“ชีวิตที่เป็นพร” เรื่องราวการเดินทางทางเรือของอัครทูตเปาโลที่ต้องเผชิญกับพายุรุนแรงและการถูกคุกคามเพื่อเน้นย้ำถึงการพึ่งพาพระเจ้า ผู้เทศนาเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำความสำคัญของการอธิษฐานขอพร และกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เปาโลถูกจับกุมและเดินทางไปยังกรุงโรม ซึ่งระหว่างทางมีคำเตือนเรื่องอันตรายจากการเดินทางทางเรือแต่กัปตันและเจ้าของเรือไม่เชื่อ โดยผู้เทศนาใช้สถานการณ์นี้เปรียบเทียบกับการไม่เชื่อฟังคำเตือนที่มาจากพระเจ้าซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้อื่น บทเทศนาชี้ให้เห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเมื่อเรือแตกและลูกเรือหมดหวัง พระเจ้าย่อม พร้อมเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลัง เสมอ และสุดท้ายเน้นย้ำถึงการที่พระเจ้าสามารถเปลี่ยนสถานการณ์พลิกผันให้เปาโลจากนักโทษกลายเป็นผู้ที่นำพระพร การรักษา และการปลดปล่อยมาสู่ผู้อื่น ซึ่งเป็นแบบอย่างของการ ใช้ชีวิตอย่างเป็นพรเพื่อผู้อื่น แม้ในความยากลำบากหรือการถูกเข้าใจผิด.
ชีวิตที่เป็นพร
ชีวิตที่เป็นพร (A Life that is a Blessing) เน้นย้ำถึงการที่ผู้เชื่อถูกกำหนดโดยพระเจ้าให้มีชีวิตที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความยากลำบาก การถูกต่อต้าน และสถานการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะทั่วไป
1. เป้าหมายและคุณลักษณะของชีวิตที่เป็นพร
ชีวิตที่เป็นพรคือชีวิตที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเป็นผลงานการสร้างที่พร้อมจะ กระทำการดี พระเจ้าต้องการให้เราเป็นพรกับทุกที่กับทุกคน ตราบใดที่เรายังไม่หมดเวลาในโลกนี้ ตราบใดที่พระเจ้ายังให้ลมหายใจกับเรา เราจะ ไปต่อ เพื่อเป็นพร
พระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อเพื่อ:
- นำ ข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ
- เล้าโลมใจ คนที่ชอกช้ำ
- ประกาศ อิสรภาพแก่คนเชลย (ผู้ที่เป็นทาสของยาเสพติด การพนัน หรือสิ่งอื่น ๆ)
- ประกาศ ปีแห่งความโปรดปราน ของพระเจ้า
2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องเป็นพร
พระเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นพรกับผู้คนในหลายระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรามักจะมองข้ามหรือคนที่ต่อต้านเรา:
- คนที่ไม่เห็นคุณค่าในสังคมและคนนอกสายตา: พระเจ้าต้องการให้เราเป็นพรกับคนที่สังคมไม่เห็นคุณค่า หรือคนที่กำลังลำบากในสังคมอยู่แล้ว เช่น การมีความรักต่อคนที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนจะไม่น่าคบหา เช่น คนที่มีรอยสักเต็มตัว หรือคนที่ดูเหมือนติดยาเสพติด เพราะคนเหล่านี้ต้องการความหวังในพระเจ้า
- คนที่ต่อต้านและไม่เข้าใจเรา: อาจารย์เปาโลเป็นแบบอย่างในการเป็นพรกับคนที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน เราควรอธิษฐานเผื่อคนที่ประณามเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามไม่ให้เราประกาศเรื่องพระเจ้า
- คนที่มีความทุกข์ใจและเจ็บป่วย: เราต้องเป็นพรกับคนที่มีความทุกข์ใจ ตัวอย่างเช่น อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเผื่อพ่อของปูบลิอัสที่ป่วยเป็นโรคบิดและได้รับการรักษาหาย การเป็นพรนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกันระหว่างความเชื่อและศาสตร์การแพทย์ (เช่น ลูกาซึ่งเป็นแพทย์ก็ได้ช่วยรักษาด้วย)
3. การเป็นพรท่ามกลางสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง (Paradox)
ชีวิตที่เป็นพรไม่ได้หมายความว่าปราศจากความทุกข์ยาก แต่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึก หรือเมื่อเราถูกผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น:
- การสูญเสียแต่รอดชีวิต: เป็นภาวะที่ย้อนแย้งเมื่อ “เสียแต่เรือเท่านั้น” แต่ “ไม่เสียชีวิตหรอก” เช่น ธุรกิจไปไม่รอดแต่พระเจ้าทรงปลดหนี้ การที่เราถูกตำหนิว่าบ้า เพราะเตือนเรื่องอันตรายของโปรเจกต์ที่ผู้นำมองข้าม แต่สุดท้ายโปรเจกต์นั้นล้มเหลว
- ผลกระทบจากคนอื่น: เราอาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่น (เช่น บริษัทขาดทุนเพราะผู้บริหารไม่ฟังคำเตือน หรือเราถูกโกงเงิน) หรือการที่ต้องทนทุกข์ต่ออีก 2 ปี เพราะคำสัญญาของคนอื่นที่ลืม
- การถูกใส่ร้ายและทดสอบ: บางครั้งเราประสบอุบัติเหตุหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน (เช่น งูพิษกัด หรือลูกชิ้นจิ้มมือ) และถูกคนรอบข้างประณามว่า “ไม่รักพระเจ้า” หรือ “ทำผิดอะไร” ในสถานการณ์เหล่านี้ พระเจ้าอาจกำลัง ทดสอบความเชื่อ และต้องการให้เรา วางใจในพระเจ้าในทุกสถานการณ์
- ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านปัญหา: หากไม่เกิดคลื่นลมพายุ เรือจะไม่หยุดที่เกาะกรีด และชาวเกาะจะไม่มีโอกาสได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านอาจารย์เปาโล พระเจ้าทรงใช้ทุกสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นกับเราเพื่อสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์
4. กลไกในการรักษาชีวิตที่เป็นพร
เพื่อให้ชีวิตเรายังคงเป็นพรและไปต่อได้ท่ามกลางความท้าทาย เราต้อง:
- พึ่งในกำลังของพระเจ้า: การเปลี่ยนแปลงนิสัยและอุปนิสัยที่ดีไม่ได้มาจากการฝืนทนหรือกำลังความตั้งใจของเราเอง แต่มาจาก การพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า เมื่อเราอ่อนกำลังหรือท้อแท้ เราควรถวายวิงวอนขอให้พระเจ้าฟื้นฟูจิตใจและให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้ไปต่อได้
- อธิษฐานเผื่อผู้อื่น: แม้แต่คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก เราก็ควรอธิษฐานเผื่อเขา อาจารย์เปาโลอธิษฐานขอให้ทุกคนในเรือรอดชีวิต และพระเจ้าก็ทรงให้รอดตามคำขอของท่าน
- ขอการเปิดเผยจากพระเจ้า: เมื่อเราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้งหรือวิกฤตที่เกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องแสร้งว่าเข้าใจ แต่ให้ เปิดหัวใจกับพระเจ้า และ ถามพระเจ้า เพื่อขอคำอธิบาย ขอการสั่งสอน หรือขอการสำแดง
ชีวิตที่เป็นพรเปรียบได้กับ เพชรที่ถูกเจียระไน ความกดดันและความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่เพื่อเปิดเผยความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่อยู่ภายใน ทำให้เราเปล่งประกายและมอบความหวังให้กับผู้อื่นที่อยู่ในความมืดมิดได้
การเดินทางของเปาโล
การเดินทางของอัครทูตเปาโลที่ถูกกล่าวถึง เป็นการเดินทางทางทะเลที่เต็มไปด้วยอันตรายและพายุ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เปาโลได้ ถวายฎีกาต่อซีซ่า (Caesar) และถูกคุมขังอยู่ที่เมืองซีซาริยาเป็นเวลา 2 ปี การเดินทางครั้งนี้จึงมีจุดหมายปลายทางคือ กรุงโรม
1. ข้อมูลเบื้องต้นของการเดินทาง
- จุดประสงค์: เดินทางไปยังกรุงโรมในฐานะนักโทษ.
- ช่วงเวลา: เดินทางประมาณ เดือนกันยายน ปี ค.ศ. 59 ขณะที่เปาโลมีอายุประมาณ 56 ปี. ช่วงเดือนกันยายนนี้ถือเป็นช่วงที่ใกล้จะเกิดมรสุมแล้ว.
- ผู้โดยสาร: มีผู้โดยสารทั้งหมด 276 คน รวมอาจารย์เปาโลด้วย.
- ผู้ติดตาม: มี ลูกา ซึ่งเป็นแพทย์ที่คอยดูแลอาจารย์เปาโล และ อิสาคัส ชาวมาซิโดเนีย. ผู้โดยสารประกอบด้วยนักโทษ, กัปตันเรือ, และลูกเรือ.
- ขนาดเรือ: เรือที่ใช้เดินทางมีขนาดประมาณ 11 เมตร x 42 เมตร ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่.
2. เส้นทางและการเตือนที่ถูกปฏิเสธ
การเดินทางทางเรือนี้เริ่มจากการแล่นไปตามชายฝั่ง:
- การเปลี่ยนเรือ: อาจารย์เปาโลต้องเปลี่ยนเรือที่ เมืองไมรา (เทรา) เพราะมีลมแรงมาก.
- ถึงท่า งาม (Fair Havens): เรือเดินทางมาถึงที่ ท่า งาม ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่ใช่ท่าเรือขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้เนื่องจากคลื่นลมพายุ. ในขณะนั้นเข้าสู่ เดือนตุลาคม แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมมา.
- คำเตือนของเปาโล: อาจารย์เปาโลได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าและได้เตือนคนบนเรือว่า การแล่นเรือต่อไปยัง ฟีนิกซ์ (ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือใหญ่ที่กัปตันคาดคะเนว่าจะไปได้ แม้มีมรสุม) จะนำมาซึ่ง อันตรายและเสียหายมาก ไม่ใช่เพียงแค่เรือและสินค้าเท่านั้น แต่รวมถึง ชีวิตของทุกคนด้วย.
- คำเตือนถูกปฏิเสธ: คำเตือนของเปาโลถูกเมินเฉย. กัปตัน และ เจ้าของเรือ รวมถึงคนส่วนใหญ่ (ยกเว้นลูกากับอิสาคัส) เชื่อในประสบการณ์ของกัปตันมากกว่าการเปิดเผยจากพระเจ้าของเปาโล. กัปตันเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถฝ่าฟันมรสุมไปได้ แม้ว่าเมืองฟีนิกซ์จะอยู่ห่างจากท่า งามเพียง 64 กม..
3. วิกฤตการณ์มรสุมและการรอดชีวิต
- คลื่นลมพายุ: เมื่อแล่นเรือออกไปไม่นาน ก็พบกับพายุและ ลมแรง ที่มีความเร็วลมประมาณ 110 กม./ชม..
- ความสิ้นหวัง: เรือไม่สามารถต้านลมได้และต้องปล่อยไปตามลม. ลูกเรือประสบกับความกลัวและความทุกข์ยากนานถึง 14-15 วัน จนกระทั่ง ความหวังของพวกเขาละลายไปหมดแล้ว ที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้.
- ทูตสวรรค์หนุนใจ: ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้มาปรากฏต่อเปาโลและบอกว่า จะไม่มีใครเสียชีวิต จะเสียแต่เรือเท่านั้น.
- การอธิษฐานและผลกระทบ: เปาโลนำความหวังนี้ไปบอกกับชาวเรือ และได้ อธิษฐานเผื่อ คนบนเรือ ซึ่งรวมถึงคนที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน. พระเจ้าทรงโปรดให้คนในเรือ รอดตามคำขอของเปาโล.
- การรอดชีวิตของนักโทษ: ทหารคิดจะฆ่านักโทษเพื่อป้องกันไม่ให้ว่ายน้ำหนี แต่ นายร้อยยูลีอัส (ยูส) ได้ ไว้ชีวิต นักโทษเพราะต้องการช่วยอาจารย์เปาโล.
- ผลลัพธ์: ทุกคนรอดชีวิตเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย โดยบางคนว่ายน้ำและบางคนเกาะเศษกระดาน.
4. การเป็นพรที่เกาะมอลต้า (Malta)
หลังจากเรืออับปางบนสันดอน ทุกคนก็ขึ้นฝั่งที่ เกาะมอลต้า (เกาะมอนต้า) และเปาโลได้ดำเนินชีวิตที่เป็นพรที่นั่นเป็นเวลา 3 เดือน.
- เหตุการณ์งูพิษ: ขณะที่เปาโลช่วยก่อกองไฟ ถูก งูพิษกัด. ชาวเกาะเชื่อว่าเปาโลเป็นฆาตกรที่กำลังได้รับโทษตามกฎแห่งความยุติธรรม.
- การสำแดงฤทธิ์เดช: เปาโลสะบัดงูทิ้งลงในไฟและไม่ได้รับอันตรายใด ๆ. เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเกาะเปลี่ยนใจและ ยกย่องเปาโลว่าเป็นพระหรือเทพองค์หนึ่ง (ภาษา กรีกใช้คำว่า Agathos). สิ่งนี้แสดงถึงฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่อยู่กับเปาโล.
- พันธกิจการรักษา: เปาโลได้อธิษฐานเผื่อ พ่อของปูบลิอัส (ผู้ดูแลเกาะ) ซึ่งป่วยเป็นโรคบิด (ถ่ายไม่หยุดและปวดท้องรุนแรง) จนหาย.
- การร่วมมือในพันธกิจ: การรักษานี้เกิดจากการ ร่วมมือ กัน โดยเปาโลนำการรักษาโดยอาศัยการเจิมของพระเจ้า ส่วน ลูกา (แพทย์) ก็ช่วยรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์.
- ผลกระทบ: อาจารย์เปาโลเปลี่ยนจากนักโทษเป็นผู้ให้กำลังใจคนบนเรือ, จากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรกลายเป็นเทพเจ้าของชุมชน, และจากคนนอกสายตากลายเป็นผู้นำการรักษา. การรับใช้ของท่านตลอด 3 เดือนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั้งเกาะอย่างมาก.
- มรดกความเชื่อ: เกาะมอลต้าในปัจจุบันนี้แม้จะมีประชากรหนาแน่น แต่ก็มีคริสตจักรมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเปาโลได้ วางรากฐานถ้อยคำของพระเจ้าไว้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากคนที่นับถือหลายเทพมาเชื่อในพระเจ้า.
พระเจ้าทรงใช้ ทุกสถานการณ์ รวมถึงอุบัติเหตุและวิกฤตที่ย้อนแย้ง เพื่อ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ผ่านชีวิตของเปาโล การที่เรือแตกที่มอลต้าจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นโอกาสที่ทำให้ชาวเกาะได้รู้จักพระเจ้า เปาโลต้องไปต่อและไม่หยุดอยู่แค่นั้นตราบใดที่ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จสิ้น.
วิกฤตการณ์และความหวัง
วิกฤตการณ์และความหวัง เป็นแนวคิดที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางของอัครทูตเปาโล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสิ้นหวังสุดขีดของมนุษย์นำไปสู่การสำแดงฤทธิ์เดชและกำลังของพระเจ้า
1. ภาวะวิกฤตและความสิ้นหวัง (Crisis and Despair)
วิกฤตการณ์ที่ผู้เชื่อเผชิญ ไม่ได้มีเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่นและการต่อต้านทางสังคม:
วิกฤตการณ์ทางกายภาพและความหวังที่ละลายไป
- ภัยพิบัติทางทะเล: ในการเดินทางไปยังกรุงโรม อัครทูตเปาโลต้องเผชิญกับมรสุม (เดือนตุลาคม) ที่มีความเร็วลมสูงถึง 110 กม./ชม. เรือไม่สามารถต้านลมได้และต้องปล่อยไปตามยถากรรม
- ความสิ้นหวังของมนุษย์: ลูกเรือต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนี้เป็นเวลานานถึง 14–15 วัน จนกระทั่ง ความหวังของเขาละลายไปหมดแล้ว ที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ พวกเขาสิ้นหวังว่าต้องตายในทะเลนี้อย่างแน่นอน
- การปฏิเสธคำเตือน: วิกฤตนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กัปตันและเจ้าของเรือ ไม่เชื่อคำเตือน ของเปาโลที่ได้รับจากการเปิดเผยจากพระเจ้า
- การถูกประณามและการทดสอบ: แม้รอดชีวิตขึ้นฝั่งที่เกาะมอลต้าแล้ว เปาโลก็ถูกงูพิษกัด ชาวเกาะเชื่อว่าท่านเป็นฆาตกรที่กำลังถูกลงโทษตามกฎความยุติธรรม เหตุการณ์ที่ดูเป็นอุบัติเหตุเหล่านี้ เช่น ขาแพลง, ถูกโกงเงิน, หรือไม้ลูกชิ้นจิ้มมือ อาจถูกผู้คนประณามว่า “ไม่รักพระเจ้าเลย” หรือ “ทำผิดอะไรเปล่า” ในความเป็นจริง พระเจ้าอาจกำลังทดสอบความเชื่อ และต้องการให้เราวางใจในพระเจ้าในทุกสถานการณ์
วิกฤตการณ์จากผลกระทบของผู้อื่น
- ผลกระทบทางธุรกิจและการเงิน: การตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้อื่นอาจส่งผลกระทบต่อเรา เช่น โปรเจกต์เจ๊ง ทำให้บริษัทลดเงินเดือน หรือการถูกคนอื่นโกงเงิน ทำให้เราต้องรับผิดชอบภาระผ่อนบ้านหรือรถแทน
- ความผิดหวังและความล่าช้า: โยเซฟต้องติดคุกต่ออีก 2 ปี เนื่องจากพนักงานชู้น้ำองุ่น ลืม คำสัญญาที่ให้ไว้ หรือการที่ความสำเร็จอยู่ข้างหน้าแล้วแต่ถูกยัดกลับ เช่น ถูกเลื่อนตำแหน่ง หรือคนที่ตกลงจะมาโบสถ์กลับไม่มา
2. ความหวังและฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า (Hope and Divine Power)
แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่าพระเจ้าเป็น ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ และเป็นแหล่งเดียวของความหวังท่ามกลางวิกฤตการณ์
การสำแดงของพระเจ้าเพื่อสร้างความหวัง
- พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยและกำลัง: ในพระธรรมสดุดีระบุว่า พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย เป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย และเราจะไม่กลัว แม้ว่าแผ่นดินโลกจะเปลี่ยนแปลงไป หรือภูเขาสั่นสะเทือน
- การหนุนใจจากทูตสวรรค์: เมื่อเปาโลอยู่ในความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ทูตสวรรค์ก็มาปรากฏ เพื่อหนุนใจท่าน โดยให้ความมั่นใจว่า จะไม่มีใครเสียชีวิตหรอก จะเสียแต่เรือเท่านั้น
- ความรอดตามคำขอ: พระเจ้าทรงโปรดให้ผู้คนในเรือ รอดเพราะอำนวยตามคำขอ ของอาจารย์เปาโล ซึ่งท่านนำข่าวประเสริฐและความหวังนี้ไปสู่คนที่ไม่เข้าใจและเคยเยาะเย้ยท่าน
- ฤทธิ์เดชที่เกาะมอลต้า: การที่เปาโลถูกงูพิษกัดแต่ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เป็นการสำแดงฤทธิ์เดชของพระเจ้า เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเกาะมอลต้าได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ความหวังที่มาจากความย้อนแย้ง (Paradoxical Hope)
- ความหวังมักมาใน ภาวะย้อนแย้ง (paradox) เช่น การที่เราจะรอดชีวิตได้ เพราะเสียเรือ หรือการที่พระเจ้าจะปลดหนี้ก้อนใหญ่ให้เราได้ แม้เราจะมีทรัพย์สินไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
- วิกฤตการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงใช้ทุกสถานการณ์ (รวมถึงอุบัติเหตุ) เพื่อ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ หากเรือไม่แตกที่มอลต้า ชาวเกาะก็ยังคงนับถือเทพหลายองค์และไม่ได้รู้จักพระเจ้า
- การไปต่อ: ตราบใดที่ เวลาเราไม่หมด หรือ ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จ เราจะยังคง ไปต่อ เพื่อเป็นพรและถวายเกียรติแด่พระเจ้า
3. การตอบสนองต่อวิกฤต: การพึ่งพาและการวิงวอน
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ผู้เชื่อมีช่องทางในการขอความช่วยเหลือจากแหล่งความหวังเดียวคือพระเจ้า:
- พึ่งในพระเจ้าเท่านั้น: เมื่อเงิน, ความรู้, หรือความสามารถต่าง ๆ ที่เราเคยพึ่งพิงไม่เหลืออยู่แล้ว เราต้องตระหนักว่า มีแต่เรากับพระเจ้าเท่านั้น และต้องพึ่งพระเจ้ามากกว่าเรือลำใหญ่หรือเรือลำเล็ก
- การวิงวอนขอความเข้าใจและกำลัง: เมื่อเราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง เราไม่จำเป็นต้องแสร้งว่าเข้าใจ แต่สามารถ ถามพระเจ้า เพื่อขอคำอธิบาย, ขอการสอน, หรือขอการสำแดงได้
- ขอการฟื้นฟูกำลัง: เมื่อเราท้อแท้และเหนื่อยล้าจากผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น เราควรร้องขอต่อพระเจ้าให้ ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้เราเข้มแข็งขึ้นและไปต่อได้
- อธิษฐานเผื่อคนที่ต่อต้าน: แม้กระทั่งคนที่ไม่เข้าใจเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามไม่ให้เราประกาศเรื่องพระเจ้า เราก็ควร อธิษฐานเผื่อเขา
ดังนั้น วิกฤตการณ์และความหวังจึงทำงานควบคู่กัน: วิกฤตการณ์ เปิดโปงขีดจำกัดและความสิ้นหวังของมนุษย์ ขณะที่ ความหวัง ถูกจุดประกายและยืนยันผ่านฤทธิ์เดชของพระเจ้า เมื่อเราวางใจในพระองค์ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะ
เปรียบเสมือนเครื่องบินที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนจนเครื่องสั่นคลอนอย่างรุนแรง (วิกฤตการณ์) แต่เมื่อผู้โดยสาร (ผู้เชื่อ) ได้รับคำมั่นจากนักบิน (พระเจ้า) ว่าแม้เครื่องอาจเสียหาย แต่ทุกคนจะรอดชีวิต และนักบินรู้เส้นทางสู่จุดหมายที่ปลอดภัย (ความหวัง) ความหวังนี้เองที่ทำให้พวกเขายังคงสามารถไปต่อและเป็นพรแม้ในสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงที่สุด
การเป็นพยานและการรับใช้
การเป็นพยานและการรับใช้ ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้เชื่อมี ชีวิตที่เป็นพร ซึ่งหมายถึงการที่ชีวิตเราถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสำแดงความยิ่งใหญ่และพระเมตตาของพระเจ้าในทุกสถานการณ์
การเป็นพยานและการรับใช้ตามแหล่งข้อมูลที่ให้มา มีรายละเอียดที่ครอบคลุมทั้งเป้าหมาย ขอบเขต และการขับเคลื่อนด้วยฤทธิ์เดช ดังนี้:
1. เป้าหมายหลักของการเป็นพยานและการรับใช้
พระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อแต่ละคนเพื่อปฏิบัติพันธกิจที่สำคัญ ซึ่งเน้นการนำความหวังและการปลดปล่อยสู่ผู้อื่น:
- นำข่าวดีและความเล้าโลมใจ: เพื่อนำ ข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ และ เล้าโลมใจ คนที่ชอกช้ำ
- ประกาศอิสรภาพ: เพื่อประกาศ อิสรภาพแก่คนเชลย (ผู้ที่เป็นทาสของยาเสพติด, การพนัน, หรือสิ่งอื่น ๆ) และบอกการ เปิดเรือนจำ แก่ผู้ที่จำจอง
- ประกาศปีแห่งความโปรดปราน: เพื่อประกาศ ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า เพราะความหวังใจเดียวไม่มีอยู่ในรัฐบาลใหม่หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่มีอยู่ในพระเจ้า
- ถวายเกียรติแด่พระเจ้า: การเป็นพยานและการรับใช้ต้องนำไปสู่การ กระทำความดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
2. การเป็นพยานด้วยชีวิต (Living Testimony)
การรับใช้ที่มีประสิทธิภาพต้องมาจากการที่ ชีวิตของผู้เชื่อเองเป็นพยาน และเป็น เนื้อเดียว กับสิ่งที่ประกาศ:
- แบบอย่างที่เห็นได้ชัด: คนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการฟังคำเทศนาที่ยาวเหยียด แต่พวกเขาต้องการเห็น ชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยาวนาน
- ความสัตย์ซื่อจนนาทีสุดท้าย: ตราบใดที่พระเจ้ายังให้ลมหายใจกับเรา และ ภารกิจของพระเจ้ายังไม่เสร็จ เราจะ ไปต่อ เพื่อเป็นพรและขยายพระเกียรติของพระเจ้า (ดังเช่นเปาโลที่ไม่หยุดรับใช้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 67)
- ปราศจากข้อตำหนิ: การเป็นพยานคือการที่ผู้เชื่อต้องสำแดงชีวิตที่ได้รับการไถ่และสร้างใหม่โดยพระคริสต์ โดยให้ชีวิตแบบพระคริสต์เด่นชัดที่สุด และ ไม่ทำตัวให้มีตำหนิ ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม
- ความยิ่งใหญ่ผ่านวิกฤต: เมื่อเราได้รับความกดดันจากคนที่ ไม่เข้าใจเรา หรือเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ พระเจ้าอาจต้องการ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผ่านสิ่งเหล่านั้น และชีวิตเราจะเป็นพรอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและความทุกข์ยาก
3. ขอบเขตของการรับใช้และการเป็นพร (Who to Serve)
ผู้เชื่อถูกเรียกให้เป็นพรกับ ทุกที่กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรามักจะมองข้าม:
- ผู้ที่สังคมไม่เห็นคุณค่า: เราต้องเป็นพรกับคนที่เราอาจจะรู้สึกว่า ไม่น่าข้องเกี่ยวด้วย เช่น คนที่มีรอยสักเต็มตัว หรือคนที่ดูเหมือนติดยา (เพราะคนเหล่านี้ต้องการความหวังในพระเจ้า)
- คนใกล้ชิดและผู้มีอำนาจ: เราต้องเป็นพรกับทุกระดับ ทั้งหัวหน้างาน, เพื่อนร่วมงาน, และเจ้าหน้าที่ รวมถึงคนในครอบครัวที่ไม่เข้าใจหรือหัวเราะเยาะเรา
- ผู้ที่ต่อต้านเรา: อธิษฐานเผื่อคนที่ ประณาม, ไม่เห็นด้วย, หรือ พยายามขัดขวางพันธกิจของพระเจ้า เช่น หัวหน้างานที่ห้ามประกาศเรื่องพระเยซู
- ผู้ที่มีความทุกข์ทางกาย: ให้การรักษาทางฝ่ายวิญญาณควบคู่ไปกับการร่วมมือทางวิชาชีพ (เช่น เปาโลอธิษฐานรักษาพ่อปูบลิอัสที่ป่วยเป็นโรคบิด ขณะที่ ลูกาซึ่งเป็นแพทย์ก็ช่วยรักษาด้วย)
4. การรับใช้ภายใต้การพึ่งพาฤทธิ์เดชพระเจ้า
การรับใช้และเป็นพยานที่ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้มาจากกำลังของตนเอง แต่มาจากการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น:
- กำลังจากพระเจ้า: เมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาทรัพย์สิน, ความรู้, หรือความสามารถของเราได้แล้ว จะเหลือเพียง เรากับพระเจ้าเท่านั้น เราต้องวิงวอนขอให้พระเจ้า ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อไปต่อได้
- การนำทางที่ชัดเจน: แฮเรียต ทับแมน (ทาสที่ได้รับอิสรภาพ) ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยทาส 700 คนผ่านเส้นทางลับ (Underground Railroad) เธอ อธิษฐานถึงพระเจ้า เสมอเมื่อไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หรือเมื่อไม่รู้ว่าจะพูดอะไรในการปลอมตัว และเธอยืนยันว่า พระเจ้าก็นำเธอทุกครั้งเสมอ และไม่ให้ผิดหวัง
- การวิงวอนเผื่อผู้ที่ไม่เชื่อ: เปาโลเป็นแบบอย่างในการ อธิษฐานเผื่อ คนบนเรือที่เคยเยาะเย้ยและไม่เข้าใจท่าน ซึ่งพระเจ้าก็ทรงโปรดให้ทุกคน รอดตามคำขอของเปาโล การอธิษฐานยังสามารถขอให้พระเจ้า เปลี่ยนใจ หัวหน้า หรือหากเปลี่ยนไม่ได้ ก็ขอ หัวหน้าคนใหม่ ที่มีใจกว้างขวางต่อความเชื่อ
การเป็นพยานและการรับใช้จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความกล้าหาญและความสัตย์ซื่อ โดยเชื่อว่าพระเจ้าสามารถ เปลี่ยนสถานการณ์วิกฤต ที่เราไม่เข้าใจให้กลายเป็นการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้เสมอ
เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพ: แฮเรียต ทับแมน เมื่อเธอได้รับอิสรภาพแล้ว เธอไม่เคยลืมรสชาติของชีวิตที่มีเสรีภาพ เธอจึงยอมเป็นผู้ที่ถูก ประกาศจับและตามล่า เพื่อกลับไปปลูก เมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพ ให้กับทาสคนอื่น ๆ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตถึง 15 ปี การเป็นพยานและการรับใช้คือการนำสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เรา (คือความรอดและเสรีภาพ) ไปสู่ผู้อื่น แม้จะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากก็ตาม
การพึ่งพาพระเจ้า
การพึ่งพาพระเจ้า (Reliance on God) เป็นหลักการสำคัญ เป็นแหล่งกำเนิดของกำลังใจ ความหวัง และเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและการปฏิบัติพันธกิจของผู้เชื่อ
การพึ่งพาพระเจ้าถูกกล่าวถึงในบริบทของการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ขัดแย้งกับตรรกะทั่วไป การรับใช้ที่ยากลำบาก และเมื่อทรัพยากรและความสามารถของมนุษย์หมดสิ้นไป
1. พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดและที่ลี้ภัย
แหล่งข้อมูลระบุว่า พระเจ้านั้นทรงเป็น ที่ลี้ภัย และ เป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย และทรงเป็น ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ ในยามยากลำบาก
การพึ่งพาพระเจ้าเกิดขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงข้อจำกัดของตนเอง:
- อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์: พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ เหนือความ คิด, เหนือความรู้, และ อยู่เหนือความสามารถ ของมนุษย์
- ทางเลือกสุดท้ายและทางเลือกเดียว: เมื่อเงิน, ความรู้, หรือความสามารถต่าง ๆ ที่เราเคยพึ่งพา ไม่เหลืออยู่แล้ว หรือแม้ว่าทุกอย่างจะ ปิดประตูทั้งหมด เราจะต้องพึ่งพาพระเจ้า เราต้องตระหนักว่า มีแต่เรากับพระเจ้าเท่านั้น เราต้องพึ่งพระเจ้า มากกว่าเรือลำใหญ่ หรือ เรือลำเล็ก
- ความหวังเดียว: พระเจ้าทรงเป็น ความหวังใจเดียว และไม่มีความหวังใจในรัฐบาลใหม่ หรือในนักเศรษฐศาสตร์
2. การพึ่งพาในวิกฤตการณ์และความสิ้นหวัง
เมื่อผู้เชื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางรอด การพึ่งพาพระเจ้าคือการวางใจว่าพระองค์จะทรงกระทำการเหนือธรรมชาติ:
- ท่ามกลางความกลัวและความสิ้นหวัง: เมื่อลูกเรือในการเดินทางของเปาโล หมดความหวัง และความหวัง ละลายไปหมดแล้ว ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาปรากฏต่อเปาโลเพื่อ หนุนใจ และให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะ ไม่เสียชีวิตหรอก จะเสียแต่เรือเท่านั้น
- การทดสอบความเชื่อ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือความทุกข์ยาก (เช่น ถูกงูพิษกัด หรือถูกโกงเงิน) พระเจ้าอาจกำลัง ทดสอบความเชื่อ ของเรา และต้องการให้เรา วางใจพระเจ้าในทุกสถานการณ์
- การสำแดงความยิ่งใหญ่: การพึ่งพาพระเจ้าทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงสามารถ เปลี่ยนสถานการณ์วิกฤต ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ (เช่น เรือแตกที่เกาะมอลต้า) ให้กลายเป็นการ สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และเป็นพรแก่ผู้อื่นได้
3. การพึ่งพาผ่านการอธิษฐานและการวิงวอน
การอธิษฐานเป็นเครื่องมือหลักในการแสดงการพึ่งพาพระเจ้าในชีวิตประจำวันและในพันธกิจ:
- ขอการชี้แนะและการนำทาง: เมื่อเราสับสน งงงวย หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง (เช่น เรือพังแล้วคนจะรอด) เราสามารถ เปิดหัวใจกับพระเจ้า และ ถามพระเจ้า เพื่อขอ คำอธิบาย, การสั่งสอน, หรือ การสำแดง ได้
- ขอการฟื้นฟูกำลัง: เมื่อเราท้อแท้ เหนื่อยล้า หรือได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น เราควรร้องขอต่อพระเจ้าให้ ฟื้นฟูจิตใจ และให้ กำลังฝ่ายร่างกายและกำลังฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อให้เราไปต่อได้
- อธิษฐานเผื่อผู้ต่อต้าน: แม้กระทั่งคนที่ไม่เข้าใจเรา คนที่ทำให้เราได้รับความทุกข์ยาก หรือหัวหน้างานที่ห้ามการประกาศเรื่องพระเจ้า เราก็ควรอธิษฐานเผื่อเขา ดังที่เปาโลอธิษฐานขอให้คนในเรือรอด และ พระเจ้าทรงโปรดให้รอดเพราะอำนวยตามคำขอ
- ขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลง: เราสามารถอธิษฐานขอให้พระเจ้า เปลี่ยนใจ หัวหน้า หรือหากเปลี่ยนไม่ได้ ก็ขอให้ได้ หัวหน้าคนใหม่ เพราะ พระทัยของกษัตริย์นั้นเหมือนธารน้ำที่อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ซึ่งพระเจ้าจะหันไปทางไหนก็ได้ตามที่พระองค์ต้องการ
- การพึ่งพาในการรับใช้: แฮเรียต ทับแมน (ทาสที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ) ได้แสดงความเชื่อมั่นในการพึ่งพาพระเจ้า โดยอธิษฐานเมื่อไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หรือไม่รู้จะพูดอะไรในการปลอมตัว และเธอยืนยันว่า พระเจ้าก็นำเธอทุกครั้งเสมอ และ ไม่ให้ข้าพเจ้าผิดหวัง
การพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่แค่การรอคอยปาฏิหาริย์ แต่คือการตระหนักว่า ฤทธิ์เดชหมายสำคัญของพระเจ้า นั้นอยู่กับผู้ที่มีความเชื่อ และพระเจ้าทรงเจิมผู้เชื่อด้วย พระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อนำข่าวดีและการปลดปล่อยสู่ผู้อื่น
การพึ่งพาพระเจ้าเปรียบเสมือนการ มอบพวงมาลัยเรือให้กัปตันที่เก่งที่สุด เมื่อเราเผชิญกับพายุมรสุม เราตระหนักว่าประสบการณ์และความสามารถของเราไม่เพียงพอต่อการนำพาเราไปสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย แต่เมื่อเราเชื่อมั่นในพระปัญญาและฤทธิ์เดชของพระเจ้า เราก็มั่นใจได้ว่าแม้จะต้องเสียสละบางสิ่ง (เช่น เรือ) แต่ชีวิตเราจะไปถึงจุดหมายที่พระองค์กำหนดไว้ได้เสมอ
