อำนาจฤทธิ์ของพระเจ้า ที่ทำงานในชีวิตของผู้เชื่อ ผู้เทศนาได้เปรียบเทียบชีวิตที่ขาดพลังของพระเจ้าเหมือนรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด เพื่อเน้นว่าผู้เชื่อจำเป็นต้องมี แหล่งพลังงานภายใน จากพระเจ้าเสมอ หัวใจหลักของการเทศนาคือการอธิบายว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานในชีวิตของผู้เชื่อผ่านสามทางสำคัญ ได้แก่ การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง, พระสัญญาอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ของพระองค์, และ การมีส่วนร่วมในพระลักษณะ ของพระเจ้า เพื่อให้ผู้เชื่อสามารถเอาชนะความชั่วและดำเนินชีวิตที่เกิดผลตามที่พระเจ้าทรงเรียกไว้.
ฤทธานุภาพของพระเจ้า
ฤทธานุภาพของพระเจ้า เน้นย้ำว่าฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เชื่อ และเป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์
ลักษณะและคำจำกัดความของฤทธานุภาพของพระเจ้า
ฤทธานุภาพของพระเจ้าคือ ความสามารถและความโปรดปราน ซึ่งเป็น ฤทธิ์อำนาจและสิทธิอำนาจ ที่เป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ฤทธิ์อำนาจนี้เป็น ฤทธิ์เดชเดียวกัน กับที่พระเจ้าทรงกระทำในการให้พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย
ฤทธานุภาพนี้เป็นแหล่งกำเนิดของการเปลี่ยนชีวิต และเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจกระทำได้ด้วยตนเอง อัคทูตเปาโลเองก็ได้ยืนยันว่าสิ่งที่ตนเป็นอยู่ได้นั้นเป็น “ด้วยพระคุณของพระเจ้า”
ผลงานและการกระทำของฤทธานุภาพของพระเจ้า
ฤทธานุภาพของพระเจ้าส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของผู้เชื่อในหลายด้าน:
-
การเปลี่ยนแปลงตัวตนและสถานะ
- การเปลี่ยนแก่นแท้: ฤทธานุภาพของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ทั้งอัตลักษณ์ ตัวตน และบุคลิกภาพข้างใน สิ่งที่นักจิตวิทยาหรือนักอาชญาวิทยาอาจฟันธงว่ามนุษย์มีอัตลักษณ์เดียวและบุคลิกภาพ (character) เปลี่ยนไม่ได้ แต่ในพระคริสต์ อัตลักษณ์และธาตุแท้ในชีวิตสามารถเปลี่ยนได้
- การชำระและเปลี่ยนสถานะ: ฤทธานุภาพของพระเจ้าเปลี่ยนมนุษย์ที่ควรถูกสาปแช่งและเป็นคนบาป ให้กลายเป็นผู้ที่ โปรดปราน และเป็น บุตรสุดที่รัก ของพระเจ้าได้
- การเอาชนะความเสื่อมทราม: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะช่วยให้ผู้เชื่อก้าวข้ามและ พ้นความเสื่อมทราม ที่มีอยู่ในโลกซึ่งเกิดจาก ตัณหาชั่ว
-
การจัดเตรียมและให้การสนับสนุน
- ประทานทุกสิ่งที่จำเป็น: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าให้ ทุกสิ่ง ที่จำเป็นต่อชีวิต และ ต่อการดำเนินตามทางของพระเจ้า
- ให้ความเข้าใจ: โดยการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ฤทธิ์อำนาจจะ เปิดตาใจ ของเราให้เข้าใจพระคำของพระเจ้า
- ให้การปกป้อง: เมื่อเผชิญกับการทดลองหรือบ่วงดักของมารซาตาน ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะช่วยเราและเป็นเหมือน “บอดี้การ์ด” ที่ปกป้องเรา
- เพิ่มความหวัง: ฤทธานุภาพของพระเจ้าเติมเต็มให้เรามีความหวังใจ ไม่ใช่แค่สำหรับตนเอง แต่สำหรับพี่น้องญาติมิตรที่ยังไม่สมบูรณ์แบบด้วย เพราะเชื่อว่าพระองค์ทรงฤทธิ์มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้
-
การทำให้เป็นที่ชอบ
- ฤทธานุภาพของพระเจ้าทำให้ชีวิตของเรา เป็นที่ชอบพระทัย และ พร้อมที่จะกระทำการดี ตามที่พระองค์ดำริไว้
- พระเจ้าเป็นผู้ที่ จ่ายราคา เพื่อให้เราเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้
- ถ้าไม่มีฤทธานุภาพนี้ ชีวิตที่ถูกเปลี่ยนจะ ไม่ไร้ประโยชน์ และไม่ไร้ผล ในการรู้จักพระเยซูคริสต์
ช่องทางที่ฤทธานุภาพของพระเจ้าทำกิจ
ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทำกิจในชีวิตของผู้เชื่อผ่านทางหลัก 3 ด้าน:
1. ผ่านทางการรู้จักพระเจ้า
การรู้จักพระเจ้าในที่นี้ไม่เพียงแค่การรู้เรื่องราวของพระองค์ แต่เป็นการรู้จักที่มาจากการ ชิดใกล้ การได้สัมผัส และการอยู่กับพระองค์ การรู้จักนี้มาจากการ เปิดเผยสำแดง ผ่านปัญญาที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากสมองหรือความรู้ของมนุษย์ การรู้จักนี้ทำให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเราด้วย พระสิริ และ คุณธรรม/ความล้ำเลิศ ของพระองค์
2. ผ่านทางพระสัญญาของพระเจ้า
พระสัญญาของพระเจ้าเป็นสิ่ง ล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ซึ่งฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทำกิจผ่านพระสัญญาเหล่านี้ ตัวอย่างของพระสัญญาที่ล้ำค่า ได้แก่:
- ความรักของพระบิดา: เป็นความรักที่ตัดสินใจรักเราในขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่
- ความรอดในพระโลหิตของพระคริสต์: ซึ่งสมบูรณ์แบบและเพียงพอแล้ว
- คำอธิษฐานของพระเยซู: พระองค์ยังคงอธิษฐานเผื่อเราในฐานะมหาปุโรหิตที่เข้าใจเรา
- การประทับอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์: พระวิญญาณทรงเป็น ตรามัดจำ ที่ยืนยันว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าและมีสิทธิ์ในมรดกทั้งหมดของพระองค์
3. ผ่านการมีส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้า
การมีส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้าหมายถึงการยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ สร้างชีวิตเราใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ซึ่งนำไปสู่การเอาชนะบาปชั่ว ผู้เชื่อต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะเพิ่มคุณลักษณะ 7 ประการเข้าไปในชีวิต
การเข้าร่วมในพระกายของพระเจ้า (คริสตจักร) ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ฤทธานุภาพจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้เชื่อมาอยู่ร่วมกันในการนมัสการ การฟังคำสอน หรือการแบ่งปันประสบการณ์ จะเป็นโอกาสให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเติมเต็มและทำงานในชีวิตของเราได้
ทางเลือกในการพึ่งพาฤทธานุภาพ
มนุษย์มีทางเลือก 3 ทางในการดำเนินชีวิตและรับใช้:
- พึ่งกำลังของตนเอง: มั่นใจในสติปัญญา ความสามารถของตนเอง และคิดว่าพระเจ้าไม่จำเป็นสำหรับตน (ทางซ้ายสุด)
- ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้าฝ่ายเดียว: เชื่ออย่างเดียว ไม่ตั้งใจทำอะไรเลย (ทางขวาสุด)
- พึ่งพระเจ้าและทำเต็มที่: เลือกทางตรงคือการพึ่งพระเจ้าและ ทำหน้าที่ของตนบนพื้นฐานการยอมจำนนอย่างตั้งใจในพระเจ้า (ทางตรง)
ผู้เชื่อถูกกำชับให้เลือกทางตรง และพึ่งพาฤทธานุภาพของพระเจ้าให้เข้ามาทำงานในชีวิต องค์ประกอบสำคัญคือ ความตั้งใจ ที่จะนำพระคำมาปรับแก้ไขปฏิบัติใช้ในชีวิต
ฤทธานุภาพของพระเจ้าที่ทำงานในชีวิตผู้เชื่อนั้น เปรียบเสมือน แบตเตอรี่ที่มีพลังงานไม่สิ้นสุด แม้ว่ารถยนต์ (ชีวิตเรา) จะมีศักยภาพและฟังก์ชันมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่มีแหล่งพลังงาน (ฤทธิ์เดชของพระเจ้า) ก็ไม่สามารถทำงานได้ เราต้องต่อติดอยู่กับพระองค์เพื่อให้แหล่งพลังงานนี้เติมเต็มอยู่เสมอ
ความเชื่อและการพึ่งพา
ความเชื่อและการพึ่งพา ผู้เทศนามุ่งเน้นไปที่ความจำเป็นของผู้เชื่อที่จะต้องพึ่งพาฤทธานุภาพและพระคุณของพระเจ้าอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตและการบรรลุเป้าหมายตามที่พระองค์ทรงประสงค์
ความจำเป็นในการพึ่งพาฤทธานุภาพของพระเจ้า
การพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตของผู้เชื่อสามารถดำเนินไปตามทางของพระเจ้าได้
- ขีดจำกัดของมนุษย์: ชีวิตมนุษย์นั้นมีตัวแปรเยอะแยะไปหมด เป็นไปไม่ได้ ที่เราจะสามารถแสดงออกถึงพระเยซูคริสต์ได้ด้วยเพียงแค่ความคิดหรือความรู้ของเราเอง
- แหล่งพลังงานชีวิต: ชีวิตของผู้เชื่อเปรียบได้กับรถยนต์หรือเครื่องมือที่มีศักยภาพและฟังก์ชันมากมาย แต่ถ้าไม่มี แหล่งพลังงาน หรือ แบตเตอรี่ (ซึ่งหมายถึงฤทธิ์เดชของพระเจ้า) ก็ไม่สามารถทำงานได้
- การเอาชนะศัตรู: หากเราไม่พึ่งพาฤทธานุภาพอันมหันต์ของพระเจ้า เราจะพ่ายแพ้ต่อศัตรูตัวแรกคือ มารซาตาน และศัตรูตัวที่สองคือ อัตตา (ความละโมบ) ของเราเอง มารซาตานจะเข้ามาปลุกเร้าให้เราทำตามความชอบส่วนตัว ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวทางจิตวิญญาณ
- การไปถึงเป้าหมาย: หากผู้เชื่ออาศัยเพียงแค่ กำลังกาย ของตนเอง แต่ไม่พึ่งพาอำนาจฤทธิ์ของพระเจ้า เราจะล้มลงและไปไม่ถึงหมุดหมาย แต่หากเราพึ่งพาพระเจ้า การบรรลุเป้าหมายนั้นทำได้อย่างแน่นอน
ความเชื่อและการพึ่งพาที่แตกต่างกัน
ผู้เทศนาแบ่งความเชื่อออกเป็นสองระดับ:
- ความเชื่อระดับพื้นฐาน: เป็นการเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ซึ่งแม้แต่ มารซาตานก็รู้และเชื่อแบบนั้นด้วย
- ความเชื่อของคริสเตียน: ต้องไปให้ไกลกว่านั้น ต้อง ทะลุทะลวง และไปได้แรงและไกลกว่าความเชื่อระดับพื้นฐาน การพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริงจะทำให้เรามีความ หวังใจ ในฤทธานุภาพของพระองค์ว่ามีฤทธิ์มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเราและญาติมิตรพี่น้องที่ยังไม่สมบูรณ์แบบได้
ทางเลือกของการพึ่งพาและการดำเนินชีวิต
มนุษย์มีทางเลือก 3 ทางในการดำเนินชีวิตและการรับใช้ที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพา:
- พึ่งกำลังของตนเองอย่างเต็มที่ (ทางซ้ายสุด): มั่นใจในสติปัญญาและความสามารถของตนเอง และอาจคิดว่า พระเจ้าไม่จำเป็นสำหรับผมเท่าไหร่
- ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเจ้าฝ่ายเดียว (ทางขวาสุด): เชื่ออย่างเดียว โดยไม่ตั้งใจและไม่ทำอะไรเลย
- พึ่งพระเจ้าและทำเต็มที่ (ทางตรง): เป็นทางที่ถูกต้องที่เราควรเลือก คือ พึ่งพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนบนพื้นฐานการยอมจำนนอย่างตั้งใจในพระเจ้า
ผู้เทศนากำชับให้เลือก ทางตรงเท่านั้น เพราะถ้าเราทำตามแนวทางนี้ เราจะไม่มีวันล้มเหลวในการสำแดงสิ่งที่พระเจ้าประสงค์
การยอมจำนนและความตั้งใจ: องค์ประกอบของการพึ่งพา
การพึ่งพาพระคุณและฤทธานุภาพของพระเจ้าจำเป็นต้องอาศัย ความตั้งใจ และ การยอมจำนน ของมนุษย์:
- ความตั้งใจที่แน่วแน่: เราต้องอยู่ภายใต้การยอมจำนนบน ความตั้งใจ และ ความแน่วแน่ ที่จะนำพระคำมาปรับแก้ไขและปฏิบัติใช้ในชีวิต
- การยอมจำนนในการสร้างใหม่: การที่เรามีส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้า คือการ จำนนต่อพระองค์ โดยยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามา สร้างชีวิตเราขึ้นมาใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ถ้าเรากอดตัวตนเดิมของเราเอาไว้ พระองค์ก็ไม่สามารถปั้นแต่งชีวิตเราได้
เมื่อเราพึ่งพาและยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างตั้งใจ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะเข้ามาทำกิจในชีวิตเรา โดยการให้ ทุกสิ่ง ที่จำเป็นต่อชีวิตและการดำเนินตามทางของพระเจ้า และจะทำให้เราหลุดพ้นจากปัญหาและเสริมสร้างชีวิตให้ดีกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง
การพึ่งพาพระเจ้า ในมุมมองนี้ ไม่ใช่การลอยตัวไปตามลม แต่เปรียบเสมือนการ เป็นนักปีนเขามืออาชีพ ที่แม้จะออกแรงปีนอย่างเต็มที่ (ทำเต็มที่) แต่ก็ต้องผูกเชือกและยึดตัวเองไว้กับหลักยึดที่แข็งแกร่ง (พึ่งพาฤทธานุภาพของพระเจ้า) เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ตกลงมาและสามารถไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ
การทรงเรียกและเลือก
การทรงเรียกและการทรงเลือก (The Calling and The Choosing) ผู้เทศนาเน้นย้ำว่านี่คือภารกิจและสถานะที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้เชื่อ ซึ่งต้องได้รับการยืนยันและการพึ่งพาฤทธานุภาพของพระองค์อย่างต่อเนื่อง
1. คำจำกัดความและผู้ทรงเรียก
การทรงเรียกและการทรงเลือกเป็นสิ่งที่ พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับผู้เชื่อ เพื่อให้บรรลุถึงภารกิจบางอย่าง
- ผู้ทรงเรียกและเลือก: พระเจ้าเป็นผู้ทรงเรียกเราด้วย พระสิริและพระคุณธรรม (หรือความล้ำเลิศ) ของพระองค์
- เป้าหมายของพระเจ้า: การทรงเรียกและการทรงเลือกนั้น มีจุดมุ่งหมายหลักคือ นอกเหนือจากการถวายการสรรเสริญแด่พระเจ้าแล้ว พระองค์เรียกเราให้แยกออก มาจากโลกทั่วไป เพื่อจะใช้เราให้เป็น พยานที่มีชีวิต ให้กับผู้คนรอบข้าง เพื่อเปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นได้เข้าถึงพระเยซูคริสต์
- การบรรลุเป้าหมาย: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถไปถึง เป้าหมายที่พระเจ้าได้ทรงเรียกแก่เรา
2. ความรับผิดชอบในการ “ยืนยัน” การทรงเรียก
ผู้เชื่อมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อการทรงเรียกและการทรงเลือกของพระเจ้า
- การพยายามอย่างที่สุด: พระคำของพระเจ้ากำชับให้เรา จงพยายามมาก ขึ้น ยืนยัน การทรงเรียกและการทรงเลือกที่พระเจ้ามีไว้สำหรับพวกท่านนั้น
- ความหมายของการยืนยัน: คำว่า “ยืนยัน” ในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำเครื่องหมาย แต่หมายถึงการ ยืนหยัดอยู่ตรงนั้น หรือ การยืนหยัดตั้งมั่น (stand firm) การยืนยันนี้เกี่ยวข้องกับความเข้มแข็งในชีวิตในพระคริสต์ ที่จะให้ภารกิจที่พระเจ้าทรงเรียกและเลือกไว้เป็นไปตามนั้น
3. ผลของการยืนยันและการไม่ยืนยัน
การตอบสนองของเราต่อการทรงเรียกส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและผลลัพธ์ในการรับใช้
ผลลัพธ์เมื่อเรายืนยันและพึ่งพา:
เมื่อเราพยายามอย่างที่สุดที่จะเพิ่มคุณลักษณะที่ดี (7 ประการ) เข้าไปในชีวิต และเมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะของเราและเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้เรา:
- เป็นคน ไม่ไร้ประโยชน์
- ไม่ไร้ผลในการรู้จักพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
- เราจะได้ชื่อว่าสิ่งนี้แหละคือ การทรงเรียกและการทรงเลือกของพระเจ้า
นอกจากนี้ เมื่อเราทำตามแนวทางที่ถูกต้อง (พึ่งพระเจ้าและทำเต็มที่) เราจะ ไม่ล้มลง และหนทางที่จะเข้าสู่อาณาจักรนิรันดร์ของพระเยซูคริสต์จะ ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพร้อมมูล สำหรับเรา
ผลลัพธ์เมื่อเราไม่พึ่งพาและล้มเหลว:
- ถ้าเรา ไม่สนใจฤทธานุภาพของพระเจ้า เราจะ ล้มเหลว ในการสำแดงสิ่งที่พระเจ้าประสงค์จากเรา
- หากเราไม่พึ่งพาฤทธิ์เดชของพระเจ้า อาจทำให้เรา ไปไม่ถึงเป้าหมายที่พระเจ้าได้ทรงเรียกแก่เรา เพราะเราจะถูกมารซาตานและอัตตา (ความละโมบ) เข้ามาทำลายได้
4. การทรงเรียกผ่านชีวิตที่ถูกสร้างใหม่
การทรงเรียกของพระเจ้าให้เป็นพยานที่มีชีวิตนั้น จะสำแดงออกผ่าน ชีวิต อุปนิสัย และคุณลักษณะ ที่พระเจ้าสร้างใหม่แล้ว
- คุณภาพชีวิตภายใน: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะเข้ามาทำกิจในชีวิตของเราเพื่อ แก้ไขอุปนิสัย และสร้างชีวิตเราใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์
- การเป็นพยาน: ทุกอย่างที่เราคิด พูด และทำ จะ สะท้อนให้เห็นว่าใครเป็นผู้ อยู่ในเรา และเราเป็นคนของใคร เมื่อชีวิตของเราถูกเปลี่ยนใหม่ ผลชีวิตภายในของเราที่แสดงออกผ่านคุณธรรม 7 ประการ จะทำให้คนอื่นมองออกและคิดได้ว่า นี่แหละ คือคนที่เข้าถึงและมีฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำกิจเรียบร้อยแล้ว
กล่าวโดยสรุป การทรงเรียกและการทรงเลือกจากพระเจ้าเป็น ภารกิจที่มอบหมาย ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์อันล้ำเลิศของพระองค์ แต่ความสำเร็จของการทรงเรียกนี้ขึ้นอยู่กับการที่ผู้เชื่อต้อง พึ่งพาฤทธานุภาพของพระเจ้า และ ยืนหยัดอย่างตั้งใจ ในการน้อมนำพระคำมาปรับแก้ไขปฏิบัติใช้ในชีวิต เพื่อให้ชีวิตเป็นที่ชอบพระทัยและถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ชีวิตคริสเตียน
ชีวิตคริสเตียน (Christian Life) เป็นการเดินทางของการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ ตัวตน และการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของการพึ่งพาพระคุณและฤทธานุภาพของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายคือการเป็นภาพสะท้อนของพระเยซูคริสต์
1. ฐานรากของชีวิตคริสเตียน: อัตลักษณ์ใหม่และการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตคริสเตียนเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงที่แก่นแท้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจกระทำได้ด้วยกำลังของตนเอง
- นิยามอัตลักษณ์: คริสเตียนคือ พวกที่เดินตามพระเยซูคริสต์ หรือ พวกที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์
- การเปลี่ยนแปลงที่แก่นแท้: ในความจริงทั่วไป นักจิตวิทยาอาจยืนยันว่าบุคลิกภาพ (character) เปลี่ยนไม่ได้ แต่ในพระคริสต์ อัตลักษณ์ ตัวตน บุคลิกภาพ และธาตุแท้ในชีวิต ของเรา เปลี่ยนได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มนุษย์ที่ควรถูกสาปแช่งและเป็นคนบาป กลายเป็น ที่โปรดปราน และเป็น บุตรสุดที่รัก ของพระเจ้า
- แหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลง: การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า และ ฤทธานุภาพของพระเจ้าเท่านั้น ที่เป็นผู้จ่ายราคาและทำให้เราเป็นที่ชอบได้ เราจึงไม่จำเป็นต้อง “มองตัวเองในกระจก” ที่ร้าวอีกต่อไป แต่ควรมองด้วยความมีคุณค่าในพระคุณกรุณา
2. เป้าหมายและภารกิจของคริสเตียน
พระเจ้าทรงเรียกและเลือกผู้เชื่อไว้สำหรับภารกิจและเป้าหมายที่ชัดเจน
- การแยกออกและการเป็นพยาน: พระเจ้าทรงเรียกเราให้ แยกออกจากโลกทั่วไป เพื่อใช้เราให้เป็น พยานที่มีชีวิต ให้กับคนรอบข้าง และสร้างโอกาสให้คนเหล่านั้นเข้าถึงพระเยซูคริสต์
- การสะท้อนพระคริสต์: ทุกสิ่งที่ผู้เชื่อคิด พูด และทำ จะต้อง สะท้อนให้เห็นว่าใครเป็นผู้ที่อยู่ในเรา และ เราเป็นคนของใคร
- ผลของชีวิตสำคัญกว่าผลของงาน: พระเจ้าไม่ได้ทรงมองหา “ผลของงาน” จากเรา แต่พระองค์มองหา ผลของชีวิต ที่เราถูกเปลี่ยนแปลงและ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์
3. การดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาและความตั้งใจ
การใช้ชีวิตคริสเตียนอย่างมีผลและบรรลุการทรงเรียกต้องอาศัยการพึ่งพาพระเจ้าอย่างถูกวิธี
- ทางเลือกที่ถูกต้อง: ผู้เชื่อต้องเลือก ทางตรง คือ พึ่งพระเจ้าและทำเต็มที่ และทำหน้าที่ของตนบนพื้นฐานของการ ยอมจำนนอย่างตั้งใจในพระเจ้า การพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่แค่ความเชื่อระดับพื้นฐานที่แม้แต่มารซาตานก็มี แต่ต้องเป็นความเชื่อที่ทะลุทะลวง
- แหล่งพลังงาน: ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเปรียบเสมือน แหล่งพลังงาน หรือ แบตเตอรี่ ของชีวิต ถ้าไม่มีฤทธิ์เดชนี้ เราจะ ล้มเหลว ในการสำแดงสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ และจะถูกทำลายโดยศัตรูตัวแรก (มารซาตาน) และศัตรูตัวที่สอง (อัตตาหรือความละโมบ)
- การยืนยันการทรงเรียก: เราถูกกำชับให้ พยายามมาก ขึ้น ยืนยัน การทรงเรียกและการทรงเลือก ซึ่งหมายถึงการ ยืนหยัดตั้งมั่น (stand firm) ด้วยความเข้มแข็งในพระคริสต์
4. คุณลักษณะและการประพฤติ
ชีวิตคริสเตียนที่ดีจะถูกสถาปนาไว้ด้วย ปัญญาและพระคุณที่มาจากพระเจ้า
- ปัญญาที่มาจากเบื้องบน: ปัญญาของพระเจ้าสะท้อนผ่านพฤติกรรมและคุณลักษณะที่แตกต่างจากปัญญาโลก ลักษณะสำคัญของปัญญาที่มาจากพระเจ้า ได้แก่:
- บริสุทธิ์: ไม่ตีสองหน้า ไม่มีวาระซ่อนเร้น.
- สงบสุข: ไม่ข่มขู่ ไม่ขัดเคืองใจ และไม่ตำหนิ.
- ว่าง่าย: ยอมรับแนวทางหรือน้ำพระทัยของพระเจ้า.
- เปี่ยมด้วยเมตตา: มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มีการยืดหยุ่นผ่อนปรน และเอาใจใส่ผู้อื่นด้วยท่าทีอ่อนโยน.
- ความถูกต้อง: เลือกความถูกต้องบนบรรทัดฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า แทนที่จะเลือกความสงบสุขเพียงอย่างเดียว.
- ไม่ลำเอียง: มีความซื่อตรงและมีมาตรฐานเดียว.
- ไม่น่าซื่อใจคด: จริงใจ ไม่กลับกลอก และไม่หลอกลวง.
- การเพิ่มคุณลักษณะ (7 ประการ): ผู้เชื่อต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะเพิ่มคุณลักษณะ 7 ประการ (ความเชื่อ, คุณธรรม, ความรู้, การเหนี่ยวรั้งตน, ขันตี, ธรรมะ, ความรักฉันพี่น้อง, ความรักทั่วไป) เข้าไปในชีวิต ซึ่งจะทำให้เราเป็นคน ไม่ไร้ประโยชน์และไม่ไร้ผลในการรู้จักพระเยซูคริสต์.
5. การเติบโตผ่านความสัมพันธ์
ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทำงานในชีวิตผู้เชื่อผ่าน 3 ช่องทางหลัก ซึ่งส่งผลต่อการเติบโต:
- ผ่านการรู้จักพระเจ้า: เป็นการรู้จักที่มาจากการ ชิดใกล้ สัมผัส และอยู่กับพระองค์ ซึ่งต้องอาศัย ปัญญา หรือ การเปิดเผยสำแดง จากพระเจ้า ไม่ใช่แค่ความรู้ในสมอง.
- ผ่านทางพระสัญญาของพระเจ้า: ฤทธิ์เดชจะทำกิจผ่านพระสัญญาที่ ล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ของพระเจ้า เช่น ความรักของพระบิดา, ความรอดในพระโลหิตของพระคริสต์, การอธิษฐานเผื่อของเราของพระเยซู, และการประทับอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ที่เป็นตรามัดจำ). พระสัญญานี้ช่วยให้เรา พ้นความเสื่อมทราม ที่มีอยู่ในโลก.
- ผ่านการมีส่วนร่วมในพระลักษณะและพระกายของพระเจ้า: การมีส่วนร่วมในพระลักษณะคือการ ยอมจำนน ต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เข้ามา สร้างชีวิตเราใหม่ ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ นอกจากนี้ การรวมตัวกันใน พระกายของพระเจ้า (คริสตจักร) เป็นโอกาสที่ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะ เพิ่มมากขึ้น เพราะเราถูกออกแบบให้อยู่ร่วมกันในฐานะอวัยวะที่ต่อติดและเชื่อมโยงถึงกัน.
ชีวิตคริสเตียนที่ประสบความสำเร็จเปรียบเสมือน การสร้างตึกที่แข็งแรง ต้องเริ่มต้นจากการวาง ฐานราก (อัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลง) ที่มั่นคง ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วย พลังงาน (ฤทธานุภาพของพระเจ้า) และต้องใช้วัสดุในการก่อสร้างที่เป็น คุณภาพดี (คุณลักษณะและปัญญาที่มาจากเบื้องบน) เพื่อให้ตึกนั้นสามารถ ยืนหยัดตั้งมั่น และเป็นที่ชอบแก่ผู้พบเห็นได้.
พระลักษณะพระเจ้า
พระลักษณะพระเจ้า (God’s attributes หรือ พระคุณลักษณะ) ผู้เทศนาเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ทรงฤทธิ์อำนาจ ผู้ทรงความรัก และผู้ทรงความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นรากฐานที่กำหนดว่าพระองค์ทรงกระทำกิจในชีวิตผู้เชื่ออย่างไร
1. ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ (Power and Authority)
ฤทธานุภาพของพระเจ้า เป็นพระลักษณะสำคัญที่กำหนดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
- คำจำกัดความ: ฤทธานุภาพของพระเจ้าคือ ความสามารถและความโปรดปราน ซึ่งเป็น ฤทธิ์อำนาจและสิทธิอำนาจ ที่มี เฉพาะในพระเจ้า และเป็นของพระเจ้า
- ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากตาย: ฤทธิ์เดชที่ทรงกระทำในชีวิตของผู้เชื่อนั้น เป็น ฤทธิ์เดชเดียวกัน กับที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในการให้พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย
- ผลของการทรงฤทธิ์: ฤทธานุภาพนี้เป็นพลังเดียวที่สามารถ เปลี่ยนชีวิต ของมนุษย์ที่เป็นคนบาปที่ควรถูกสาป ให้กลายเป็น ที่โปรดปราน และเป็น บุตรสุดที่รัก ของพระเจ้าได้ มนุษย์เองไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ฤทธิ์เดชนี้ยังช่วยให้ผู้เชื่อพ้นจาก ความเสื่อมทราม ที่มีอยู่ในโลกซึ่งเกิดจากตัณหาชั่ว
2. ความบริสุทธิ์และกฎเกณฑ์ (Holiness and Principles)
พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่การกระทำที่สอดคล้องกับหลักการของพระองค์
- ความบริสุทธิ์: พระเจ้าเป็นบริสุทธิ์
- การคงไว้ซึ่งหลักการ: พระองค์จะ ไม่ทำอะไรที่หักขืนกับกฎเกณฑ์ของพระองค์ และพระองค์ จะไม่มา เออ ออ ห่อ หมก และ อยู่ กับ มนุษย์ ผู้ ที่ มี ความ บาป อย่าง แน่นอน
- ความล้ำเลิศและดีงาม: พระเจ้าทรงเรียกผู้เชื่อด้วย พระสิริ และ คุณธรรม/ความล้ำเลิศ ของพระองค์ ความล้ำเลิศนี้เกี่ยวข้องกับ ความดีงาม (good) ของพระเจ้า ความบริสุทธิ์นี้ทำให้ผู้เชื่อเกิด สามัญสำนึก (common sense) และรู้ว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง เมื่อก่อนอาจเคยประพฤติชั่วอย่างสนุกสนาน แต่เมื่ออยู่กับพระเจ้าจะรู้ว่า แบบนี้ไม่ถูก
3. ความรัก พระเมตตา และพระคุณ (Love, Mercy, and Grace)
พระลักษณะแห่งความรักและพระคุณของพระเจ้าเป็นสาเหตุที่ทรงเข้ามาทำกิจในชีวิตมนุษย์
- ความรักที่ตัดสินใจ: ความรักของพระบิดาเป็นพระสัญญาที่ ไม่เหมือนใคร เพราะเป็น ความรักที่ตัดสินพระทัยรักขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ความรักนี้ทรงมอบให้แม้ในขณะที่เราอยู่ในสภาพที่ชั่วและสารเลว
- พระคุณ (Grace): พระคุณของพระเจ้าคือ ความสามารถและความโปรดปราน ของพระองค์ ผู้เชื่อยืนอยู่ได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า พระคุณนี้ที่ประทานแก่ผู้เชื่อ ไม่ไร้ประโยชน์ และช่วยให้เราสามารถที่จะเป็นที่ชอบของพระองค์ได้
4. พระปัญญา (Wisdom)
พระปัญญาของพระเจ้าเป็นเครื่องมือในการเปิดเผยและให้ความเข้าใจแก่ผู้เชื่อ
- แหล่งที่มาของการเปิดเผย: พระปัญญาคือ การเปิดเผยสำแดงที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากสมองหรือการเรียนรู้ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ลึกข้างใน
- การเปิดตาใจ: พระปัญญาช่วยให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ประจักษ์แจ้ง เข้าใจ ในสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยสำแดง และช่วย เปิดตาใจ ของเราให้รับรู้ความจริง
- ผลของพระปัญญาในชีวิต: พระปัญญาที่มาจากพระเจ้าจะสะท้อนผ่านคุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้เชื่อ ซึ่งต่างจากปัญญาโลก:
- บริสุทธิ์: ไม่ตีสองหน้า ไม่มีวาระซ่อนเร้น
- สงบสุข: ไม่ข่มขู่ ไม่ขัดเคืองใจ และไม่ตำหนิ
- ว่าง่าย: ยอมรับแนวทางหรือน้ำพระทัยของพระเจ้า
- เปี่ยมด้วยเมตตาและผลดี: มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) มีการยืดหยุ่นผ่อนปรน และเอาใจใส่ผู้อื่นด้วยท่าทีอ่อนโยน
- ความถูกต้อง: เลือกความถูกต้องบน บรรทัดฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า
- ไม่ลำเอียง: มีความซื่อตรงและมีมาตรฐานเดียว
- ไม่น่าซื่อใจคด: จริงใจ ไม่กลับกลอก และไม่หลอกลวง
5. การดำริและพระประสงค์ (Intentionality and Will)
พระเจ้าทรงกระทำด้วยการวางแผนและมีพระประสงค์ล่วงหน้าสำหรับผู้เชื่อ
- การดำริล่วงหน้า: พระวจนะของพระเจ้าเป็น พระประสงค์ของพระองค์ที่ได้ทรงดำริไว้ พระองค์ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้เชื่อ พร้อมที่จะกระทำการดี
- พระสัญญาอันยิ่งใหญ่: พระลักษณะของพระองค์ทำให้พระองค์ประทาน พระสัญญาอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ แก่เราด้วยความตั้งใจ พระสัญญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบจำยอม แต่ จงใจจะประทาน
พระลักษณะของพระเจ้าทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อผู้เชื่อ: ความบริสุทธิ์ ของพระองค์เปิดเผยความบาปของเรา แต่ ความรักและพระคุณ ของพระองค์ได้จ่ายราคาเพื่อไถ่เรา และ ฤทธานุภาพ ของพระองค์ได้เปลี่ยนตัวตนของเรา สุดท้าย พระปัญญา ของพระองค์ได้ชี้นำให้เราดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อตอบสนองต่อการทรงเรียกนั้น เปรียบเสมือน สถาปนิกที่สมบูรณ์แบบ ผู้ซึ่งไม่เพียงแต่ร่างพิมพ์เขียว (พระประสงค์) เท่านั้น แต่ยังจัดหาวัสดุที่มีคุณภาพ (พระปัญญาและพระคุณ) และให้พลังงานในการก่อสร้าง (ฤทธานุภาพ) เพื่อให้ตึก (ชีวิตคริสเตียน) สร้างเสร็จตามมาตรฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
