่งการไถ่บาปบนไม้กางเขน

การวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:

  1. การไถ่ (Redemption): การ “ซื้อคืน” มนุษย์ให้พ้นจากข้อพิพากษาลงโทษ โดยพระองค์รับโทษแทนเรา
  2. การเป็นไทย (Freedom): ปลดปล่อยมนุษย์จากอำนาจความบาป อีโก้ ความหยิ่ง และการเป็นทาสของวิญญาณชั่ว,
  3. การยกโทษ (Forgiveness): โดยพระโลหิตของพระองค์ มนุษย์ได้รับการยกโทษจากการละเมิดทั้งสิ้น

5. เครื่องบูชาและคนกลางที่สมบูรณ์

พระเยซูทรงทำหน้าที่เป็น “ลูกแกะของพระเจ้า” ที่ไม่มีตำหนิ (ไม่มีบาป) เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า, พระองค์ทรงเป็น คนกลาง (Mediator) หรือสะพานที่เชื่อมต่อมนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้า โดยทรงเป็นมหาปุโรหิตที่ถวายพระองค์เองเพียงครั้งเดียวแต่มีผลสมบูรณ์ตลอดไป

ในปัจจุบัน พระเยซูคริสต์ทรงเป็น ความหวังในแผ่นดินที่แห้งแล้ง พระองค์ทรงออกตามหาผู้ที่หลงทางเหมือนแกะ และทรงมอบหมายให้คริสตจักรออกไปประกาศเพื่อนำคนมารู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทราบว่ามนุษย์ทุกคนต้องการพระเจ้าเพื่อให้ได้รับชีวิตนิรันดร์,

พระเยซูคริสต์เปรียบเสมือน “ของขวัญที่ถูกแกะห่อออก” ในวันคริสต์มาส แม้เบื้องหลังของขวัญชิ้นนี้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและการเสียสละที่ไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ผลลัพธ์ที่มนุษย์ได้รับคือสันติสุขและความรอดที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาล

  พระธรรมอิสยาห์  

พระธรรมอิสยาห์ (The Book of Isaiah) เป็นพระธรรมในหมวดผู้เผยพระวจนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระคัมภีร์ มีรายละเอียดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ คำสอนหลัก และพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ไว้อย่างลึกซึ้งดังนี้:

1. บริบทและภารกิจของอิสยาห์

อิสยาห์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ทำหน้าที่อยู่ใน กรุงเยรูซาเล็ม เมื่อประมาณ 760 ปีก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรงใช้ท่านเป็นตัวแทนในการตักเตือนประชาชนและกษัตริย์ให้กลับใจจากการทำความชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า โดยมีคำสอนหลัก 3 เรื่องที่เน้นย้ำคือ:

  1. การวางใจในพระเจ้าเท่านั้น: พึ่งพาพระองค์เพียงผู้เดียว
  2. หลีกเลี่ยงการสร้างความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ: ไม่คบค้าสมาคมกับประชาชาติที่ไม่เชื่อพระเจ้า
  3. ยำเกรงพระเจ้าผู้เดียว: ปฏิเสธการเกรงกลัวสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระองค์

2. การพิพากษาและความหวัง

พระธรรมอิสยาห์ประกอบด้วยข้อความแห่งการเตือนสติและการปลอบประโลม:

  • คำเตือนเรื่องการพิพากษา: หากชนชาติอิสราเอลไม่เชื่อฟัง พวกเขาจะได้รับโทษโดยพระเจ้าจะทรงใช้มหาอำนาจอย่าง อัสซีเรียและบาบิโลน มาโจมตีและยึดครองจนต้องตกไปเป็นทาส ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์
  • คำพยากรณ์แห่งความหวัง: ท่ามกลางความสิ้นหวัง พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะส่ง พระผู้ช่วยให้รอด (พระเมสสิยาห์) จากเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดมาเพื่อช่วยกู้และสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ใหม่

3. คำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์

พระธรรมอิสยาห์มีชื่อเสียงมากในการพยากรณ์ถึงพระลักษณะและการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์อย่างแม่นยำล่วงหน้าเป็นร้อยปี:

  • การประสูติ: พยากรณ์ว่าหญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายชื่อ “อิมมานูเอล” (พระเจ้าสถิตกับเรา)
  • พระนามและสถานะ: ในบทที่ 9 ข้อ 6 ระบุว่าพระองค์คือ “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ และองค์สันติราช”

4. อิสยาห์บทที่ 53: “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ของพระคัมภีร์

นักวิชาการยกย่อง อิสยาห์บทที่ 53 ว่าเป็นจุดสูงสุดและโดดเด่นที่สุด เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่เล็งถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์, โดยมีลักษณะพิเศษคือ:

  • เหมือนผู้อยู่ในเหตุการณ์: อิสยาห์เขียนบรรยายภาพการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนได้อย่างละเอียดและชัดเจน ราวกับว่าท่านไปยืนอยู่ใต้กางเขนนั้นจริงๆ ทั้งที่เขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายร้อยปี
  • ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์: บรรยายว่าพระองค์จะถูกดูหมิ่น ถูกปฏิเสธ และยอมเป็นเหมือน “ลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” โดยไม่เปิดปากบ่น เพื่อแบกรับความผิดบาปของมนุษย์ทุกคนไว้ที่พระองค์เอง,,
  • รากในพื้นดินแห้งแล้ง: เปรียบพระองค์เป็นความหวังที่เจริญขึ้นเหมือนต้นอ่อนในแผ่นดินที่แห้งแล้งและสิ้นหวัง เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับจิตวิญญาณที่หิวกระหาย

สรุปได้ว่า พระธรรมอิสยาห์คือแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าที่สำแดงผ่านถ้อยคำพยากรณ์ เพื่อเตรียมใจมนุษย์ให้พร้อมสำหรับการรับ “ของขวัญพิเศษ” คือพระเยซูคริสต์ ผู้มาเพื่อไถ่บาปและมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับผู้ที่วางใจในพระองค์,

  การเฉลิมฉลองคริสต์มาส  

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสในเดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลก ทั้งที่เป็นคริสเตียนและไม่เป็นคริสเตียน ต่างเฝ้ารอคอยเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกัน การเฉลิมฉลองนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่างานรื่นเริงทั่วไป โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

1. ความหมายที่แท้จริง: ของขวัญพิเศษจากพระเจ้า

คริสต์มาสคือการระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงประทาน “ของขวัญพิเศษ” ให้แก่มนุษย์ทุกคน

  • พระเยซูคริสต์คือของขวัญ: พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ทรงตั้งใจประทานพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อให้มนุษย์ได้รับความรอด
  • แผนการอันสมบูรณ์แบบ: การเสด็จมาของพระเยซูไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจและเป็นแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าพระบิดาที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นร้อย ๆ ปีตามคำพยากรณ์
  • ความชื่นชมยินดี: การฉลองคริสต์มาสเหมือนความรู้สึกตื่นเต้นดีใจเมื่อเราเปิดกล่องของขวัญเซอร์ไพรส์ที่พิเศษสุด

2. กิจกรรมและการเตรียมใจ

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสของคริสตจักร (เช่น คริสตจักรพลับพลา) มีการแบ่งกิจกรรมออกเป็นสองส่วนหลักเพื่อเตรียมใจผู้เชื่อ:

  • การประกาศ (20 ธันวาคม): เป็นช่วงเวลาของการออกไปแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้แก่ผู้อื่น
  • วันเฉลิมฉลอง (24 ธันวาคม): เป็นวันที่สมาชิกเฉลิมฉลองร่วมกัน และ เชิญชวนแขก ญาติ หรือเพื่อน มาร่วมสัมผัสบรรยากาศและความรักของพระเจ้า

3. เบื้องหลังของสันติสุขที่ได้รับ

ผู้เชื่อระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังความสุขในวันคริสต์มาส:

  • การยอมทนทุกข์: ก่อนที่เราจะได้รับสันติสุขและความรอดนิรันดร์ในทุกวันนี้ พระเยซูคริสต์ทรงต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธ การถูกทอดทิ้ง และความโหดร้ายจากการถูกตรึงกางเขน
  • ความรักที่ต้องจ่ายราคา: ผลลัพธ์ที่เราได้รับจากการฉลองคริสต์มาส มาจากการที่พระองค์ยอมไม่ได้รับความยุติธรรมเพื่อเราจะได้มีสันติสุข

4. การตอบสนองต่อคริสต์มาส

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่ถูกต้อง คือการที่ผู้เชื่อมีท่าทีต่อความรักของพระเจ้าดังนี้:

  • มองหาผู้ที่ต้องการพระเจ้า: อธิษฐานเผื่อและมองหาคนรอบข้างที่ชีวิตกำลังหม่นหมอง หรือต้องการการฟื้นฟูใจ
  • ส่งต่อความรักให้เต็มล้น: ไม่เก็บความสุขไว้เพียงลำพัง แต่ควรให้ความรักของพระเจ้าล้นออกมาผ่านคำสนทนา หรือการเชิญชวนผู้อื่นด้วยความรักและความหวัง
  • การกลับใจและฟื้นฟู: ใช้โอกาสนี้มองไม้กางเขนด้วยท่าทีใหม่ ซาบซึ้งในพระคุณ และยอมถ่อมใจให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเราเป็นเครื่องมือของพระองค์

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสเปรียบเสมือนการที่คุณแม่จัดเตรียมสิ่งของทุกอย่างไว้ให้ลูกที่กำลังจะเกิดมา แม้ลูกจะยังไม่รู้ความ แต่ความตั้งใจและการจัดเตรียมเหล่านั้นคือการแสดงออกถึงความรักที่เป็นห่วงและตั้งใจมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ คริสต์มาสจึงเป็นการที่มนุษย์มาร่วมกันชื่นชมยินดีในการจัดเตรียมอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเพื่อชีวิตของเราทุกคน

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).