Curriculum
Course: 2025-10-19 : "ดีกว่าเดิม ด้วยพระคุณ"
Login
Video lesson

หัวข้อ “ดีกว่าเดิม ด้วยพระคุณ”

อำนาจแห่งพระคุณของพระเจ้า ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง ผู้เทศนาเริ่มต้นด้วยการเน้นว่า พระคำของพระเจ้า เป็นพระประสงค์ที่มาจากการไตร่ตรองและมีคุณประโยชน์ในการสอน ตักเตือน และปรับปรุงแก้ไขชีวิตให้เป็นที่ชอบพระทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เทศนาชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง บุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ กับ อัตลักษณ์และแก่นแท้ภายใน ของมนุษย์ที่โดยลำพังแล้วไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่สามารถถูกเปลี่ยนได้อย่างสิ้นเชิงผ่าน พระโลหิตของพระคริสต์และพระคุณของพระเจ้า ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ผู้เป็นคนบาปกลายเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้ บทเทศนายกตัวอย่างอัครทูตเปาโลที่ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เล็กน้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากความสามารถส่วนตัว แต่มาจากการที่เขาแยกคุณค่าของตนออกจากสิ่งที่พระเจ้าใช้ให้ทำ และมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นดีกว่าตนเองในที่สุด ปัญญาที่มาจากเบื้องบน ถูกนำเสนอว่าเป็นกุญแจสำคัญที่นำมาซึ่งพฤติกรรมที่ดี มีความอ่อนโยน และเปี่ยมด้วยเมตตา ซึ่งแตกต่างจากปัญญาทางโลกที่นำไปสู่ความริษยาและความมักใหญ่ใฝ่สูง ท้ายที่สุด บทสรุปเรียกร้องให้ผู้ฟัง เติมเต็มด้วยพระคุณและปัญญาของพระเจ้า เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เป็นที่ชอบของทั้งพระเจ้าและผู้คน และมีชีวิตที่สะท้อนถึงน้ำใจและทัศนคติแบบพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง

   พระคุณพระเจ้า   

หัวข้อคำเทศนาเรื่องนี้คือ “ดีกว่าเดิม ด้วยพระคุณ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพระคุณคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมได้

ธรรมชาติและนิยามของพระคุณพระเจ้า

พระคุณพระเจ้า (พระคุณ) ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางศาสนาเท่านั้น แต่เป็นแหล่งของอำนาจและพระพรที่แท้จริง:

  1. ความหมายหลัก: พระคุณคือ ความสามารถและความโปรดปราน (Ability and Favor)
  2. อำนาจและสิทธิอำนาจ: พระคุณคือ ฤทธิ์อำนาจและสิทธิอำนาจ (Power and Authority) ซึ่งมีอยู่เฉพาะในพระเจ้าและเป็นของพระเจ้าเท่านั้น
  3. ผู้เทศนา: พระคุณและการเปลี่ยนแปลงชีวิตมีได้ ด้วยพระคุณ ผ่านพระโลหิตของพระคริสต์เท่านั้น
  4. ความพรั่งพร้อม: พระคุณของพระเจ้า พรั่งพร้อมตลอดเวลา ให้เราพึ่งพาพระองค์

พระคุณนี้เมื่อทำงานร่วมกับพระปัญญาที่มาจากพระเจ้า จะช่วยให้มนุษย์ธรรมดาเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยและกระทำสำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ ซึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

อำนาจการเปลี่ยนแปลงโดยพระคุณ

พระคุณของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ที่เป็นคนบาปได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนสถานะและธาตุแท้ภายใน:

  • การเปลี่ยนสถานะ: พระคุณช่วยให้มนุษย์ที่ควรถูกสาปแช่ง กลายเป็นที่โปรดปราน ของพระเจ้าได้ และเปลี่ยนสถานะของเราให้เรากลายเป็น บุตรสุดที่รักของพระเจ้า เป็นที่รักของพระองค์
  • การชำระและการยอมรับ: หากปราศจากพระโลหิตของพระเยซูคริสต์แล้ว พระองค์จะไม่พอใจเรา เนื่องจากในตัวเรามีแต่คราบไคลของความสกปรกและความบาป แต่พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์มาเปลี่ยนและ ชำระเรา เพื่อพระองค์จะปรารถนาฟังเสียงสรรเสริญจากเรา
  • การเปลี่ยนแปลงภายใน: ในพระคริสต์ อัตลักษณ์และตัวตนของเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ และบุคลิกภาพและธาตุแท้ในชีวิตของเรา สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ เมื่ออยู่ภายใต้พระคริสต์ เราจะกลายเป็นที่ชอบ (pleasing) ได้
  • การเห็นคุณค่า: โดยพระคุณและความเมตตาในพระเยซูคริสต์ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมองตัวเองในกระจกร้าวอีกต่อไป แต่สามารถมองอย่าง มีคุณค่า ได้
  • การเสริมสร้างความเข้มแข็ง: การติดตามพระเจ้าต้องอาศัยพระปัญญาและพระคุณที่มาจากพระเจ้า เพื่อช่วยให้จุดมุ่งหมายและความตั้งใจในการรับใช้คงอยู่และเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และโดยความแข็งแกร่งที่มาจากพระคุณจะช่วยให้เรา หลุดพ้นจากปัญหา บางอย่าง

แบบอย่างของอัครทูตเปาโล

อัครทูตเปาโลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการทำงานของพระคุณในชีวิต:

  • การยอมรับความจริง: เปาโลเปิดเผยความจริงว่า โดยพื้นฐานแล้วท่านเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในบรรดาอัครทูต ไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต เพราะเคยข่มเหงคริสตจักรของพระเจ้า ท่านพูดความจริงนี้ออกมาจากใจจริงโดยไม่ได้เสแสร้ง
  • แหล่งที่มาของความสำเร็จ: แม้ว่าเปาโลจะทรงอิทธิพลและประสบผลสำเร็จมากกว่าใคร ๆ และเก่งกว่าคนอื่นมาก แต่ท่านมองย้อนกลับไปที่แหล่งที่มาของความสำเร็จและความเก่งกาจของท่าน ซึ่งก็คือ พระเจ้าพระเยซูคริสต์ โดยอำนาจฤทธิ์และโดยพระคุณของพระองค์
  • คำประกาศแห่งพระคุณ: จุดสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของเปาโลคือคำกล่าวที่ว่า “ด้วยพระคุณของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงเป็นอยู่ อย่างนี้ และพระคุณของพระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้าไม่ไร้ประโยชน์ ข้าพเจ้าตรากตรำกว่าพวกเขาทั้งหมด แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใชข้าพเจ้าเอง พระคุณของพระเจ้าต่างหากเล่า”
  • การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ: ทัศนคติของเปาโลเปลี่ยนไปทันทีที่ได้พบพระเยซูคริสต์ เพราะ พระคุณของพระองค์ท่วมท้นในตัวเขา ท่านจึงมั่นใจว่าที่ท่านยืนหยัดอยู่ได้นั้นไม่ใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า ท่านถึงขั้นถือว่าทุกสิ่งเป็นเหมือน “หยากเยื่อ” เพื่อจะได้พระเยซูคริสต์ และท่านมองเห็นคุณค่าของคนอื่นว่าดีกว่าตน

การเพิ่มพูนพระคุณ

ผู้เทศนาเน้นย้ำว่าเราสามารถเพิ่มพูนพระคุณในชีวิตของเราได้:

  • การยอมจำนน: เราต้องยอมให้ถูกเปลี่ยน
  • การรู้จักพระเจ้า: พระคุณและสันติสุขจะ เพิ่มพูนแก่ท่านทั้งหลายโดยรู้จัดพระเจ้า พระเยซูคริสต์ การรู้จักพระเจ้าไม่ได้หมายถึงแค่ “รู้เรื่อง” แต่มาจากการ ชิดใกล้ สัมผัส และอยู่กับพระองค์ อยู่ในจุดเดียวกับที่พระองค์อยู่ คิดเหมือนอย่างที่พระองค์คิด และมีจิตใจเหมือนพระองค์
  • การเติมเต็ม: เราต้อง เติมเต็มพระคุณให้เต็ม เพื่อชีวิตของเราจะดีกว่าที่เราเป็นอยู่
  • ทัศนคติแบบพระคริสต์: เพื่อจะรับใช้พระองค์และถวายพระเกียรติได้ เราต้องมี น้ำใจ (attitude) แบบพระคริสต์ เพราะหากเราไม่มีทัศนคติแบบพระคริสต์ เราจะทำราชกิจของพระองค์ไม่ได้ และแทนที่จะถวายพระเกียรติอาจกลายเป็นการหยามเกียรติของพระองค์

พระคุณพระเจ้าจึงเป็นทั้ง ความสามารถ และ ความโปรดปราน ที่มาจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะของเราให้เป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงธาตุแท้ภายในของเราให้เป็นเหมือนพระคริสต์ได้

 

   อัตลักษณ์ในพระคริสต์   

 “อัตลักษณ์ในพระคริสต์” (Identity in Christ) ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก แต่คือการเปลี่ยนแปลงสถานะ ธาตุแท้ และมุมมองที่เรามีต่อตนเองอย่างสิ้นเชิง 

๑. นิยามและการค้นพบอัตลักษณ์ในพระคริสต์

ตามผู้เทศนา นักจิตวิทยาและนักอาชญาวิทยาฟันธงว่ามนุษย์โดยทั่วไปจะมี อัตลักษณ์เดียว แต่สามารถมีหลายบุคลิกภาพได้ บุคลิกภาพหรือคาแรคเตอร์นี้เปลี่ยนแปลงได้ยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกรอบความคิด (mindset) และทัศนคติ (attitude)

อย่างไรก็ตาม ข่าวประเสริฐในพระเยซูคริสต์ได้เปิดเผยความจริงที่พลิกผันแนวคิดนี้:

  • แก่นแท้ของการเปลี่ยนแปลง: การค้นหา อัตลักษณ์หรือตัวตนของเราในพระคริสต์ สามารถ เปลี่ยนชีวิตของเราได้
  • อำนาจเหนือธาตุแท้: ในพระคริสต์นั้น บุคลิกภาพและธาตุแท้ในชีวิตของเรา เมื่ออยู่ภายใต้พระคริสต์ สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้

๒. การเปลี่ยนสถานะ (Status Transformation)

อัตลักษณ์ในพระคริสต์นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสถานะของเราต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างสมบูรณ์:

  • จากผู้บาปสู่ผู้ที่โปรดปราน: มนุษย์ผู้เป็นคนบาปและควรถูกสาปแช่ง กลายมาเป็นที่โปรดปราน ของพระเจ้าได้
  • การชำระและความรัก: หากไม่มีพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พระองค์จะไม่พอพระทัยเรา เพราะในตัวเรามีแต่ความสกปรกและความบาป แต่พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์มา เปลี่ยนเราและชำระเรา
  • การเป็นบุตรสุดที่รัก: โดยพระโลหิตของพระคริสต์ สถานะของเราถูกเปลี่ยนให้เรากลายเป็น บุตรสุดที่รักของพระเจ้า และ เป็นที่รักของพระองค์

ผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้คือ เราจะกลายเป็นที่ชอบ (pleasing) ได้ และพระองค์ปรารถนาที่จะฟังเสียงสรรเสริญจากเรา เพราะพระองค์ได้ตั้งเราไว้เพื่อการนั้น

๓. การมองเห็นคุณค่าใหม่

เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์ ทัศนคติและมุมมองต่อตนเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน:

  • ไม่มองตนเองในกระจกร้าว: โดยพระคุณและความเมตตาในพระเยซูคริสต์ ทำให้เรา ไม่จำเป็นต้องร้องเพลงมองตัวเองในกระจกร้าวอีกต่อไป (อ้างถึงเพลงที่บรรยายถึงความสับสนในตนเอง)
  • มองอย่างมีคุณค่า: เราสามารถมองตนเองอย่าง มีคุณค่า ในพระคุณกรุณาในพระเยซูคริสต์

๔. การสำแดงอัตลักษณ์และทัศนคติแบบพระคริสต์

อัตลักษณ์ใหม่นี้จะถูกสะท้อนผ่านการดำเนินชีวิตและทัศนคติของเรา:

  • ทัศนคติที่ถูกเปลี่ยน: อัครทูตเปาโลเป็นแบบอย่างสำคัญ โดยพื้นฐานแล้วโลกอาจจะฟันธงว่าทัศนคติของมนุษย์เปลี่ยนไม่ได้ แต่เมื่อเปาโลได้พบกับพระเยซูคริสต์ ทัศนคติของท่านก็เปลี่ยนทันที เพราะ พระคุณของพระองค์ท่วมท้นในตัวเขา ท่านมั่นใจว่าที่ท่านยืนหยัดอยู่ได้ไม่ใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า
  • การเป็นผู้รับใช้ที่แท้จริง: เปาโลได้ประกาศตนเองเป็น ทาสของพระคริสต์ ได้ นี่เป็นเพราะท่านยอมให้พระคริสต์มีคุณค่า สำคัญ และเป็นใหญ่กว่านามอื่นใดและสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งกับตัวท่านเอง ท่านถึงกับถือว่าสารพัดสิ่งเป็น หยากเยื่อ สำหรับท่าน เพื่อที่ท่านจะได้พระเยซูคริสต์
  • การสำแดงตัวตน: หากชีวิตเราไม่ถูกเปลี่ยน เราก็จะ ไม่แสดงอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตน คุณลักษณะนิสัยว่าเป็นคนของพระคริสต์ การทำราชกิจของพระเจ้าต้องมี น้ำใจ (attitude) แบบพระคริสต์ เพราะหากไม่มีทัศนคติแบบพระคริสต์ เราจะไม่สามารถทำราชกิจของพระองค์ได้ และอาจกลายเป็นการหยามเกียรติของพระองค์

กล่าวโดยสรุป อัตลักษณ์ในพระคริสต์คือการยอมจำนนต่อพระคุณและฤทธานุภาพของพระเจ้า ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะทางวิญญาณของเราเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนบุคลิกภาพ กรอบความคิด และธาตุแท้ของเราให้เราสามารถเป็น ที่ชอบ และ คนของพระคริสต์ ได้อย่างแท้จริง

 

   ความคิดและทัศนคติ   

“ความคิดและทัศนคติ” (Mindset and Attitude) 

ความคิดและทัศนคติ: แก่นแท้ที่เปลี่ยนยาก

ตามข้อมูลในผู้เทศนา ความคิดและทัศนคติถูกจัดว่าเป็นองค์ประกอบหลักของบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ยากในมุมมองทางโลก:

  • ความเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพ: นักจิตวิทยาและนักอาชญวิทยาฟันธงว่ามนุษย์มี อัตลักษณ์เดียว แต่มีหลายบุคลิกภาพ (คาแรคเตอร์) ได้ ซึ่งบุคลิกภาพเหล่านี้สามารถ แสร้งทำ เป็นมีความรัก ความถ่อมใจ หรือความจริงใจได้ แต่สุดท้ายแก่นแท้ก็จะเปิดเผยออกมา
  • สิ่งที่เปลี่ยนยาก: โดยทั่วไปแล้ว คาแรคเตอร์หรือบุคลิกภาพนั้น เปลี่ยนไม่ได้ เนื่องจากมันเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ:
    • ความคิด (กรอบความคิด / Mindset)
    • ทัศนคติ (Attitude)
  • การหล่อหลอม: ความคิดและทัศนคติเป็นสิ่งที่ได้รับการ อบรมบ่มเพาะ ส่งต่อเป็นมรดก ทั้งในด้านเคมีในสมองและการหล่อหลอมทางความคิดมาแต่เดิม ทำให้โดยธรรมชาตินั้นมัน เปลี่ยนไม่ได้ แก้ไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติโดยพระคริสต์

แม้ว่าโลกจะฟันธงว่าความคิดและทัศนคติเปลี่ยนไม่ได้ แต่ผู้เทศนาได้เน้นย้ำถึงอำนาจการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าผ่านทางพระคุณและพระเยซูคริสต์:

  1. การเปลี่ยนกรอบความคิดและมุมมอง:

    • การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้อง เปลี่ยนที่มุมคิด เปลี่ยนที่กรอบของความคิด และ เปลี่ยนที่แรงจูงใจ จึงจะส่งผลต่อการกระทำและการปฏิบัติตนต่อผู้อื่น
    • มุมคิดแบบอัครทูตเปาโล: เปาโลถือว่า สารพัดสิ่งเป็นหยากเยื่อ สำหรับท่าน เพื่อที่ท่านจะได้พระเยซูคริสต์ มุมคิดเช่นนี้ส่งผลต่อความคิดและการปฏิบัติของท่านต่อคนอื่น งานรับใช้ และต่อพระเจ้า
  2. การเปลี่ยนทัศนคติ (Attitude):

    • อัครทูตเปาโลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ท่านเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ท่านได้กล่าวว่าท่าน ไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต ท่านพูดออกมาจากความจริงใจ เพราะเมื่อท่านพบกับพระเยซูคริสต์ ทัศนคติของท่านก็เปลี่ยนทันที เพราะ พระคุณของพระองค์ท่วมท้นในตัวเขา
    • ทัศนคติที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้เปาโลมั่นใจว่าการที่เขายืนหยัดอยู่ได้ ไม่ใช่ตัวเขาเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า
  3. ทัศนคติแบบพระคริสต์ (Attitude of Christ):

    • พระคำของพระเจ้าเน้นย้ำว่าเรา ต้องมีน้ำใจ (attitude) อย่างนี้เหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์
    • ทัศนคติแบบพระคริสต์มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรับใช้พระเจ้า หากเราไม่มี ทัศนคติแบบพระคริสต์ เราจะไม่สามารถ ทำราชกิจของพระองค์ได้ และแทนที่จะถวายพระเกียรติ อาจกลายเป็นการ หยามเกียรติของพระองค์ เพราะเราไม่ได้แสดงอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนว่าเป็นคนของพระคริสต์
    • ตัวอย่างแบบพระคริสต์: พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า เจ้าของฟ้าสวรรค์ ได้ เสด็จลงมาบังเกิดอย่างต่ำเตี้ย ใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อยอยู่ท่ามกลางคนที่สังคมโลกไม่เอา พระองค์ไม่ได้แค่ดื่มถ้วยจอกที่ประทานให้ แต่ ถ่อมใจทำด้วยความเต็มใจ เพื่อช่วยเหลือคนบาป

๔. ผลของความคิดและทัศนคติที่มาจากพระเจ้า (ปัญญาจากเบื้องบน)

ปัญญาและการเปิดเผยสำแดงที่มาจากพระเจ้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคิดและการแสดงออกของเรา ซึ่งแตกต่างจากความคิดแบบโลกอย่างชัดเจน:

คุณลักษณะ/ผลลัพธ์ ปัญญาที่มาจากพระเจ้า/เบื้องบน ปัญญา/ความรู้บนพื้นฐานโลก (อวดดี/อวดรู้)
คุณลักษณะนิสัย มีพฤติกรรมดี มีใจอ่อนสุภาพ มีความขมขื่น มีความริษยา
การดำเนินงาน บริสุทธิ์ (ไม่ตีสองหน้า, ไม่มีวาระซ่อนเร้น) ขับเคลื่อนด้วยความริษยา ความมักใหญ่ใฝ่สูง
ความสัมพันธ์ สงบสุข (ไม่ข่มขู่, ไม่ขัดเคืองใจ, ไม่ตำหนิ) มีการวิวาท การทะเลาะเบาะแว้ง
การตัดสินใจ ไม่ลำเอียง (มีความซื่อตรง, มีมาตรฐานเดียว) มีอคติ (Bias)
การปฏิบัติต่อผู้อื่น เปี่ยมด้วยเมตตา (เอาใจใส่ด้วยท่าทีอ่อนโยน) มีความเห็นใจ (ยืดหยุ่น ผ่อนปรน) ขาดน้ำใจ (Lack of empathy)
ผลลัพธ์ เปี่ยมด้วยผลดี คือไม่ส่งผลร้ายใดๆ ตามมาในภายหลัง วุ่นวายและเปิดประตูให้ความชั่วร้ายแทรกซึมเข้ามา

การเลือกความถูกต้องเป็นฐานคิด:

ความคิดและการกระทำของเราต้องมีฐานมาจาก ความถูกต้อง ไม่ใช่ความถูกต้องตามบรรทัดฐานของเราหรือของใคร แต่ บนบรรทัดฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า และ บนฐานคิดของพระเยซูคริสต์ การเลือกทำตามพระดำริของพระเจ้าจะทำให้ ไม่มีผลร้ายตามมาแน่

๕. ความสำคัญของแรงจูงใจและทัศนคติในการรับใช้

ผู้เทศนาเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่ได้มองที่ผลงานภายนอก แต่ที่แรงจูงใจและทัศนคติภายใน:

  • แรงจูงใจกับการเชื่อฟัง: การเชื่อฟังพระเจ้าและการเชื่อฟังพระคำเป็นเรื่องของ แรงจูงใจ
  • ทัศนคติกับความถ่อมใจ: ความเต็มใจรับใช้ด้วยใจถ่อมเป็นเรื่องของ ทัศนคติ (ความถ่อมใจต่อพระเจ้า ต่อตัวเอง และต่อคนอื่น)
  • สิ่งที่พระเจ้ามองหา: เราจะได้รับบำเหน็จรางวัล ไม่ใช่จากผลที่เราได้จากการทำงาน แต่ จากแรงจูงใจที่เราได้เคลื่อนชีวิตของเราไป และ จากทัศนคติในการทำพันธกิจรับใช้
  • พระเจ้าไม่ได้ต้องการผลของงานจากเรา แต่พระองค์ มองหาผลของชีวิตที่เราเป็น ที่เราถูกเปลี่ยนและ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ จากตัวของเรา

โดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติที่โลกมองว่าเปลี่ยนไม่ได้นั้น สามารถทำได้ผ่านทางพระคุณของพระเจ้า เมื่อเรายอมจำนนต่อพระคริสต์ และให้ทัศนคติแบบพระคริสต์เข้ามาครอบครอง เพื่อให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงอัตลักษณ์ใหม่ในพระองค์

 

  ปัญญาจากพระเจ้า  

 “ปัญญาจากพระเจ้า” (Wisdom from God) จะช่วยให้เราเข้าใจถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดและธาตุแท้ของเรา

๑. นิยามและบทบาทของปัญญาจากพระเจ้า

พระปัญญาจากพระเจ้ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากพระคุณ (ซึ่งคือความสามารถและความโปรดปราน) และมีบทบาทสำคัญในการนำความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิต:

  • นิยามหลัก: พระปัญญาคือ การเปิดเผยสำแดงที่มาจากพระเจ้า
  • บทบาทต่อมนุษย์: พระปัญญานี้ช่วยให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ประจักษ์แจ้งและเข้าใจ ในสิ่งที่พระเจ้าได้ เปิดเผยสำแดงเอาไว้ และเข้าใจในราชกิจของพระองค์
  • ผลลัพธ์ของการเข้าใจ: โดยการรู้และเข้าใจในสิ่งที่ พระเยซูคริสต์ได้กระทำสำเร็จแล้ว นั้น จะนำ การเปลี่ยนแปลง มาสู่ชีวิตของเรา ทำให้ชีวิตสามารถ ดีขึ้นไปได้
  • การคงอยู่ในการรับใช้: ปัญญาและพระคุณที่มาจากพระเจ้า จะช่วยทำให้ชีวิต หรือจุดมุ่งหมาย ความตั้งใจในการรับใช้ คงอยู่และเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นพระวาจาที่มาจากพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ มีประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว และการ ปรับปรุงแก้ไขชีวิต ของเราให้ดีและเป็นที่ชอบพระทัย โดยอาศัยการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่จาก พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า โปรดสำแดงเปิดเผยแจ้งไขและเปิดตาใจให้เราเข้าใจ

๒. คุณลักษณะและผลของปัญญาที่มาจากเบื้องบน

พระคำของพระเจ้าได้เปิดเผยถึงลักษณะและผลของปัญญาที่มาจากพระเจ้า ซึ่งจะนำความบริสุทธิ์และสันติสุขมาสู่การดำเนินชีวิต และมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากปัญญาในระดับโลก:

คุณลักษณะ/ผลลัพธ์ของปัญญาจากเบื้องบน คำอธิบาย 
บริสุทธิ์ คือ ไม่ตีสองหน้า และ ไม่มีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ต้องตรงไปตรงมา คือ ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่
สงบสุข คือ ไม่ข่มขู่ ไม่ขัดเคืองใจ และไม่ตำหนิ
ว่าง่าย คือ ยอมรับแนวทางหรือน้ำพระทัยของพระเจ้า
เปี่ยมด้วยเมตตา คือ การเอาใจใส่กันและกันด้วยท่าทีอ่อนโยน ผู้รับใช้และผู้นำต้องมีวิญญาณเช่นนี้เสมอ
มีความเห็นใจ คือ มีการยืดหยุ่น ผ่อนปรน (Empathy) โดยการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และรู้จัก ใจเขาใจเรา
เปี่ยมด้วยผลดี คือ ไม่ส่งผลร้ายใด ๆ ตามมาในภายหลัง
ไม่ลำเอียง คือ มีความซื่อตรง และ มีมาตรฐานเดียว ในการปฏิบัติ
ไม่น่าซื่อใจคต คือ ไม่กลับกรอกและไม่หลอกลวง เราต้องฝึกตัวของเราบนบรรทัดฐานของพระเจ้าเสมอ
พฤติกรรมดี ส่งผลให้มี พฤติกรรมดี และมี ใจอ่อนสุภาพ

หากมีการ ข่มขู่ หรือ ขัดเคืองใจ เกิดขึ้น เราควรตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า อาจจะมาจากปัญญาแห่งโลกนี้ หรือวิธีการคิดและการตัดสินใจธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน

๓. ความแตกต่างจากปัญญาโลก (การอวดดี อวดรู้)

ในทางตรงกันข้าม ปัญญาที่มาในระดับธรรมดา หรือปัญญาบนพื้นฐานของโลกนี้ ซึ่งผู้เทศนาเรียกว่า อวดดี อวดรู้ จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นลบ:

  • ความขมขื่นและความริษยา: ปัญญาโลกนี้จะนำมาซึ่ง ความขมขื่น และมาจาก ใจริษยา
  • แรงขับเคลื่อนที่ไม่บริสุทธิ์: ขับเคลื่อนด้วย ความมักใหญ่ใฝ่สูง และการกระทำด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ
  • อคติ: มีผลต่อวิธีการคิดและการตัดสินใจ ทำให้เกิด อคติ (Bias)
  • ผลลัพธ์ที่เป็นภัย: ผลที่ตามมาคือ ความวุ่นวาย และ เปิดประตูให้ความชั่วร้ายได้แทรกซึมเข้ามา ในชุมชนคนของพระเจ้า

๔. ฐานรากของความคิดและปัญญาที่ถูกต้อง

เพื่อจะดำรงชีวิตด้วยปัญญาที่มาจากพระเจ้า เราต้องยืนอยู่บนหลักการแห่งความถูกต้อง:

  • การเลือกความถูกต้อง: เราต้อง เลือกความถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่ความถูกต้องตามบรรทัดฐานของเรา
  • ฐานคิดแห่งพระวจนะ: ความถูกต้องนี้ต้องตั้งอยู่ บนบรรทัดฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า และ บนฐานคิดของพระเยซูคริสต์
  • การดำเนินตามพระดำริ: เมื่อเราเลือกทำและดำเนินตามพระดำริของพระเจ้าแล้ว จะไม่มีผลร้ายตามมาแน่ การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาในคริสตจักรของพระเจ้าจะต้องยืนอยู่บน บรรทัดฐานและความซื่อตรง และ มาตรฐานเดียว นี้เสมอ

ดังนั้น ปัญญาจากพระเจ้าจึงเป็นเหมือนการเปิดเผยสำแดงที่ช่วยให้เราเข้าใจความจริงในพระคริสต์ และเมื่อเรายอมให้พระปัญญานี้ทำงานในชีวิตของเรา ก็จะนำมาซึ่งผลของชีวิตที่เป็นที่ชอบและบริสุทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงพระลักษณะของพระเยซูคริสต์

 

  การเชื่อฟัง  

 “การเชื่อฟัง” (Obedience) เป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงกับพระคุณพระเจ้า ปัญญา และการมีอัตลักษณ์ที่แท้จริงในพระคริสต์

๑. การเชื่อฟัง: การยอมจำนนต่อพระดำริและน้ำพระทัยของพระเจ้า

การเชื่อฟังตามที่ระบุในผู้เทศนานั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การทำตามคำสั่ง แต่คือการยอมจำนนอย่างแท้จริงต่อพระเจ้า:

  • ความหมายของพระคำ: พระวจนะของพระเจ้าเป็น พระวาจาที่มาจากพระทัย และเป็น พระประสงค์ของพระองค์ ที่ได้ทรงดำริไว้
  • ประโยชน์ของการเชื่อฟัง: พระคำนี้เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว และการ ปรับปรุงแก้ไขชีวิต ของเราให้ดีและเป็นที่ ชอบพระทัย พร้อมที่จะกระทำการดีตามที่ดำริไว้ล่วงหน้า
  • การยอมจำนน: การเชื่อฟังที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับการ ยอมจำนน บนความตั้งใจและความแน่วแน่ที่จะ นำพระคำมาปรับ แก้ไข ปฏิบัติใช้ในชีวิต
  • การยอมรับแนวทาง: การเชื่อฟังคือ การยอมรับแนวทางหรือน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่มาจากการทำงานของปัญญาที่มาจากพระเจ้า

๒. การเชื่อฟังกับแรงจูงใจและทัศนคติ

การเชื่อฟังไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมภายนอก แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแรงจูงใจและทัศนคติภายในที่ถูกต้อง:

  • แรงจูงใจเป็นเรื่องสำคัญ: การเชื่อฟังพระเจ้าและการเชื่อฟังพระคำเป็นเรื่องของ แรงจูงใจ
  • สิ่งที่พระเจ้ามองหา: พระเจ้าไม่ได้ต้องการผลของงานจากเรา แต่พระองค์ มองหาผลของชีวิตที่เราเป็น ที่เราถูกเปลี่ยนและ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ จากตัวของเรา
  • การได้รับบำเหน็จ: เราจะได้รับบำเหน็จรางวัล ไม่ใช่จากผลที่เราได้จากการทำงาน แต่ จากแรงจูงใจที่เราได้เคลื่อนชีวิตของเราไป และ จากทัศนคติในการทำพันธกิจรับใช้

๓. การเชื่อฟังในฐานะการพิสูจน์ความจริงใจ

การเชื่อฟังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลองใจและพิสูจน์ความจริงใจของผู้เชื่อ:

  • การลองใจของเปาโล: อัครทูตเปาโลได้เขียนถึงพี่น้องชาวโครินธ์ว่า “เหตุที่ข้าพเจ้าเขียนท่าน หวังจะลองใจท่านดูว่า ท่านยอมเชื่อฟังทุกประการหรือไม่” นี่แสดงให้เห็นว่าการเชื่อฟังเป็นสิ่งที่ใช้ในการวัดระดับความจริงจังในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า
  • ผลของการเชื่อฟัง: การเชื่อฟังพระเจ้า เชื่อฟังพระคำ และน้อมนำปฏิบัติใช้ ทำให้ชีวิตของเรา อยู่ตรงไหนก็เป็นที่ชอบของผู้คน บนความจริงแห่งพระคำ

๔. ความเต็มใจและการถ่อมใจในการเชื่อฟัง

การเชื่อฟังที่มาจากปัญญาและพระคุณของพระเจ้าจะมาพร้อมกับความเต็มใจและความถ่อมใจ ดังเช่นแบบอย่างของพระเยซูคริสต์:

  • แบบอย่างพระคริสต์: พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า เจ้าของฟ้าสวรรค์ ได้เสด็จลงมาบังเกิดอย่างต่ำเตี้ย แต่พระองค์ไม่ได้แค่ดื่มถ้วยจอกที่ประทานให้ แต่ ถ่อมใจทำด้วยความเต็มใจ เพื่อช่วยเหลือคนบาป
  • ความถ่อมใจในการรับใช้: การเชื่อฟังอย่างเต็มใจเป็นเรื่องของ ทัศนคติ (ความถ่อมใจต่อพระเจ้า ต่อตัวเอง และต่อคนอื่น)

การเชื่อฟังจึงเป็นมากกว่าหน้าที่ แต่เป็น การแสดงออกถึงการยอมรับน้ำพระทัยและแนวทางของพระเจ้า ด้วยแรงจูงใจที่บริสุทธิ์และทัศนคติที่ถ่อมใจ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นที่ชอบและถวายพระเกียรติแก่พระองค์อย่างแท้จริง

 

 

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience. We are committed to protecting your privacy and ensuring your data is handled in compliance with the General Data Protection Regulation (GDPR).