Curriculum
Course: 2025-11-23 : “ชีวิตที่เป็นพร”
Login
Video lesson

หัวข้อ “ชีวิตที่เป็นพร”

 “ชีวิตที่เป็นพร” เรื่องราวการเดินทางทางเรือของอัครทูตเปาโลที่ต้องเผชิญกับพายุรุนแรงและการถูกคุกคามเพื่อเน้นย้ำถึงการพึ่งพาพระเจ้า ผู้เทศนาเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำความสำคัญของการอธิษฐานขอพร และกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เปาโลถูกจับกุมและเดินทางไปยังกรุงโรม ซึ่งระหว่างทางมีคำเตือนเรื่องอันตรายจากการเดินทางทางเรือแต่กัปตันและเจ้าของเรือไม่เชื่อ โดยผู้เทศนาใช้สถานการณ์นี้เปรียบเทียบกับการไม่เชื่อฟังคำเตือนที่มาจากพระเจ้าซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้อื่น บทเทศนาชี้ให้เห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเมื่อเรือแตกและลูกเรือหมดหวัง พระเจ้าย่อม พร้อมเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลัง เสมอ และสุดท้ายเน้นย้ำถึงการที่พระเจ้าสามารถเปลี่ยนสถานการณ์พลิกผันให้เปาโลจากนักโทษกลายเป็นผู้ที่นำพระพร การรักษา และการปลดปล่อยมาสู่ผู้อื่น ซึ่งเป็นแบบอย่างของการ ใช้ชีวิตอย่างเป็นพรเพื่อผู้อื่น แม้ในความยากลำบากหรือการถูกเข้าใจผิด.

 

  ชีวิตที่เป็นพร  

ชีวิตที่เป็นพร (A Life that is a Blessing) เน้นย้ำถึงการที่ผู้เชื่อถูกกำหนดโดยพระเจ้าให้มีชีวิตที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความยากลำบาก การถูกต่อต้าน และสถานการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะทั่วไป

1. เป้าหมายและคุณลักษณะของชีวิตที่เป็นพร

ชีวิตที่เป็นพรคือชีวิตที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเป็นผลงานการสร้างที่พร้อมจะ กระทำการดี พระเจ้าต้องการให้เราเป็นพรกับทุกที่กับทุกคน ตราบใดที่เรายังไม่หมดเวลาในโลกนี้ ตราบใดที่พระเจ้ายังให้ลมหายใจกับเรา เราจะ ไปต่อ เพื่อเป็นพร

พระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อเพื่อ:

  • นำ ข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ
  • เล้าโลมใจ คนที่ชอกช้ำ
  • ประกาศ อิสรภาพแก่คนเชลย (ผู้ที่เป็นทาสของยาเสพติด การพนัน หรือสิ่งอื่น ๆ)
  • ประกาศ ปีแห่งความโปรดปราน ของพระเจ้า

2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องเป็นพร

พระเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นพรกับผู้คนในหลายระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรามักจะมองข้ามหรือคนที่ต่อต้านเรา:

  • คนที่ไม่เห็นคุณค่าในสังคมและคนนอกสายตา: พระเจ้าต้องการให้เราเป็นพรกับคนที่สังคมไม่เห็นคุณค่า หรือคนที่กำลังลำบากในสังคมอยู่แล้ว เช่น การมีความรักต่อคนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนจะไม่น่าคบหา เช่น คนที่มีรอยสักเต็มตัว หรือคนที่ดูเหมือนติดยาเสพติด เพราะคนเหล่านี้ต้องการความหวังในพระเจ้า
  • คนที่ต่อต้านและไม่เข้าใจเรา: อาจารย์เปาโลเป็นแบบอย่างในการเป็นพรกับคนที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน เราควรอธิษฐานเผื่อคนที่ประณามเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามไม่ให้เราประกาศเรื่องพระเจ้า
  • คนที่มีความทุกข์ใจและเจ็บป่วย: เราต้องเป็นพรกับคนที่มีความทุกข์ใจ ตัวอย่างเช่น อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเผื่อพ่อของปูบลิอัสที่ป่วยเป็นโรคบิดและได้รับการรักษาหาย การเป็นพรนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกันระหว่างความเชื่อและศาสตร์การแพทย์ (เช่น ลูกาซึ่งเป็นแพทย์ก็ได้ช่วยรักษาด้วย)

3. การเป็นพรท่ามกลางสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง (Paradox)

ชีวิตที่เป็นพรไม่ได้หมายความว่าปราศจากความทุกข์ยาก แต่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึก หรือเมื่อเราถูกผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น:

  • การสูญเสียแต่รอดชีวิต: เป็นภาวะที่ย้อนแย้งเมื่อ “เสียแต่เรือเท่านั้น” แต่ “ไม่เสียชีวิตหรอก” เช่น ธุรกิจไปไม่รอดแต่พระเจ้าทรงปลดหนี้ การที่เราถูกตำหนิว่าบ้า เพราะเตือนเรื่องอันตรายของโปรเจกต์ที่ผู้นำมองข้าม แต่สุดท้ายโปรเจกต์นั้นล้มเหลว
  • ผลกระทบจากคนอื่น: เราอาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่น (เช่น บริษัทขาดทุนเพราะผู้บริหารไม่ฟังคำเตือน หรือเราถูกโกงเงิน) หรือการที่ต้องทนทุกข์ต่ออีก 2 ปี เพราะคำสัญญาของคนอื่นที่ลืม
  • การถูกใส่ร้ายและทดสอบ: บางครั้งเราประสบอุบัติเหตุหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน (เช่น งูพิษกัด หรือลูกชิ้นจิ้มมือ) และถูกคนรอบข้างประณามว่า “ไม่รักพระเจ้า” หรือ “ทำผิดอะไร” ในสถานการณ์เหล่านี้ พระเจ้าอาจกำลัง ทดสอบความเชื่อ และต้องการให้เรา วางใจในพระเจ้าในทุกสถานการณ์
  • ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านปัญหา: หากไม่เกิดคลื่นลมพายุ เรือจะไม่หยุดที่เกาะกรีด และชาวเกาะจะไม่มีโอกาสได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านอาจารย์เปาโล พระเจ้าทรงใช้ทุกสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นกับเราเพื่อสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

4. กลไกในการรักษาชีวิตที่เป็นพร

เพื่อให้ชีวิตเรายังคงเป็นพรและไปต่อได้ท่ามกลางความท้าทาย เราต้อง:

  • พึ่งในกำลังของพระเจ้า: การเปลี่ยนแปลงนิสัยและอุปนิสัยที่ดีไม่ได้มาจากการฝืนทนหรือกำลังความตั้งใจของเราเอง แต่มาจาก การพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า เมื่อเราอ่อนกำลังหรือท้อแท้ เราควรถวายวิงวอนขอให้พระเจ้าฟื้นฟูจิตใจและให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้ไปต่อได้
  • อธิษฐานเผื่อผู้อื่น: แม้แต่คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก เราก็ควรอธิษฐานเผื่อเขา อาจารย์เปาโลอธิษฐานขอให้ทุกคนในเรือรอดชีวิต และพระเจ้าก็ทรงให้รอดตามคำขอของท่าน
  • ขอการเปิดเผยจากพระเจ้า: เมื่อเราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้งหรือวิกฤตที่เกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องแสร้งว่าเข้าใจ แต่ให้ เปิดหัวใจกับพระเจ้า และ ถามพระเจ้า เพื่อขอคำอธิบาย ขอการสั่งสอน หรือขอการสำแดง

ชีวิตที่เป็นพรเปรียบได้กับ เพชรที่ถูกเจียระไน ความกดดันและความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่เพื่อเปิดเผยความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่อยู่ภายใน ทำให้เราเปล่งประกายและมอบความหวังให้กับผู้อื่นที่อยู่ในความมืดมิดได้

 

  การเดินทางของเปาโล  

การเดินทางของอัครทูตเปาโลที่ถูกกล่าวถึง เป็นการเดินทางทางทะเลที่เต็มไปด้วยอันตรายและพายุ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เปาโลได้ ถวายฎีกาต่อซีซ่า (Caesar) และถูกคุมขังอยู่ที่เมืองซีซาริยาเป็นเวลา 2 ปี การเดินทางครั้งนี้จึงมีจุดหมายปลายทางคือ กรุงโรม

1. ข้อมูลเบื้องต้นของการเดินทาง

  • จุดประสงค์: เดินทางไปยังกรุงโรมในฐานะนักโทษ.
  • ช่วงเวลา: เดินทางประมาณ เดือนกันยายน ปี ค.ศ. 59 ขณะที่เปาโลมีอายุประมาณ 56 ปี. ช่วงเดือนกันยายนนี้ถือเป็นช่วงที่ใกล้จะเกิดมรสุมแล้ว.
  • ผู้โดยสาร: มีผู้โดยสารทั้งหมด 276 คน รวมอาจารย์เปาโลด้วย.
  • ผู้ติดตาม: มี ลูกา ซึ่งเป็นแพทย์ที่คอยดูแลอาจารย์เปาโล และ อิสาคัส ชาวมาซิโดเนีย. ผู้โดยสารประกอบด้วยนักโทษ, กัปตันเรือ, และลูกเรือ.
  • ขนาดเรือ: เรือที่ใช้เดินทางมีขนาดประมาณ 11 เมตร x 42 เมตร ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่.

2. เส้นทางและการเตือนที่ถูกปฏิเสธ

การเดินทางทางเรือนี้เริ่มจากการแล่นไปตามชายฝั่ง:

  • การเปลี่ยนเรือ: อาจารย์เปาโลต้องเปลี่ยนเรือที่ เมืองไมรา (เทรา) เพราะมีลมแรงมาก.
  • ถึงท่า งาม (Fair Havens): เรือเดินทางมาถึงที่ ท่า งาม ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่ใช่ท่าเรือขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้เนื่องจากคลื่นลมพายุ. ในขณะนั้นเข้าสู่ เดือนตุลาคม แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมมา.
  • คำเตือนของเปาโล: อาจารย์เปาโลได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าและได้เตือนคนบนเรือว่า การแล่นเรือต่อไปยัง ฟีนิกซ์ (ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือใหญ่ที่กัปตันคาดคะเนว่าจะไปได้ แม้มีมรสุม) จะนำมาซึ่ง อันตรายและเสียหายมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรือและสินค้าเท่านั้น แต่รวมถึง ชีวิตของทุกคนด้วย.
  • คำเตือนถูกปฏิเสธ: คำเตือนของเปาโลถูกเมินเฉย. กัปตัน และ เจ้าของเรือ รวมถึงคนส่วนใหญ่ (ยกเว้นลูกากับอิสาคัส) เชื่อในประสบการณ์ของกัปตันมากกว่าการเปิดเผยจากพระเจ้าของเปาโล. กัปตันเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถฝ่าฟันมรสุมไปได้ แม้ว่าเมืองฟีนิกซ์จะอยู่ห่างจากท่า งามเพียง 64 กม..

3. วิกฤตการณ์มรสุมและการรอดชีวิต

  • คลื่นลมพายุ: เมื่อแล่นเรือออกไปไม่นาน ก็พบกับพายุและ ลมแรง ที่มีความเร็วลมประมาณ 110 กม./ชม..
  • ความสิ้นหวัง: เรือไม่สามารถต้านลมได้และต้องปล่อยไปตามลม. ลูกเรือประสบกับความกลัวและความทุกข์ยากนานถึง 14-15 วัน จนกระทั่ง ความหวังของพวกเขาละลายไปหมดแล้ว ที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้.
  • ทูตสวรรค์หนุนใจ: ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้มาปรากฏต่อเปาโลและบอกว่า จะไม่มีใครเสียชีวิต จะเสียแต่เรือเท่านั้น.
  • การอธิษฐานและผลกระทบ: เปาโลนำความหวังนี้ไปบอกกับชาวเรือ และได้ อธิษฐานเผื่อ คนบนเรือ ซึ่งรวมถึงคนที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน. พระเจ้าทรงโปรดให้คนในเรือ รอดตามคำขอของเปาโล.
  • การรอดชีวิตของนักโทษ: ทหารคิดจะฆ่านักโทษเพื่อป้องกันไม่ให้ว่ายน้ำหนี แต่ นายร้อยยูลีอัส (ยูส) ได้ ไว้ชีวิต นักโทษเพราะต้องการช่วยอาจารย์เปาโล.
  • ผลลัพธ์: ทุกคนรอดชีวิตเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย โดยบางคนว่ายน้ำและบางคนเกาะเศษกระดาน.

4. การเป็นพรที่เกาะมอลต้า (Malta)

หลังจากเรืออับปางบนสันดอน ทุกคนก็ขึ้นฝั่งที่ เกาะมอลต้า (เกาะมอนต้า) และเปาโลได้ดำเนินชีวิตที่เป็นพรที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน.

  • เหตุการณ์งูพิษ: ขณะที่เปาโลช่วยก่อกองไฟ ถูก งูพิษกัด. ชาวเกาะเชื่อว่าเปาโลเป็นฆาตกรที่กำลังได้รับโทษตามกฎแห่งความยุติธรรม.
  • การสำแดงฤทธิ์เดช: เปาโลสะบัดงูทิ้งลงในไฟและไม่ได้รับอันตรายใด ๆ. เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเกาะเปลี่ยนใจและ ยกย่องเปาโลว่าเป็นพระหรือเทพองค์หนึ่ง (ภาษา กรีกใช้คำว่า Agathos). สิ่งนี้แสดงถึงฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่อยู่กับเปาโล.
  • พันธกิจการรักษา: เปาโลได้อธิษฐานเผื่อ พ่อของปูบลิอัส (ผู้ดูแลเกาะ) ซึ่งป่วยเป็นโรคบิด (ถ่ายไม่หยุดและปวดท้องรุนแรง) จนหาย.
  • การร่วมมือในพันธกิจ: การรักษานี้เกิดจากการ ร่วมมือ กัน โดยเปาโลนำการรักษาโดยอาศัยการเจิมของพระเจ้า ส่วน ลูกา (แพทย์) ก็ช่วยรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์.
  • ผลกระทบ: อาจารย์เปาโลเปลี่ยนจากนักโทษเป็นผู้ให้กำลังใจคนบนเรือ, จากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรกลายเป็นเทพเจ้าของชุมชน, และจากคนนอกสายตากลายเป็นผู้นำการรักษา. การรับใช้ของท่านตลอด 3 เดือนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั้งเกาะอย่างมาก.
  • มรดกความเชื่อ: เกาะมอลต้าในปัจจุบันนี้แม้จะมีประชากรหนาแน่น แต่ก็มีคริสตจักรมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเปาโลได้ วางรากฐานถ้อยคำของพระเจ้าไว้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากคนที่นับถือหลายเทพมาเชื่อในพระเจ้า.

 พระเจ้าทรงใช้ ทุกสถานการณ์ รวมถึงอุบัติเหตุและวิกฤตที่ย้อนแย้ง เพื่อ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ผ่านชีวิตของเปาโล การที่เรือแตกที่มอลต้าจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นโอกาสที่ทำให้ชาวเกาะได้รู้จักพระเจ้า เปาโลต้องไปต่อและไม่หยุดอยู่แค่นั้นตราบใดที่ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จสิ้น.

 

   วิกฤตการณ์และความหวัง   

วิกฤตการณ์และความหวัง เป็นแนวคิดที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางของอัครทูตเปาโล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสิ้นหวังสุดขีดของมนุษย์นำไปสู่การสำแดงฤทธิ์เดชและกำลังของพระเจ้า

1. ภาวะวิกฤตและความสิ้นหวัง (Crisis and Despair)

วิกฤตการณ์ที่ผู้เชื่อเผชิญ ไม่ได้มีเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่นและการต่อต้านทางสังคม:

วิกฤตการณ์ทางกายภาพและความหวังที่ละลายไป

  • ภัยพิบัติทางทะเล: ในการเดินทางไปยังกรุงโรม อัครทูตเปาโลต้องเผชิญกับมรสุม (เดือนตุลาคม) ที่มีความเร็วลมสูงถึง 110 กม./ชม. เรือไม่สามารถต้านลมได้และต้องปล่อยไปตามยถากรรม
  • ความสิ้นหวังของมนุษย์: ลูกเรือต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนี้เป็นเวลานานถึง 14–15 วัน จนกระทั่ง ความหวังของเขาละลายไปหมดแล้ว ที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ พวกเขาสิ้นหวังว่าต้องตายในทะเลนี้อย่างแน่นอน
  • การปฏิเสธคำเตือน: วิกฤตนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กัปตันและเจ้าของเรือ ไม่เชื่อคำเตือน ของเปาโลที่ได้รับจากการเปิดเผยจากพระเจ้า
  • การถูกประณามและการทดสอบ: แม้รอดชีวิตขึ้นฝั่งที่เกาะมอลต้าแล้ว เปาโลก็ถูกงูพิษกัด ชาวเกาะเชื่อว่าท่านเป็นฆาตกรที่กำลังถูกลงโทษตามกฎความยุติธรรม เหตุการณ์ที่ดูเป็นอุบัติเหตุเหล่านี้ เช่น ขาแพลง, ถูกโกงเงิน, หรือไม้ลูกชิ้นจิ้มมือ อาจถูกผู้คนประณามว่า “ไม่รักพระเจ้าเลย” หรือ “ทำผิดอะไรเปล่า” ในความเป็นจริง พระเจ้าอาจกำลังทดสอบความเชื่อ และต้องการให้เราวางใจในพระเจ้าในทุกสถานการณ์

วิกฤตการณ์จากผลกระทบของผู้อื่น

  • ผลกระทบทางธุรกิจและการเงิน: การตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่นอาจส่งผลกระทบต่อเรา เช่น โปรเจกต์เจ๊ง ทำให้บริษัทลดเงินเดือน หรือการถูกคนอื่นโกงเงิน ทำให้เราต้องรับผิดชอบภาระผ่อนบ้านหรือรถแทน
  • ความผิดหวังและความล่าช้า: โยเซฟต้องติดคุกต่ออีก 2 ปี เนื่องจากพนักงานชู้น้ำองุ่น ลืม คำสัญญาที่ให้ไว้ หรือการที่ความสำเร็จอยู่ข้างหน้าแล้วแต่ถูกยัดกลับ เช่น ถูกเลื่อนตำแหน่ง หรือคนที่ตกลงจะมาโบสถ์กลับไม่มา

2. ความหวังและฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า (Hope and Divine Power)

แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่าพระเจ้าเป็น ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ และเป็นแหล่งเดียวของความหวังท่ามกลางวิกฤตการณ์

การสำแดงของพระเจ้าเพื่อสร้างความหวัง

  • พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยและกำลัง: ในพระธรรมสดุดีระบุว่า พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย เป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย และเราจะไม่กลัว แม้ว่าแผ่นดินโลกจะเปลี่ยนแปลงไป หรือภูเขาสั่นสะเทือน
  • การหนุนใจจากทูตสวรรค์: เมื่อเปาโลอยู่ในความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ทูตสวรรค์ก็มาปรากฏ เพื่อหนุนใจท่าน โดยให้ความมั่นใจว่า จะไม่มีใครเสียชีวิตหรอก จะเสียแต่เรือเท่านั้น
  • ความรอดตามคำขอ: พระเจ้าทรงโปรดให้ผู้คนในเรือ รอดเพราะอำนวยตามคำขอ ของอาจารย์เปาโล ซึ่งท่านนำข่าวประเสริฐและความหวังนี้ไปสู่คนที่ไม่เข้าใจและเคยเยาะเย้ยท่าน
  • ฤทธิ์เดชที่เกาะมอลต้า: การที่เปาโลถูกงูพิษกัดแต่ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เป็นการสำแดงฤทธิ์เดชของพระเจ้า เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเกาะมอลต้าได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ความหวังที่มาจากความย้อนแย้ง (Paradoxical Hope)

  • ความหวังมักมาใน ภาวะย้อนแย้ง (paradox) เช่น การที่เราจะรอดชีวิตได้ เพราะเสียเรือ หรือการที่พระเจ้าจะปลดหนี้ก้อนใหญ่ให้เราได้ แม้เราจะมีทรัพย์สินไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
  • วิกฤตการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงใช้ทุกสถานการณ์ (รวมถึงอุบัติเหตุ) เพื่อ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ หากเรือไม่แตกที่มอลต้า ชาวเกาะก็ยังคงนับถือเทพหลายองค์และไม่ได้รู้จักพระเจ้า
  • การไปต่อ: ตราบใดที่ เวลาเราไม่หมด หรือ ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จ เราจะยังคง ไปต่อ เพื่อเป็นพรและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

3. การตอบสนองต่อวิกฤต: การพึ่งพาและการวิงวอน

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ผู้เชื่อมีช่องทางในการขอความช่วยเหลือจากแหล่งความหวังเดียวคือพระเจ้า:

  • พึ่งในพระเจ้าเท่านั้น: เมื่อเงิน, ความรู้, หรือความสามารถต่าง ๆ ที่เราเคยพึ่งพิงไม่เหลืออยู่แล้ว เราต้องตระหนักว่า มีแต่เรากับพระเจ้าเท่านั้น และต้องพึ่งพระเจ้ามากกว่าเรือลำใหญ่หรือเรือลำเล็ก
  • การวิงวอนขอความเข้าใจและกำลัง: เมื่อเราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง เราไม่จำเป็นต้องแสร้งว่าเข้าใจ แต่สามารถ ถามพระเจ้า เพื่อขอคำอธิบาย, ขอการสอน, หรือขอการสำแดงได้
  • ขอการฟื้นฟูกำลัง: เมื่อเราท้อแท้และเหนื่อยล้าจากผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น เราควรร้องขอต่อพระเจ้าให้ ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้เราเข้มแข็งขึ้นและไปต่อได้
  • อธิษฐานเผื่อคนที่ต่อต้าน: แม้กระทั่งคนที่ไม่เข้าใจเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามไม่ให้เราประกาศเรื่องพระเจ้า เราก็ควร อธิษฐานเผื่อเขา

ดังนั้น วิกฤตการณ์และความหวังจึงทำงานควบคู่กัน: วิกฤตการณ์ เปิดโปงขีดจำกัดและความสิ้นหวังของมนุษย์ ขณะที่ ความหวัง ถูกจุดประกายและยืนยันผ่านฤทธิ์เดชของพระเจ้า เมื่อเราวางใจในพระองค์ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะ

เปรียบเสมือนเครื่องบินที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนจนเครื่องสั่นคลอนอย่างรุนแรง (วิกฤตการณ์) แต่เมื่อผู้โดยสาร (ผู้เชื่อ) ได้รับคำมั่นจากนักบิน (พระเจ้า) ว่าแม้เครื่องอาจเสียหาย แต่ทุกคนจะรอดชีวิต และนักบินรู้เส้นทางสู่จุดหมายที่ปลอดภัย (ความหวัง) ความหวังนี้เองที่ทำให้พวกเขายังคงสามารถไปต่อและเป็นพรแม้ในสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงที่สุด

 

   การเป็นพยานและการรับใช้   

การเป็นพยานและการรับใช้ ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้เชื่อมี ชีวิตที่เป็นพร ซึ่งหมายถึงการที่ชีวิตเราถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสำแดงความยิ่งใหญ่และพระเมตตาของพระเจ้าในทุกสถานการณ์

การเป็นพยานและการรับใช้ตามแหล่งข้อมูลที่ให้มา มีรายละเอียดที่ครอบคลุมทั้งเป้าหมาย ขอบเขต และการขับเคลื่อนด้วยฤทธิ์เดช ดังนี้:

1. เป้าหมายหลักของการเป็นพยานและการรับใช้

พระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อแต่ละคนเพื่อปฏิบัติพันธกิจที่สำคัญ ซึ่งเน้นการนำความหวังและการปลดปล่อยสู่ผู้อื่น:

  • นำข่าวดีและความเล้าโลมใจ: เพื่อนำ ข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ และ เล้าโลมใจ คนที่ชอกช้ำ
  • ประกาศอิสรภาพ: เพื่อประกาศ อิสรภาพแก่คนเชลย (ผู้ที่เป็นทาสของยาเสพติด, การพนัน, หรือสิ่งอื่น ๆ) และบอกการ เปิดเรือนจำ แก่ผู้ที่จำจอง
  • ประกาศปีแห่งความโปรดปราน: เพื่อประกาศ ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า เพราะความหวังใจเดียวไม่มีอยู่ในรัฐบาลใหม่หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่มีอยู่ในพระเจ้า
  • ถวายเกียรติแด่พระเจ้า: การเป็นพยานและการรับใช้ต้องนำไปสู่การ กระทำความดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

2. การเป็นพยานด้วยชีวิต (Living Testimony)

การรับใช้ที่มีประสิทธิภาพต้องมาจากการที่ ชีวิตของผู้เชื่อเองเป็นพยาน และเป็น เนื้อเดียว กับสิ่งที่ประกาศ:

  • แบบอย่างที่เห็นได้ชัด: คนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการฟังคำเทศนาที่ยาวเหยียด แต่พวกเขาต้องการเห็น ชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยาวนาน
  • ความสัตย์ซื่อจนนาทีสุดท้าย: ตราบใดที่พระเจ้ายังให้ลมหายใจกับเรา และ ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จ เราจะ ไปต่อ เพื่อเป็นพรและขยายพระเกียรติของพระเจ้า (ดังเช่นเปาโลที่ไม่หยุดรับใช้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 67)
  • ปราศจากข้อตำหนิ: การเป็นพยานคือการที่ผู้เชื่อต้องสำแดงชีวิตที่ได้รับการไถ่และสร้างใหม่โดยพระคริสต์ โดยให้ชีวิตแบบพระคริสต์เด่นชัดที่สุด และ ไม่ทำตัวให้มีตำหนิ ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม
  • ความยิ่งใหญ่ผ่านวิกฤต: เมื่อเราได้รับความกดดันจากคนที่ ไม่เข้าใจเรา หรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ พระเจ้าอาจต้องการ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผ่านสิ่งเหล่านั้น และชีวิตเราจะเป็นพรอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก

3. ขอบเขตของการรับใช้และการเป็นพร (Who to Serve)

ผู้เชื่อถูกเรียกให้เป็นพรกับ ทุกที่กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรามักจะมองข้าม:

  • ผู้ที่สังคมไม่เห็นคุณค่า: เราต้องเป็นพรกับคนที่เราอาจจะรู้สึกว่า ไม่น่าข้องเกี่ยวด้วย เช่น คนที่มีรอยสักเต็มตัว หรือคนที่ดูเหมือนติดยา (เพราะคนเหล่านี้ต้องการความหวังในพระเจ้า)
  • คนใกล้ชิดและผู้มีอำนาจ: เราต้องเป็นพรกับทุกระดับ ทั้งหัวหน้างาน, เพื่อนร่วมงาน, และเจ้าหน้าที่ รวมถึงคนในครอบครัวที่ไม่เข้าใจหรือหัวเราะเยาะเรา
  • ผู้ที่ต่อต้านเรา: อธิษฐานเผื่อคนที่ ประณาม, ไม่เห็นด้วย, หรือ พยายามขัดขวางพันธกิจของพระเจ้า เช่น หัวหน้างานที่ห้ามประกาศเรื่องพระเยซู
  • ผู้ที่มีความทุกข์ทางกาย: ให้การรักษาทางฝ่ายวิญญาณควบคู่ไปกับการร่วมมือทางวิชาชีพ (เช่น เปาโลอธิษฐานรักษาพ่อปูบลิอัสที่ป่วยเป็นโรคบิด ขณะที่ ลูกาซึ่งเป็นแพทย์ก็ช่วยรักษาด้วย)

4. การรับใช้ภายใต้การพึ่งพาฤทธิ์เดชพระเจ้า

การรับใช้และเป็นพยานที่ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้มาจากกำลังของตนเอง แต่มาจากการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น:

  • กำลังจากพระเจ้า: เมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาทรัพย์สิน, ความรู้, หรือความสามารถของเราได้แล้ว จะเหลือเพียง เรากับพระเจ้าเท่านั้น เราต้องวิงวอนขอให้พระเจ้า ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อไปต่อได้
  • การนำทางที่ชัดเจน: แฮเรียต ทับแมน (ทาสที่ได้รับอิสรภาพ) ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยทาส 700 คนผ่านเส้นทางลับ (Underground Railroad) เธอ อธิษฐานถึงพระเจ้า เสมอเมื่อไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หรือเมื่อไม่รู้ว่าจะพูดอะไรในการปลอมตัว และเธอยืนยันว่า พระเจ้าก็นำเธอทุกครั้งเสมอ และไม่ให้ผิดหวัง
  • การวิงวอนเผื่อผู้ที่ไม่เชื่อ: เปาโลเป็นแบบอย่างในการ อธิษฐานเผื่อ คนบนเรือที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน ซึ่งพระเจ้าก็ทรงโปรดให้ทุกคน รอดตามคำขอของเปาโล การอธิษฐานยังสามารถขอให้พระเจ้า เปลี่ยนใจ หัวหน้า หรือหากเปลี่ยนไม่ได้ ก็ขอ หัวหน้าคนใหม่ ที่มีใจกว้างขวางต่อความเชื่อ

การเป็นพยานและการรับใช้จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความกล้าหาญและความสัตย์ซื่อ โดยเชื่อว่าพระเจ้าสามารถ เปลี่ยนสถานการณ์วิกฤต ที่เราไม่เข้าใจให้กลายเป็นการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้เสมอ

เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพ: แฮเรียต ทับแมน เมื่อเธอได้รับอิสรภาพแล้ว เธอไม่เคยลืมรสชาติของชีวิตที่มีเสรีภาพ เธอจึงยอมเป็นผู้ที่ถูก ประกาศจับและตามล่า เพื่อกลับไปปลูก เมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพ ให้กับทาสคนอื่น ๆ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตถึง 15 ปี การเป็นพยานและการรับใช้คือการนำสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เรา (คือความรอดและเสรีภาพ) ไปสู่ผู้อื่น แม้จะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากก็ตาม

 

   การพึ่งพาพระเจ้า   

การพึ่งพาพระเจ้า (Reliance on God) เป็นหลักการสำคัญ เป็นแหล่งกำเนิดของกำลังใจ ความหวัง และเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและการปฏิบัติพันธกิจของผู้เชื่อ

การพึ่งพาพระเจ้าถูกกล่าวถึงในบริบทของการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะทั่วไป การรับใช้ที่ยากลำบาก และเมื่อทรัพยากรและความสามารถของมนุษย์หมดสิ้นไป

1. พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดและที่ลี้ภัย

แหล่งข้อมูลระบุว่า พระเจ้านั้นทรงเป็น ที่ลี้ภัย และ เป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย และทรงเป็น ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ ในยามยากลำบาก

การพึ่งพาพระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงข้อจำกัดของตนเอง:

  • อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์: พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ เหนือความ คิด, เหนือความรู้, และ อยู่เหนือความสามารถ ของมนุษย์
  • ทางเลือกสุดท้ายและทางเลือกเดียว: เมื่อเงิน, ความรู้, หรือความสามารถต่าง ๆ ที่เราเคยพึ่งพา ไม่เหลืออยู่แล้ว หรือแม้ว่าทุกอย่างจะ ปิดประตูทั้งหมด เราจะต้องพึ่งพาพระเจ้า เราต้องตระหนักว่า มีแต่เรากับพระเจ้าเท่านั้น เราต้องพึ่งพระเจ้า มากกว่าเรือลำใหญ่ หรือ เรือลำเล็ก
  • ความหวังเดียว: พระเจ้าทรงเป็น ความหวังใจเดียว และไม่มีความหวังใจในรัฐบาลใหม่ หรือในนักเศรษฐศาสตร์

2. การพึ่งพาในวิกฤตการณ์และความสิ้นหวัง

เมื่อผู้เชื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางรอด การพึ่งพาพระเจ้าคือการวางใจว่าพระองค์จะทรงกระทำการเหนือธรรมชาติ:

  • ท่ามกลางความกลัวและความสิ้นหวัง: เมื่อลูกเรือในการเดินทางของเปาโล หมดความหวัง และความหวัง ละลายไปหมดแล้ว ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาปรากฏต่อเปาโลเพื่อ หนุนใจ และให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะ ไม่เสียชีวิตหรอก จะเสียแต่เรือเท่านั้น
  • การทดสอบความเชื่อ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือความทุกข์ยาก (เช่น ถูกงูพิษกัด หรือถูกโกงเงิน) พระเจ้าอาจกำลัง ทดสอบความเชื่อ ของเรา และต้องการให้เรา วางใจพระเจ้าในทุกสถานการณ์
  • การสำแดงความยิ่งใหญ่: การพึ่งพาพระเจ้าทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงสามารถ เปลี่ยนสถานการณ์วิกฤต ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ (เช่น เรือแตกที่เกาะมอลต้า) ให้กลายเป็นการ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเป็นพรแก่ผู้อื่นได้

3. การพึ่งพาผ่านการอธิษฐานและการวิงวอน

การอธิษฐานเป็นเครื่องมือหลักในการแสดงการพึ่งพาพระเจ้าในชีวิตประจำวันและในพันธกิจ:

  • ขอการชี้แนะและการนำทาง: เมื่อเราสับสน งงงวย หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง (เช่น เรือพังแล้วคนจะรอด) เราสามารถ เปิดหัวใจกับพระเจ้า และ ถามพระเจ้า เพื่อขอ คำอธิบาย, การสั่งสอน, หรือ การสำแดง ได้
  • ขอการฟื้นฟูกำลัง: เมื่อเราท้อแท้ เหนื่อยล้า หรือได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น เราควรร้องขอต่อพระเจ้าให้ ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้เราไปต่อได้
  • อธิษฐานเผื่อผู้ต่อต้าน: แม้กระทั่งคนที่ไม่เข้าใจเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามการประกาศเรื่องพระเจ้า เราก็ควรอธิษฐานเผื่อเขา ดังที่เปาโลอธิษฐานขอให้คนในเรือรอด และ พระเจ้าทรงโปรดให้รอดเพราะอำนวยตามคำขอ
  • ขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง: เราสามารถอธิษฐานขอให้พระเจ้า เปลี่ยนใจ หัวหน้า หรือหากเปลี่ยนไม่ได้ ก็ขอให้ได้ หัวหน้าคนใหม่ เพราะ พระทัยของกษัตริย์นั้นเหมือนธารน้ำที่อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ซึ่งพระเจ้าจะหันไปทางไหนก็ได้ตามที่พระองค์ต้องการ
  • การพึ่งพาในการรับใช้: แฮเรียต ทับแมน (ทาสที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ) ได้แสดงความเชื่อมั่นในการพึ่งพาพระเจ้า โดยอธิษฐานเมื่อไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หรือไม่รู้จะพูดอะไรในการปลอมตัว และเธอยืนยันว่า พระเจ้าก็นำเธอทุกครั้งเสมอ และ ไม่ให้ข้าพเจ้าผิดหวัง

การพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่แค่การรอคอยปาฏิหาริย์ แต่คือการตระหนักว่า ฤทธิ์เดชหมายสำคัญของพระเจ้า นั้นอยู่กับผู้ที่มีความเชื่อ และพระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อด้วย พระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อนำข่าวดีและการปลดปล่อยสู่ผู้อื่น

การพึ่งพาพระเจ้าเปรียบเสมือนการ มอบพวงมาลัยเรือให้กัปตันที่เก่งที่สุด เมื่อเราเผชิญกับพายุมรสุม เราตระหนักว่าประสบการณ์และความสามารถของเราไม่เพียงพอต่อการนำพาเราไปสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย แต่เมื่อเราเชื่อมั่นในพระปัญญาและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็มั่นใจได้ว่าแม้จะต้องเสียสละบางสิ่ง (เช่น เรือ) แต่ชีวิตเราจะไปถึงจุดหมายที่พระองค์กำหนดไว้ได้เสมอ

 

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).