บทเทศนานี้มุ่งเน้นที่การพัฒนา “7 อุปนิสัย” ที่จะนำไปสู่การเป็นที่รักและที่พอใจของทั้งพระเจ้าและผู้คน โดยอ้างอิงและตีความจากชีวิตของอัครทูตเปาโล ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดทางโลกของสตีเฟน โควีย์ หัวใจสำคัญคือการเน้นย้ำว่าผู้เชื่อต้อง “ทำตัวเป็นข่าวประเสริฐก่อนออกไปประกาศ” ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและเป็นแบบอย่างทางวิญญาณอย่างชัดเจน อุปนิสัยทั้งเจ็ดประการที่ส่งผลต่อการเป็นที่ชอบ ประกอบด้วย ความมุ่งมั่น ความจริงใจ ความมั่นคงในจิตใจ ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน การประพฤติตัวอย่างปราศจากตำหนิ และความรอบคอบในการดูแลผู้อื่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัย “ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า” ในการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความพยายามส่วนตัวเท่านั้น.
อุปนิสัย 7 ประการ
“7 อุปนิสัย สู่การเป็นที่ชอบ” นี้ เป็นคุณลักษณะที่ศิยาภิบาลได้นำเสนอโดยอ้างอิงจากอัครทูตเปาโล (โดยเฉพาะจากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา บทที่ 2) และไม่ใช่แนวคิดเดียวกับหนังสือ “7 อุปนิสัย” ของสตีเฟน โควี่
การมีอุปนิสัยที่ดีเหล่านี้ถือเป็น อัตลักษณ์ที่ดีเยี่ยมในฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าประสงค์ให้เกิดขึ้นในผู้เชื่อ ซึ่งจะนำพาไปสู่การเป็นที่พอใจ (เป็นที่ชอบ) ทั้งต่อพระเจ้าและต่อคนทั้งปวง
อุปนิสัย 7 ประการ สู่การเป็นที่ชอบ มีดังนี้:
1. มีความมุ่งมั่น (Determination/Commitment)
อุปนิสัยประการแรกคือการเป็นคน ไม่ใจเสาะ ไม่เปราะบาง ไม่ทิ้งกลางคัน ซึ่งหมายถึง มีความมุ่งมั่น อัครทูตเปาโลกล่าวว่าท่านมีใจกล้าในพระเจ้าที่จะประกาศข่าวประเสริฐ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย การมีความมุ่งมั่นนี้เป็นการเชื่อพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าและยืนหยัดในการทรงเรียกนั้นอย่างคงเส้นคงวา
2. มีความจริงใจ (Sincerity)
หมายถึงการมี ความบริสุทธิ์ใจ และ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ คำตักเตือนสติที่พูดออกไปนั้นไม่ได้มาจากความคิดผิด เจตนาไม่บริสุทธิ์ หรืออุบายใด ๆ ผู้เชื่อต้องเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา และต้องมีความจริงใจในการนมัสการและอธิษฐานต่อพระเจ้า โดยไม่เอาความต้องการหรือปัญหามาเป็นศูนย์กลาง แต่ให้เป็นการติดสนิทและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า
3. มีความมั่นคงในจิตใจ (Mental Stability)
อุปนิสัยนี้คือการประกาศข่าวประเสริฐไป ไม่ให้เป็นที่พอใจของมนุษย์ แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่มีความมั่นคงในจิตใจจะไม่แสวงหาความชอบใด ๆ หรือทำอะไรเพียงเพื่อสร้างผลงาน หรือเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ พวกเขาจะยืนอยู่บนหลักการแห่งพระกิตติคุณอย่างตรงไปตรงมา ไม่ประจบประแจงเพื่อเอาใจคน และจะทำสิ่งต่าง ๆ โดยยืนอยู่บน ความรับผิดชอบ
4. มีความสัตย์ซื่อ (Faithfulness/Integrity)
หมายถึงการ ไม่ใช้ถ้อยคำยกยอ หรือคำพูดที่เคลือบคลุมเพื่อความโลภ หรือแสวงหาศักดิ์ศรีจากมนุษย์ อัครทูตเปาโลใช้ความ ตรงไปตรงมาและความโปร่งใส ความสัตย์ซื่อครอบคลุมความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ตรงต่อเวลา และที่สำคัญคือ ทำให้สำเร็จตามความหมายที่มอบหมาย ให้ไว้ ความซื่อตรงเป็นเรื่องสำคัญที่คู่สมรสและนายงานต้องการจากกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงการซื่อตรงต่อหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่คนที่พระเจ้ามอบหมายให้เราอธิษฐานและแบ่งปันด้วย
5. มีความสุภาพอ่อนโยน (Gentleness/Meekness)
คือการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย ความสุภาพอ่อนโยน เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน เนื่องจากคนในครอบครัวของพระเจ้าเติบโต รู้ และเก่งไม่เท่ากัน การมีความสุภาพอ่อนโยนหมายถึง ไม่ซ่อนกลอุบายใด ๆ, ไม่หงุดหงิดง่าย, ไม่รำคาญใจ และมีความอดทนต่อกัน ซึ่งรวมถึงการมีความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น (empathy) ด้วย อัครทูตเปาโลใช้ชีวิตเป็นแบบอย่าง โดยพร้อมจะเผื่อแผ่เจือจานและอุทิศตัวของท่านให้แก่ผู้อื่นด้วยความรัก
6. มีความพรั่งพร้อม / ปราศจากข้อตำหนิ (Preparedness/Blamelessness)
คือการ ประพฤติตัวบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากข้อตำหนิ ในหมู่ผู้ที่เชื่อ คำว่า ปราศจากข้อตำหนิ (blemeless) ในความหมายที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบ (perfect) หรือไม่มีความผิดพลาด แต่หมายถึง ไม่เปิดช่องโหว่ หรือ ไม่ทำตัวให้มีตำหนิ ในเรื่องที่ไม่สมควรหรือไม่เข้าท่า หรือในเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม
7. มีความรอบคอบ (Prudence/Thoughtfulness)
คือการ เตือนสติ หนุนใจ และกำชับ ผู้คน ด้วยหัวอกของความ เป็น พ่อ ผู้เชื่อถูกเรียกร้องให้มีความรอบคอบในการคิด, การตัดสินใจ, และการพูด บทบาทนี้เปรียบเสมือนบิดาที่จัดเตรียมความมั่นคงให้แก่บุตร ในความหมายฝ่ายวิญญาณคือ การช่วยกันเตรียมชีวิตของกันและกันให้ดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม หรือถูกต้องต่อพระเจ้า เพื่อเตรียมเข้าสู่พระสิริของพระองค์ในวันข้างหน้า
ข้อคิดเพิ่มเติม:
เปาโลมั่นใจที่จะพูดถึงอุปนิสัยเหล่านี้ได้ เพราะชีวิตของท่านได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว อุปนิสัยเหล่านี้คือ นิสัยแบบเดียวที่มีในพระเยซูคริสต์ และการที่เราจะสร้างหรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเหล่านี้ได้นั้น ไม่ได้มาจากการฝืนทนหรือกำลังความตั้งใจของตนเอง แต่มาจากทัศนคติข้างในที่ได้รับการปั้นแต่ง และต้อง พึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า โดยการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป้าหมายคือให้ “ตัวเก่า” ของเราอ่อนแรงลง และให้ชีวิตแบบพระคริสต์เด่นชัดขึ้นแทน
การที่เราพยายามทำตัวให้เป็นข่าวประเสริฐก่อนที่จะไปประกาศข่าวประเสริฐนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วก็ “มิอาจต่างอะไรไปจากคนหัวล้านไปขายหวี”
อุปนิสัยทั้ง 7 ประการนี้เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราเป็น “เนื้อเดียว” กันระหว่างสิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่เราเป็น
การประกาศข่าวประเสริฐ
การประกาศข่าวประเสริฐ (Gospel Proclamation) เป็นหัวข้อสำคัญ ชีวิตของผู้ประกาศต้องเป็นเนื้อเดียวกับข่าวประเสริฐที่เขาประกาศ
1. ความจำเป็นที่ต้องเป็น “ข่าวประเสริฐ” ก่อนประกาศ
การที่ผู้เชื่อต้อง ทำตัวให้เป็นข่าวประเสริฐก่อนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ เพราะหากเราไม่ทำเช่นนั้น ก็จะ “มิอาจต่างอะไรไปจากคนหัวล้านไปขายหวี” ซึ่งหมายถึงการเสนอสิ่งที่ชีวิตของเราเองขาดไป ทำให้การนำเสนอไม่น่าเชื่อถือและขายไม่ออก
- ความสอดคล้อง (เป็นเนื้อเดียว): ผู้พูดข่าวประเสริฐและข่าวประเสริฐที่อยู่ข้างในเราต้องเป็น เนื้อเดียวกัน
- การเปลี่ยนแปลงภายใน: การทำตัวเป็นข่าวประเสริฐหมายถึงการมี ชีวิตที่เปลี่ยน แปลงข้างใน โดยอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า หากเราบอกว่าพระเจ้าดีตลอดเวลาและพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ แต่คนใกล้ชิดมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น พวกเขาก็จะมีข้อสงสัยว่าเราเป็นคนของพระเยซูจริงหรือไม่
- คำเตือนจากประวัติศาสตร์: อ้างถึงมหาตมะ คานธี ที่ว่า “ข้าพเจ้าศรัทธาในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ และข้าพเจ้าชื่นชอบในข่าวประเสริฐเป็นอย่างยิ่ง แต่ข้าพเจ้าเกลียดคริสเตียน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาเมื่อชีวิตของผู้เชื่อขัดแย้งกับหลักการที่เขากล่าวถึง
2. อัตลักษณ์ของผู้ประกาศ (ความกล้าหาญและแบบอย่าง)
ผู้เชื่อถูกเรียกให้เป็น ตัวแทนของพระเจ้า เพื่อเป็นข่าวประเสริฐของพระเจ้าและบอกข่าวประเสริฐของพระเจ้า
- ความกล้าหาญและความมุ่งมั่น: การประกาศข่าวประเสริฐต้องทำด้วย ใจกล้าในพระเจ้า แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เราต้องเชื่อพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าและยืนหยัดในการทรงเรียกนั้นอย่างคงเส้นคงวา อัครทูตเปาโลเองประกาศข่าวประเสริฐแม้ในขณะที่ท่านเป็นนักโทษ ถูกโซ่ตรวนผูกมัด และอยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง
- แบบอย่างชีวิต: คนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการฟัง คำเทศนาที่ยืด ยาต เยินยาว เยินเยอะ แต่พวกเขาต้องการเห็น ชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยาวนาน การเป็นแบบอย่างที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
- ปราศจากข้อตำหนิ: ผู้ประกาศต้องประพฤติตัวบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากข้อตำหนิ คำว่า ‘ปราศจากข้อตำหนิ’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึง ไม่เปิดช่องโหว่ หรือ ไม่ทำตัวให้มีตำหนิ ในเรื่องที่ไม่สมควรหรือหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม
3. วิธีการและเจตจำนงในการประกาศ
- เน้นความสัมพันธ์: การประกาศข่าวประเสริฐควรทำโดยการ นำคนผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว (Andrew Project)
- ความจริงใจและไม่มีเล่ห์เหลี่ยม: ต้องประกาศข่าวประเสริฐอย่าง ตรงไปตรงมา โดยต้องมี ความบริสุทธิ์ใจ และ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ คำตักเตือนสติไม่ได้มาจากความคิดผิด เจตนาไม่บริสุทธิ์ หรืออุบาย
- ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน: การประกาศไม่ได้ทำไปเพื่อ แสวงหาศักดิ์ศรีจากมนุษย์ หรือเพื่อสร้างผลงานเพื่อให้เป็นที่ยอมรับเหมือนผู้อื่น ต้อง ไม่ใช้ถ้อยคำยกยอ หรือคำพูดที่เคลือบคลุมเพื่อความโลภ
- การมุ่งเน้นพระเจ้า: เราประกาศไป ไม่ให้เป็นที่พอใจของมนุษย์ แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
4. การเผชิญหน้ากับการปฏิเสธและการติดตามผล
เมื่อเชิญชวนผู้อื่นให้รับข่าวประเสริฐ อาจมีคนปฏิเสธหรือทิ้งขว้าง
- การตอบสนองต่อการปฏิเสธ: เมื่อถูกปฏิเสธ อย่าถึงกับใจร้ายกับเขา แต่ให้ ให้โอกาสกับเขาอีก, ผูกมิตรกับเขาต่อ และค่อยๆ สำแดงชีวิตภายใน ให้กับเขาต่อไป ผู้เทศนาเล่าประสบการณ์ที่เคยกลัวและอายเมื่อถูกเจ้าของรถตะคอกใส่ขณะแจกใบปลิว แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะถ่อมใจและดำเนินต่อไป
- ความซื่อตรงในการติดตาม: พันธกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้เราด้วยความไว้ใจ ต้องรวมถึงความซื่อตรงต่อหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่คนที่อยู่ในความสนใจของเรา (Play, Share, Care) ต้อง อธิษฐานและใส่ใจ อย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยพวกเขาไว้ ความซื่อตรงนี้ต้องคงอยู่แม้จะต้องใช้เวลาหลายสิบปี จนกว่าผู้ที่เราอธิษฐานเผื่อจะตัดสินใจรับเชื่อ (อ้างถึงตัวอย่างของ มูดี้)
การประกาศข่าวประเสริฐจึงไม่ได้เป็นเพียงการพูด แต่เป็นภารกิจที่ต้องรวมเอาความมุ่งมั่น ความซื่อตรง และความสุภาพอ่อนโยน (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุปนิสัย 7 ประการ) เข้ามาอยู่ในชีวิตของผู้ประกาศ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและความสำเร็จตามความประสงค์ของพระเจ้า
เปรียบได้กับการเป็น หน้าต่างบานใหญ่ ให้ผู้คนมองผ่านเข้ามาเห็นแสงสว่างที่แท้จริงข้างใน (คือพระคริสต์) หากหน้าต่างสกปรกหรือมีรอยร้าว ผู้คนก็จะตัดสินจากสิ่งที่เราเป็น มากกว่าแสงสว่างที่เราพยายามชี้ให้พวกเขาเห็น
ความจริงใจความซื่อตรง
อุปนิสัย 7 ประการ สู่การเป็นที่ชอบนั้น ประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญสองประการคือ ความจริงใจ และ ความซื่อตรง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึง และเป็นอัตลักษณ์ฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้มีในผู้เชื่อ
ความจริงใจ (Sincerity)
ความจริงใจถือเป็นอุปนิสัยประการที่ 2 ซึ่งหมายถึงการมี ความบริสุทธิ์ใจ และ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ
1. ความบริสุทธิ์ใจในการสื่อสาร
คำเตือนสติของผู้เชื่อที่พูดออกไปนั้นจะต้อง ไม่มาจากความคิดผิด, เจตนาไม่บริสุทธิ์, หรือ อุบายใด ๆ แต่ต้องนำเสนอเรื่องราวอย่าง ตรงไปตรงมา
2. ความจริงใจในการติดสนิทกับพระเจ้า
ความจริงใจนี้ยังครอบคลุมไปถึงทัศนคติของเราต่อการนมัสการและการอธิษฐานด้วย:
- การอธิษฐาน: ไม่ควรเข้าสู่การอธิษฐานเพียงเพราะว่า เอาความต้องการ ปัญหา หรือความทุกข์มาเป็นศูนย์กลาง แต่ควรอธิษฐานเพราะเป็น โอกาสทอง ที่เราจะได้ ติดสนิทและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า
- การนมัสการ: เมื่อนมัสการพระเจ้าต้องทำ อย่างที่เป็น โดย ไม่มี 2 ชั้น หรือ ไม่มีชั้นเชิงใด ๆ นมัสการเพราะว่าพระเจ้า คู่ควรแล้ว และเป็นผู้เดียวที่เราจะนมัสการพระองค์
- การไม่แยกส่วน: ความจริงใจนี้หมายถึงการไม่แยกส่วนกันระหว่างสิ่งที่เราเป็นต่อพระเจ้ากับสิ่งที่เราเป็นต่อมนุษย์
ความซื่อตรง (Faithfulness/Integrity)
ความซื่อตรงถือเป็นอุปนิสัยประการที่ 4 ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Integrity อัครทูตเปาโลใช้ ความตรงไปตรงมาและความโปร่งใส
1. ความซื่อตรงต่อแรงจูงใจ
ความซื่อตรงที่แท้จริงคือการมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง โดย:
- ไม่ใช้ถ้อยคำยกยอ หรือ คำพูดที่เคลือบคลุมเพื่อความโลภ
- ไม่แสวงหาศักดิ์ศรีจากมนุษย์ ไม่ว่าจากใครก็ตาม
- ไม่ทำเพื่อหาความนิยม
- ผู้เชื่อจะต้องให้การต่อหน้าพระเจ้าตามการกระทำในชีวิตนี้ว่าดีหรือชั่ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตรวจสอบจิตใจ
2. ความซื่อตรงต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ
ความซื่อตรงมีความหมายกว้างมาก ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบในทุกด้าน:
- ต่อบุคคล: ทั้งภรรยาและสามีต่างก็ต้องการความซื่อตรงจากกัน (เช่น การซื่อตรงเรื่องเงินและการใช้จ่าย) หัวหน้างานก็ต้องการทีมงานที่มีความซื่อตรง
- ต่อหน้าที่: ต้อง ตรงต่อหน้าที่, ตรงต่อเวลา, และ ตรงต่อความรับผิดชอบ
- ต่อผลลัพธ์ (ความสำเร็จ): เมื่อมอบหมายให้แล้ว หมายความว่าต้อง สำเร็จได้ ก็คือความซื่อตรง ตัวอย่างเช่น หากใช้ให้ไปนึ่งข้าวเหนียว ความซื่อตรงคือการทำให้ข้าวเหนียวนั้น ปั้นแล้วกินได้ มีกลิ่นหอมของข้าว ไม่ใช่แค่แช่น้ำหรือไหม้
3. ความซื่อตรงในพันธกิจและการดูแลเอาใจใส่
พระเจ้ามอบหมายพันธกิจด้วยความไว้ใจ ดังนั้นผู้เชื่อต้องซื่อตรงต่อหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่คนที่พระเจ้ามอบให้อยู่ในความสนใจของเรา (Play, Share, Care)
- การเอาใจใส่: ต้อง อธิษฐานและใส่ใจ อย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยแบบระยะห่าง
- ความไม่ย่อท้อ: เราต้องไม่ถอยและไม่ปล่อยให้คนในความตั้งใจผ่านเลยไป โดยการซื่อตรงต่อหน้าที่นี้ต้องคงอยู่แม้ต้องใช้เวลาหลายสิบปี จนกว่าผู้ที่เราอธิษฐานเผื่อจะตัดสินใจรับเชื่อ (ดังเช่นตัวอย่างของ Moody)
ดังนั้น อุปนิสัยของ ความจริงใจ จึงเน้นที่ความบริสุทธิ์ของเจตนาภายใน ขณะที่ ความซื่อตรง เน้นที่การประพฤติที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา และการรับผิดชอบต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ
ความจริงใจและความซื่อตรงเปรียบเสมือน กระจกใส (ความจริงใจ) ที่สะท้อนแสงสว่างของพระคริสต์ออกมา และ กรอบที่แข็งแรงทนทาน (ความซื่อตรง) ที่ช่วยยึดเหนี่ยวให้กระจกนั้นคงที่และทำงานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดก็ตาม
การเป็นแบบอย่างชีวิต
การเป็นแบบอย่างชีวิต (Living as an Example) เป็นหัวใจสำคัญในความเชื่อตามที่ได้ถูกเน้นย้ำในคำเทศนานี้ เนื่องจากชีวิตของผู้เชื่อต้องเป็นเครื่องยืนยันและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข่าวประเสริฐที่เราประกาศออกไป
นี่คือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเป็นแบบอย่างชีวิต:
1. ความจำเป็นที่ชีวิตต้องเป็น “ข่าวประเสริฐ” ก่อน
การเป็นแบบอย่างที่ดีคือการมี อัตลักษณ์ที่ดีเยี่ยมในฝ่ายวิญญาณ ที่นำไปสู่การเป็นที่ชอบทั้งต่อพระเจ้าและต่อคนทั้งปวง
- ความสอดคล้องระหว่างคำพูดและการกระทำ: เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้เชื่อจะต้อง ทำตัวเป็นข่าวประเสริฐก่อนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ก็จะ “มิอาจต่างอะไรไปจากคนหัวล้านไปขายหวี”
- ความเป็นเนื้อเดียวกัน: ผู้พูดข่าวประเสริฐและข่าวประเสริฐที่อยู่ข้างในเราต้องเป็น เนื้อเดียวกัน หากเราบอกว่าพระเจ้าดีตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ แต่คนใกล้ชิดมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็จะมี ข้อสงสัย ว่าเราใช่คนของพระเยซูหรือไม่
- คำตักเตือนสติ: ครูบาอาจารย์ที่สอนศิษย์อย่างชาญฉลาดว่าไม่ว่าเราจะเก่งและรอบรู้เพียงใด ก็อย่าเอาแต่นิสัยที่ไม่ดีของผู้อื่นมาใช้ แต่ หัวใจของคุณจะต้องเปลี่ยนแปลง และ สำแดงชีวิตที่พระคริสต์ได้ทรงไถ่และสร้างคุณขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เหลือร่องรอยชีวิตของตัวเราเองให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
- บทเรียนจากประวัติศาสตร์: กล่าวถึงคำพูดที่อ้างถึงมหาตมะ คานธี ที่ว่า “ข้าพเจ้า ศรัทธาในพระเจ้า พระเยซู คริสต์… แต่ข้าพเจ้าเกลียดคริสเตียน” ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ชีวิตของคริสเตียนบางกลุ่มตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาพูดและเชื่อ
2. การเป็นแบบอย่างที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นใหม่
- สิ่งที่สังคมต้องการ: คนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการฟัง คำเทศนาที่ยืด ยาต เยินยาว เยินเยอะ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยาวนาน
- ความสำคัญต่อครอบครัว: ลูก ๆ ต้องการเห็น แบบอย่างชีวิตแห่งความเชื่อจากคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงคนรุ่นก่อนหน้าที่อยู่ต่อหน้าพวกเขา โดยการเป็นแบบอย่างนี้ต้องปรากฏใน ทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด และสิ่งที่เราทำ
3. คุณลักษณะของแบบอย่างชีวิตที่แท้จริง (อ้างอิงจากอุปนิสัย 7 ประการ)
อัครทูตเปาโลใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นแบบอย่าง ผ่านอุปนิสัยสำคัญหลายประการ:
- ความบริสุทธิ์และปราศจากข้อตำหนิ (Blamelessness): เปาโลได้ประพฤติตัว บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากข้อตำหนิ ในหมู่ผู้ที่เชื่อ คำว่า ‘ปราศจากข้อตำหนิ’ (blemeless) นั้น ไม่ได้หมายถึงความสมบูรณ์แบบ (perfect) หรือไม่มีความผิดพลาด แต่หมายถึง ไม่เปิดช่องโหว่ หรือ ไม่ทำตัวให้มีตำหนิ ในเรื่องที่ไม่สมควรหรือในเรื่องที่ หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม เช่น การไม่ประพฤติตัวให้เป็นเหยื่อหรือเป็นกับดักในเรื่องที่ไม่ดี
- ความสุภาพอ่อนโยน (Gentleness): การอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย ความสุภาพอ่อนโยน เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน คือการสำแดงความรัก โดยมีความอดทนต่อกัน เพราะคนในครอบครัวของพระเจ้าเติบโต รู้ และเก่งไม่เท่ากัน
- การอุทิศตน (Self-Sacrifice): เปาโลกล่าวว่าท่านพร้อมจะ เผื่อแผ่ เจือจาน ไม่ใช่แค่ข่าวประเสริฐ แต่ อุทิศตัวของท่าน ให้แก่ผู้อื่นด้วย เพราะผู้เชื่อเป็นที่รักยิ่งของท่าน นี่เป็นการใช้ชีวิตเป็นแบบอย่าง โดยไม่ใช่การยัดเยียดแค่หลักคำสอน
- ความซื่อตรง (Integrity): การแสดงความซื่อตรงต่อหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงการทำสิ่งที่ดีโดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือการถูกสั่งใช้ ความรักจะทำให้นำไปสู่การปรนนิบัติได้อย่างสบายใจ
การเป็นแบบอย่างชีวิตจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า นิสัยแบบเดียวที่มีในพระเยซูคริสต์ ได้เริ่มเด่นชัดขึ้นในตัวเรา และ ตัวเก่า ของเราได้จางบางเบาลง ซึ่งเป็นผลมาจากการ พึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ไม่ใช่จากการฝืนทนด้วยกำลังความตั้งใจของตนเอง
การเป็นแบบอย่างชีวิตเปรียบเสมือน ตราประทับ ที่รับรองคุณภาพของสินค้า (คือข่าวประเสริฐ) หากสินค้าดีแต่ตราประทับเสียหาย ผู้คนก็อาจไม่เชื่อมั่น แต่เมื่อตราประทับนั้น (ชีวิตของเรา) สมบูรณ์แบบและชัดเจน ผู้คนก็จะเชื่อมั่นในสินค้า (ข่าวประเสริฐ) ที่เรานำเสนอ
พึ่งฤทธิ์เดชพระเจ้า
การพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าเป็นหลักการสำคัญที่แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจของการสร้างและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้เชื่อให้เป็นที่ชอบ
ความแตกต่างระหว่างกำลังของตนเองและฤทธิ์เดชของพระเจ้า
การพึ่งในฤทธิ์เดชของพระเจ้าถูกนำมาเปรียบเทียบและแตกต่างอย่างชัดเจนจากการใช้ความตั้งใจของมนุษย์:
- ไม่พึ่งกำลังความตั้งใจของตนเอง: อัครทูตเปาโลกล่าวถึงความกล้าหาญในการประกาศข่าวประเสริฐว่า ไม่ได้พึ่งกำลังความตั้งใจของตัวเอง
- นิสัยสร้างไม่ได้ด้วยการฝืนทน: นักจิตวิทยาชี้ว่าคุณลักษณะนิสัยมาจากทัศนคติข้างในที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาตั้งแต่เยาว์วัย และหากพยายามจะฝืนทนหรือฝืนธรรม ก็จะได้อยู่เพียง ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
ฤทธิ์เดชพระเจ้า: กลไกของการเปลี่ยนแปลงภายใน
การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและการพัฒนาคุณลักษณะชีวิตที่ดี จนเป็นที่ชอบนั้น เกิดขึ้นได้โดยอาศัยการทรงนำและฤทธิ์เดชของพระเจ้า:
- การปั้นแต่งชีวิตโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์: พระวัจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ เกี่ยวข้องกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่จะปั้นแต่งชีวิต และจะช่วยนำพาใจของเราให้ไปถึงในระดับศักยภาพที่พระเจ้าประสงค์ไว้
- การเชื่อพึ่งในอำนาจ: การมีความมุ่งมั่น (Determination) ในการทรงเรียกของพระเจ้า คือ การเชื่อพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า และยืนหยัดในการทรงเรียกนั้นอย่างคงเส้นคงวา
- การเปลี่ยนแปลงภายใน: การทำตัวเป็นข่าวประเสริฐคือการมี ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงข้างใน ด้วย อาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า
- ผลงานของพระวิญญาณ: การที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้น เป็นเพราะ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเข้ามา ซึ่งจะช่วยเราให้เป็น ผลงานการสร้างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านทางพระคำ ซึ่งจะนำเราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงและปั้นแต่งได้
- ความมั่นใจของเปาโล: อัครทูตเปาโลสามารถพูดถึงอุปนิสัยที่ดี (ซึ่งเป็นนิสัยแบบเดียวที่มีในพระเยซูคริสต์) ด้วยความมั่นใจได้ เพราะท่านพึ่งในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ท่านเปลี่ยนจากคนที่ห้าวหาญและไม่เอาใคร กลายเป็นคนที่มีน้ำใจและถ่อมใจแบบพระคริสต์
ผู้เชื่อไม่ควรปล่อยตัวเองให้ จมแช่อยู่กับนิสัยที่แย่ ๆ เกินไป แต่ควรหันกลับมา พึ่งพาพระเจ้า เพื่อให้ “ตัวเก่า” อ่อนแรงลง และให้ ชีวิตแบบพระคริสต์เด่นชัดขึ้น แทน การที่เราได้เป็นที่ชอบนั้นคือการที่นิสัยเหล่านี้มีและ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า
การพึ่งในฤทธิ์เดชพระเจ้าจึงเปรียบเสมือนการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งพลังงาน ตัวเราเอง (เครื่องใช้) ไม่สามารถสร้างพลังงานเพื่อทำงานหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่เมื่อเราเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานที่แท้จริง (ฤทธิ์เดชของพระเจ้า) เราก็จะสามารถทำงานและทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพที่พระองค์ทรงออกแบบไว้
