Curriculum
Course: 2025-10-05 : "ทำการดี เพื่อจะได้เป็นที่ชอบ"
Login
Video lesson

หัวข้อ “ทำการดี เพื่อจะได้เป็นที่ชอบ”

การเทศนา.. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ กระทำความดี ในชีวิตของผู้เชื่อ เพื่อให้ผู้อื่นสามารถ เห็นความก้าวหน้า และความเป็นคนที่น่าชื่นชมในสายตาของทั้งพระเจ้าและคนทั่วไป โดยเริ่มต้นด้วยการอธิษฐานขอให้พระวจนะนำไปสู่การ ปรับปรุงแก้ไข ชีวิตให้พร้อมทำความดีตามที่พระเจ้าทรงดำริไว้ล่วงหน้า ประเด็นหลักคือ การทำความดีไม่ใช่เพียงเรื่องของศาสนา แต่เป็นเรื่องของ ความสัมพันธ์ ที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิต ทั้งการเป็น พลเมืองที่ดี ภายใต้อำนาจรัฐที่ไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ และการเป็น เพื่อนบ้านที่ดี โดยการละเว้นจากการว่าร้ายและการแสดงความอ่อนโยนต่อทุกคน การทำความดีนี้มีเหตุผลสำคัญสามประการ คือ เพราะผู้เชื่อคือ คนดีที่มีอดีตที่เลวร้าย แต่ได้ถูกสร้างใหม่แล้ว เพราะมี ปัจจุบันที่แสนหวาน ที่กำลังถูกสร้างใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะกำลังจะมี อนาคตที่สดใส ในชีวิตนิรันดร์ การทำความดีจึงเป็นการสะท้อนตัวตนใหม่ในพระคริสต์และบ่งบอกว่าเรารู้จักพระเจ้าดีเพียงใด.

 การทำความดี  

การทำความดี (การกระทำ การ ดี) เป็นหัวข้อสำคัญที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คริสตชนกระทำในทุกด้านของชีวิต การทำความดีนี้ครอบคลุมทั้งในหมู่พี่น้องในคริสตจักร และเกี่ยวข้องกับคนทั่วไป สังคม และประเทศชาติ

เป้าหมายและความสำคัญของการทำความดี

การทำความดีตามพระประสงค์ของพระเจ้ามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  1. เป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อคนทั้งปวง การทำความดีจะช่วยให้เราเป็นที่ยอมรับทั้งต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์และต่อคนทั่วไป
  2. แสดงความก้าวหน้า การปฏิบัติหน้าที่และการทุ่มเทกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จะทำให้ทุกคนได้เห็นความก้าวหน้าของท่าน หากเรายังคงใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่ไม่เข้าท่า ก็จะไม่เห็นความก้าวหน้าของเรา และอาจถดถอยด้วยซ้ำไป
  3. สะท้อนตัวตนใหม่ในพระคริสต์ การทำความดีคือการสะท้อนตัวตนของเราในวิถีชีวิตใหม่แห่งความเชื่อในพระเจ้า หากการกระทำของเราขัดแย้งกับหลักการและคุณธรรมของพระเจ้า นั่นแสดงว่าการรู้จักพระเจ้าของเราอาจมีปัญหา
  4. ช่วยให้รอด เมื่อทำอย่างนี้แล้ว ท่านจะสามารถช่วยทั้งตัวท่านเองและทุกคนที่ฟังท่านให้รอดได้
  5. ยกระดับพันธกิจ เมื่อเราสามารถทำความดีได้ แม้จะยากลำบาก แต่มันจะยกระดับพันธกิจและชีวิตของเราและของคริสตจักร ไปสู่ระดับที่สูงและกว้างไกลกว่าเดิม
  6. รักษาคุณภาพสังคม สังคมไม่ได้เลวลงเพียงเพราะคนชั่วมากขึ้น แต่สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้และไม่ยอมทำอะไร การที่คนดีท้อแท้และถอดใจจะทำให้สังคมเลวลง การทำความดีจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดที่ว่า “ชั่วก็ช่างชี ดีก็ช่างสงฆ์”

ขอบเขตของการทำความดี

การทำความดีที่พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราทำนั้นครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ในบริบทของพระคัมภีร์ติทัส มีการเน้นย้ำความดีในสองด้านหลัก:

  1. การเป็นพลเมืองที่ดี

    • อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ จงเตือนให้เขาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ ให้เชื่อฟัง และพร้อมทำความดีทุกอย่าง การอยู่ใต้สิทธิอำนาจคือการยอมรับนับถือ ให้เกียรติ และยอมเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมือง
    • ขีดจำกัดของการเชื่อฟัง การเชื่อฟังเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ต้องฟังเฉพาะในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า แนวคิดที่ว่าพระคัมภีร์มีอำนาจสูงกว่าอำนาจของภาครัฐ และคริสเตียนต้องเชื่อฟังเฉพาะเมื่อคำสั่งนั้นไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
  2. การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

    • หลีกเลี่ยงการทำลายชื่อเสียง อย่าว่าร้ายใคร คำว่า “ว่าร้าย” หมายถึงการพูดอะไรก็ตามที่ทำให้ภาพลักษณ์หรือเรื่องราวของอีกฝ่ายแย่ลง ซึ่งอาจหมายถึงการนินทาหรือใส่ร้าย
    • หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง อย่าทะเลาะวิวาท
    • แสดงความอ่อนโยน ให้ผ่อนหนักผ่อนเบา และแสดงความอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน ความอ่อนโยนและการผ่อนหนักผ่อนเบาถือเป็นเครื่องประดับที่คริสเตียนทุกคนควรสวมใส่ สิ่งนี้บ่งบอกว่าเราอยู่ภายใต้พระคุณและพระเมตตาคุณของพระเจ้าอย่างท่วมท้น และตรงข้ามกับใจที่แข็งกระด้างและไร้ความเห็นใจ
    • ช่วยเหลือด้วยความเห็นใจ หากใครละเมิด จงช่วยคนเหล่านั้นด้วยความเห็นใจ (ใจสุภาพ) เพื่อให้เขากลับตั้งตัวใหม่

ความยากลำบากในการทำความดี

การตัดสินใจทำความดีนั้น “ไม่ ง่าย ดาย เหมือน อย่าง ที่ คิด” และเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก เพราะ:

  • ต้องใช้ทรัพยากรมาก ต้องใช้พลังงาน ปัญญา เวลา และการอธิษฐานจำนวนมาก
  • เป็นการท้าทาย มันเป็นงานที่ท้าทาย
  • สร้างความสั่นสะเทือนต่อซาตาน การทำความดีส่งผลกระทบต่ออาณาจักรความมั่นคงของซาตาน ซึ่งเป็นวิญญาณที่ครอบครองโลกนี้ ทุกเรื่องราวที่พระเจ้ามอบหมายให้ผู้เชื่อทำสร้างความสั่นสะเทือนแก่อาณาจักรของมัน
  • มีราคาที่ต้องจ่าย ต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยง เพราะผู้คนจะไม่พอใจและมารซาตานก็จะไม่พอใจ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก และเป็นเรื่องที่ต้องมีการเสียสละและมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก
  • ไม่มีจุดคุ้มทุน ความดีในมิติของพันธกิจของพระเจ้าไม่มีจุดคุ้มทุน มีแต่ต้องจ่ายราคา ขาดทุน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่พระเจ้าทรงรักโลกขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่

หลักการตัดสินใจทำความดี

การทำความดีไม่จำเป็นต้องทำเพื่อให้คนรักและชอบเรา แต่ต้องมีหลักการที่ถูกต้องและสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า

  • จิตสำนึกที่ดี จะตั้งคำถามว่า สิ่งที่ทำนั้น ถูก ต้อง และ มี ประโยชน์ แค่ ไหน
  • ความถูกต้อง ต้องถูกตามพระลักษณะของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า
  • ความมุ่งมั่น พันธะผูกพันของเราคือการ “ยัง คง มุ่ง มั่น กระทำ ใน สิ่ง ที่ ถูก ต้อง”

แรงจูงใจในการทำความดี (เหตุผล 3 ประการ)

เราควรทำความดีเพราะเรามีสถานะใหม่ในพระเจ้า:

  1. เพราะเราเป็นคนดีที่เคยมีอดีตที่เลวร้าย

    • เมื่อก่อนเราเคยโง่ ไม่เชื่อฟัง หลงผิด เป็นทาสของกิเลส ตัณหา และความสำราญต่างๆ ใช้ชีวิตอย่างชั่วร้าย อิจฉา ริษยา และเกลียดชังกัน
    • แต่เราได้ถอดวิสัยมนุษย์เก่าและพฤติกรรมเก่าออกแล้ว และสวมใส่ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ เราต้องไม่กลับไปทำซ้ำสิ่งที่เคยเป็นสันดานของเราอีก
  2. เพราะเรามีปัจจุบันที่แสนหวาน

    • พระเจ้าช่วยเราให้รอดด้วยพระเมตตาของพระองค์ ผ่านการชำระให้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความรอดไม่ได้มาจากการกระทำความชอบธรรมที่เราทำเอง
    • ปัจจุบันนี้เรากำลังถูกสร้างใหม่ (ถูกเปลี่ยนและเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์) ซึ่งเป็นปัจจุบันที่แสนหวาน เราจึงต้องช่วยกันและกันและอยู่กันอย่างเข้าใจ
    • เราต้องโฟกัสที่การตรวจสอบและแก้ไขตัวเราเอง (“ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตัวของเรา”) แทนที่จะมองเพ่งเล็งข้อบกพร่องของผู้อื่น (“เศษผงที่อยู่ในตาของคนอื่น”)
  3. เพราะเรากำลังมีอนาคตที่สดใส

    • เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมโดยพระคุณของพระองค์แล้ว เราก็จะเป็นผู้รับมรดกตามที่คาดหวังไว้ คือ ชีวิตนิรันดร์
    • อนาคตที่สดใสคือการได้อยู่กับพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าสืบไป
    • ชีวิตนิรันดร์คือการที่พวกเขารู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ คำว่า “รู้ จัก” หมายถึงความสัมพันธ์ที่ชิดใกล้กับพระเจ้า

ข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติม

  • ให้บรรลุเป้าหมาย ทำความดีให้สำเร็จ เพราะมันดีและมีประโยชน์กับทุกคน
  • หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไร้ประโยชน์ หลีกเลี่ยงการทุ่มเถียง เพราะไร้ประโยชน์และไร้คุณค่า
  • ฉลาดในการตักเตือน สำหรับคนที่โต้เถียง จงเตือนเขา 1 หรือ 2 ครั้ง หากไม่เปลี่ยน ก็ต้องเลิกเกี่ยวข้องกับเขา
  • มอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การทำความดีบางครั้งเกินกำลังของเรา เมื่อเราตั้งใจแล้วให้ยอมปล่อยผลที่เหลือไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
  • สะท้อนความจริง การทำความดีจะชี้วัดความก้าวหน้าของเรา และสะท้อนตัวตนของเราว่าเรารู้จักพระเจ้าดีแค่ไหน หากเราแยกส่วนชีวิต (การทำดี/การดำเนินชีวิต/การคิด) หายนะก็รออยู่ เพราะผู้คนจะมองเห็นว่าเราล้มเหลวในการสะท้อนภาพของพระเจ้า

  ความก้าวหน้า  

แนวคิดเรื่อง ความก้าวหน้า (Progress/Advancement) ในบริบทของผู้เทศนานั้น มักจะถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการปฏิบัติหน้าที่ ความเชื่อ การทำความดี และการพัฒนาตนเองในฐานะคริสตชน เพื่อให้ผู้อื่นได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

คำสั่งหลักและความสำคัญของความก้าวหน้า

พระคำของพระเจ้าได้ให้คำสั่งหลักเกี่ยวกับการทำความก้าวหน้าใน 1 ทิโมธี บทที่ 4 ข้อที่ 15 และ 16 โดยเน้นว่า:

  • ปฏิบัติหน้าที่และทุ่มเท: จงปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้และทุ่มตัวท่านเองให้กับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนเห็น ความก้าวหน้า ของท่าน
  • ผลลัพธ์ของความก้าวหน้า: เมื่อทำอย่างนี้แล้ว ท่านจะสามารถช่วยทั้งตัวท่านเองและทุกคนที่ฟังท่านให้รอดได้

ความก้าวหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เชื่อต้องทำให้ปรากฏ เพราะความดีที่ทำนั้นจะ ชี้วัดความก้าวหน้า ของเรา

การแสดงออกและความหมายของความก้าวหน้า

ความก้าวหน้าไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาภายนอก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในที่สะท้อนออกมาในการดำเนินชีวิต:

  1. การสะท้อนตัวตนใหม่: ความก้าวหน้าเป็นการสะท้อนตัวตนของเราบนวิถีชีวิตใหม่แห่งความเชื่อในพระเจ้า
  2. ความชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและคนทั้งปวง: การที่ทุกคนได้เห็นความก้าวหน้าของเรา เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความดีเพื่อให้เราเป็นที่ชอบทั้งต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์และต่อคนทั้งปวง
  3. การไม่ถดถอย: หากเรายังคงใช้ชีวิตในแบบเดิมที่ “ไม่เข้าท่า” หรือใช้ชีวิตอย่างน่าชังและชั่วร้ายตามวิสัยมนุษย์เก่า ผู้คนก็จะไม่เห็นความก้าวหน้าของเรา และเราอาจจะ หยุดอยู่กับที่ หรือ ถดถอย ด้วยซ้ำไป การที่เราไม่สามารถสะท้อนภาพของพระเจ้าออกมาได้ในการคิดและการดำเนินชีวิต จะนำไปสู่หายนะ
  4. การยกระดับพันธกิจ: เมื่อเราสามารถทำความดีได้ แม้จะยากลำบาก มันจะ ยก ระดับ พันธกิจ ของเรา ชีวิตของเรา และพันธกิจของคริสตจักรของพระเจ้า ไปสู่ระดับที่สูงและกว้างไกลกว่าเดิม

การตรวจสอบและพัฒนาความก้าวหน้า

เพื่อที่จะมีความก้าวหน้า ผู้เชื่อจะต้องมุ่งเน้นการตรวจสอบตนเองอย่างต่อเนื่อง:

  • โฟกัสที่ตนเอง: เราจะต้อง เอาใจใส่ตัวท่านและคำสอนของท่าน และโฟกัสมาที่ตัวเราเองว่าเรา ก้าวหน้าแค่ไหน
  • แก้ไขตนเอง: แทนที่จะมองเพ่งเล็งข้อบกพร่องของผู้อื่น (เศษผงที่อยู่ในตาของคนอื่น) เราควรตรวจสอบความบกพร่องที่อยู่ในตัวเราเอง (ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตัวของเรา) เราต้องพึ่งพาพระคุณกรุณาของพระเจ้า อำนาจฤทธิ์ของพระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อ แก้ไข ให้เรา ดีขึ้น ดีขึ้น ในวันปัจจุบันที่แสนหวานของเรา
  • ผลต่อผู้อื่น: เมื่อเราก้าวหน้าและพัฒนามากขึ้นในการทำความดี เราสามารถเป็นคนที่มีหลักสามารถช่วยคริสตจักรและช่วยคนอื่นให้รอดได้

  ความเชื่อฟัง  

คำว่า ความเชื่อฟัง (Obedience) เป็นแนวคิดสำคัญที่ครอบคลุมความสัมพันธ์ของผู้เชื่อกับสิทธิอำนาจทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณ ตลอดจนความแตกต่างระหว่างชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ในพระคริสต์

หลักการพื้นฐานของการเชื่อฟังสิทธิอำนาจ

พระคัมภีร์ของพระเจ้าได้กำชับให้คริสตชนต้องพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองที่ดี โดยเน้นย้ำว่า “จงเตือนให้เขาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ ให้เชื่อฟังและพร้อมทำ การ ดี ทุก อย่าง”

  1. การเชื่อฟังต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมือง (สิทธิอำนาจรัฐ):

    • การอยู่ใต้สิทธิอำนาจมีความหมายถึง การยอมรับนับถือ การให้เกียรติ และการยอมเชื่อฟัง เจ้าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมือง
    • อย่างไรก็ตาม การยอมรับอำนาจนี้ มิใช่ การถวายสักการะ หรือให้ความเคารพเกรงกลัวเพื่อจะบูชา กราบไหว้ให้เป็นพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง
  2. ขีดจำกัดของการเชื่อฟัง:

    • มีแนวคิดที่เน้นว่าการเชื่อฟังควรเป็นไปในทุกกรณี เนื่องจากสิทธิอำนาจมาจากพระเจ้า
    • แต่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ การเชื่อฟังเฉพาะในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้าเท่านั้น
    • แนวคิดนี้ยืนยันว่า พระคัมภีร์มีอำนาจสูงกว่าอำนาจของภาครัฐ ดังนั้น คริสเตียนจึงต้อง “ฟังเฉพาะในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า
    • จุดยืนนี้มีความชัดเจนในการดำเนินงานของคริสตชน โดยเฉพาะในการแสดงจุดยืนต่อกฎหมายของบ้านเมืองที่ขัดแย้งกับคำสอนของพระวจนะของพระเจ้า
  3. ความเชื่อฟังภายในคริสตจักร:

    • พระคำของพระเจ้าสอนให้ผู้เชื่อมีบทบาทในการ เชื่อฟังและเคารพในอำนาจ ของคณะผู้นำที่ถูกจัดวางไว้ (รวมถึงผู้ปกครอง, มัคนายก, และศิษยาภิบาล)
    • การเชื่อฟังนี้ต้องไม่ลืมส่วนที่สำคัญว่า ผู้นำเหล่านั้นอยู่ ภายใต้พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นประมุขของคริสตจักร และอยู่ ภายใต้ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า
    • หากผู้นำทำในสิ่งที่อาจถูกต้องตามหลักการปกครองแต่ ขัดแย้งกับพระเยซูหรือขัดแย้งกับพระคำ ผู้เชื่อต้องคิดให้ดี
    • นอกจากนี้ ผู้ที่อ่อนอาวุโสกว่าถูกกำชับให้ ยอมเชื่อฟังผู้ อาวุโส

ความไม่เชื่อฟังในฐานะวิสัยมนุษย์เก่า

ในทางตรงกันข้าม “ความไม่เชื่อฟัง” เป็นลักษณะของชีวิตเก่าก่อนที่จะรู้จักพระเจ้า:

  • ข้อความในพระคัมภีร์บรรยายว่า เมื่อก่อนเราเองก็โง่ ไม่เชื่อฟัง หลงผิด เป็นทาสของกิเลส ตัณหา และความสำราญต่าง ๆ ใช้ชีวิตอย่างชั่วร้าย
  • ความไม่เชื่อฟังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยมนุษย์เก่าที่ต้องถูกถอดออกไป
  • การที่ผู้เชื่อยังคงอยู่กับความไม่เชื่อฟังและใช้ชีวิตในแบบที่น่าชังและชั่วร้าย จะไม่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า และอาจทำให้เรา ถดถอย ด้วยซ้ำไป
  • ในฐานะคนใหม่ในพระคริสต์ เราได้ ถอดวิสัยมนุษย์เก่ากับพฤติกรรมมนุษย์เก่าแล้ว และสวมใส่ชีวิตใหม่ ดังนั้น เราจึงต้องไม่กลับไปทำซ้ำสิ่งที่เคยเป็น สันดาน ของเราอีก

  ชีวิตคริสเตียน  

ชีวิตคริสเตียนเป็นวิถีชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดวางและออกแบบไว้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการกระทำความดีและสะท้อนความสัมพันธ์ที่ชิดใกล้กับพระองค์ ในทุกด้านของการดำเนินชีวิต

1. เป้าหมายและการออกแบบชีวิตคริสเตียน

ชีวิตของผู้เชื่อถูกออกแบบมาเพื่อ:

  • กระทำความดีทุกด้าน การทำความดีที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์นั้นครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในท่ามกลางพี่น้องในคริสตจักร และเกี่ยวข้องกับคนทั่วไป สังคม และประเทศชาติ
  • เป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อคนทั้งปวง การทำความดีที่ถูกต้องและสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับทั้งต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์และต่อคนทั่วไป
  • อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ พระองค์ไม่ได้มีพระประสงค์ให้เราอยู่ร่วมกันในมิติของความเป็น ศาสนา แต่ต้องการให้เราอยู่บนพื้นฐานของ ความสัมพันธ์ (Relationship) ที่ประทานโทษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวของพระเจ้า สังคม ชุมชน และประเทศชาติ

2. การเปลี่ยนแปลงสถานะและแรงจูงใจ (อดีต ปัจจุบัน อนาคต)

ชีวิตคริสเตียนเป็นการก้าวข้ามจากชีวิตเก่าสู่ชีวิตใหม่ และเป็นแรงผลักดันให้กระทำความดี:

ก. เพราะเราเป็นคนดีที่เคยมีอดีตที่เลวร้าย

  • วิสัยมนุษย์เก่า: เมื่อก่อนเราเองก็โง่ ไม่เชื่อฟัง หลงผิด เป็นทาสของกิเลส ตัณหา และความสำราญต่าง ๆ ใช้ชีวิตอย่างชั่วร้าย อิจฉา ริษยา และเกลียดชังกัน
  • การถอดออก: ในพระคริสต์ เราได้ ถอดวิสัยมนุษย์เก่ากับพฤติกรรมมนุษย์เก่าแล้ว และสวมใส่ชีวิตใหม่ หากเรายังใช้ชีวิตในความชั่วร้ายหรือความไม่เข้าท่าแบบเดิม จะไม่เห็นความก้าวหน้าของเรา และอาจถดถอยด้วยซ้ำไป

ข. เพราะเรามีปัจจุบันที่แสนหวาน

  • ความรอดโดยพระเมตตา: พระองค์ช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราทำเอง แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์ ผ่านการชำระให้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความรอดไม่ได้เนื่องด้วยการกระทำ เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
  • การถูกสร้างใหม่: ปัจจุบันเรากำลังถูกสร้างใหม่ (เปลี่ยนไปเหมือนพระเยซูคริสต์) เราต้องช่วยกันและกันและอยู่กันอย่างเข้าใจ เราต้องเอาใจใส่ตัวเราเอง และโฟกัสการแก้ไข “ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตัวของเรา” แทนที่จะมองเพ่งเล็ง “เศษผงที่อยู่ในตาของคนอื่น”

ค. เพราะเรากำลังมีอนาคตที่สดใส

  • ชีวิตนิรันดร์: เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมโดยพระคุณของพระองค์แล้ว เราก็จะได้เป็นผู้รับมรดกตามที่คาดหวังไว้ คือ ชีวิตนิรันดร์
  • การอยู่กับพระเจ้า: ปลายทางของชีวิตของเราคือ การอยู่กับพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าสืบไป ชีวิตนิรันดร์คือการที่พวกเขารู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา “รู้จัก” ในที่นี้หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ชิดใกล้ กับพระเจ้า

3. การแสดงความก้าวหน้าและการทำความดี

คริสตชนต้องทุ่มเทกับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ทุกคนเห็น ความก้าวหน้า ของท่าน ความก้าวหน้าและความดีของคริสตชนจะสะท้อนในสองด้านหลัก:

ก. การเป็นพลเมืองที่ดี

  • อยู่ใต้สิทธิอำนาจ: จงเตือนให้เขาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ ให้เชื่อฟังและพร้อมทำความดีทุกอย่าง การอยู่ใต้สิทธิอำนาจคือการยอมรับนับถือ ให้เกียรติ และยอมเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมือง
  • ขีดจำกัดของการเชื่อฟัง: คริสเตียนต้องเชื่อฟังเฉพาะในสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกับพระคำของพระเจ้า พระคัมภีร์มีอำนาจสูงกว่าอำนาจของภาครัฐ

ข. การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

  • หลีกเลี่ยงการทำลายชื่อเสียงและความขัดแย้ง: อย่าว่าร้ายใคร (นินทา/ใส่ร้าย) เพราะผู้ที่มีนิสัยฟ้องร้องคือมารซาตาน และอย่าทะเลาะวิวาท
  • แสดงความอ่อนโยนและการผ่อนหนักผ่อนเบา: จงผ่อนหนักผ่อนเบา และแสดงความอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน ความอ่อนโยนและการผ่อนหนักผ่อนเบานี้ถือเป็น เครื่องประดับ ที่ผู้เชื่อทุกคนควรสวมใส่
  • การช่วยผู้ละเมิด: หากมีใครละเมิด พวกท่านซึ่งอยู่ฝ่ายวิญญาณ จงช่วยคนเหล่านั้นด้วย ความเห็นใจ และด้วยใจสุภาพ เพื่อให้เขากลับตั้งตัวใหม่ คริสตจักรมีหลักการคือจะไม่เอาผ้าขี้ริ้วมาตากไว้หน้าบ้าน หรือไม่ประจานผู้ที่ทำผิด

4. ความท้าทายและราคาของการทำความดี

การดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดีและทำความดีนั้น ไม่ ง่าย ดาย เหมือน อย่าง ที่ คิด และเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก เพราะ:

  • ใช้ทรัพยากรมาก: ต้องใช้พลังงาน ปัญญา เวลา และการอธิษฐานจำนวนมาก
  • สร้างความสั่นสะเทือนต่อซาตาน: การทำความดีสร้างความสั่นสะเทือนแก่อาณาจักรความมั่นคงของมารซาตาน
  • มีราคาที่ต้องจ่าย: ต้องมีความกล้าพอที่จะเสี่ยง เพราะผู้คนจะไม่พอใจและมารซาตานจะไม่พอใจ ต้องใช้ความอดทนสูง และเป็นเรื่องที่ต้องมีการเสียสละและมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก
  • ไม่มีจุดคุ้มทุน: ความดีในมิติของพันธกิจของพระเจ้าไม่มีจุดคุ้มทุน มีแต่ต้องจ่ายราคา ขาดทุน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่พระเจ้าทรงรักโลกขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่

5. การสะท้อนภาพลักษณ์ของพระเจ้า

หากผู้เชื่อมีการคิด การดำเนินชีวิต และการตัดสินใจที่ไม่สะท้อนความดีใด ๆ หรือการกระทำขัดแย้งกับหลักการและพระลักษณะและคุณธรรมของพระเจ้า ผู้คนจะมองเห็นว่าเรา ล้มเหลวในการสะท้อนภาพของพระเจ้า

เมื่อหัวใจของพระคริสต์อยู่ในชีวิต การคิด การวินิจฉัย และการตัดสินใจของเรา เราย่อมจะ สะท้อนพระลักษณะของพระเยซูคริสต์มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราจะถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ในทุกมิติ

  ปัจจุบันที่หวาน  

หัวข้อเรื่อง ปัจจุบันที่แสนหวาน เป็นเสาหลักที่สองที่ให้แรงจูงใจแก่คริสตชนในการกระทำความดี โดยมุ่งเน้นไปที่สถานะและกระบวนการที่ผู้เชื่อกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบันภายใต้พระคุณของพระเจ้า

ปัจจุบันที่แสนหวานนี้ถูกเน้นย้ำว่าเป็นเหตุผลที่สำคัญที่เราควรทำความดี นอกเหนือจากการที่เราเป็นคนดีที่เคยมีอดีตที่เลวร้าย และการที่เรากำลังจะมีอนาคตที่สดใส

1. พื้นฐานของความหวานในปัจจุบัน (ความรอดและพระเมตตา)

ความหวานในชีวิตปัจจุบันของผู้เชื่อมีพื้นฐานอยู่บนความจริงที่ว่า พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยรอดของเราได้มาปรากฏ

  • ไม่ใช่จากความชอบธรรมของเรา: พระองค์ช่วยเราให้รอด ไม่ ใช่ เพราะ ความ ชอบ ธรรม ที่ เรา ทำ เอง แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์ ความรอดที่เราได้รับจากพระเจ้าเกิดขึ้นเพราะความดีเลิศของพระองค์ ไม่ใช่เนื่องด้วยการกระทำ เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
  • การชำระให้บังเกิดใหม่: ความรอดนี้มาจากการผ่าน การ ชำระ ให้ บังเกิด ใหม่ สร้าง ใหม่ โดย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ของพระเจ้า

อดีตของเราเคยถูกนับว่าอยู่ในความบาปและความมืดมิด แต่โดยพระโลหิตและการสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ เราได้ถูกย้ายเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นวิถีของชีวิตใหม่ กระบวนการนี้ในทางธรรมเรียกกันว่า Justification (การจัดการตัด สิน ใจบอกว่าเราเป็นคนใหม่) โดยพระคุณกรุณาของพระเจ้า ซึ่งถือเป็นอดีตในชีวิตของเรา

2. ปัจจุบันคือการ “ถูกสร้างใหม่”

สถานะ ปัจจุบันที่แสนหวาน คือช่วงเวลาที่เรากำลังถูกพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง:

  • กระบวนการต่อเนื่อง: “วัน นี้ ที่ เรา กำลัง อยู่ ตรง นี้ คือ เรา กำลัง ถูก สร้าง ใหม่ ที่ เป็น ปัจ จุ บัน นัก กาล ของ เรา วัน นี้ ที่ แสน หวาน ของ เรา อยู่ กัน ตรง นี้”
  • การเปลี่ยนไปเหมือนพระคริสต์: เรากำลังถูกสร้างใหม่ (ถูกเปลี่ยนและเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์) ในทุกมิติและในทุกด้าน เรากำลังสวมสภาพใหม่ที่พระเจ้าให้แก่เรา

3. ผลกระทบต่อความสัมพันธ์และทัศนคติ

การเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ใน ปัจจุบันที่แสนหวาน ซึ่งเป็นการถูกสร้างใหม่โดยพระคุณกรุณา ทำให้เราควรมีท่าทีต่อกันและกันดังนี้:

  • การช่วยเหลือและเข้าใจกัน: เนื่องจากเราทุกคนกำลังอยู่ในกระบวนการสร้างใหม่นี้ เราจึง ต้อง ช่วย กัน และ กัน อยู่ กัน อย่าง เข้า ใจ
  • หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบและการอิจฉา: หากบางคนดีกว่าเรา ก้าวหน้ากว่าเรา หรือไปได้ไกลและเร็ว เราต้อง ชื่น ชม พระ คุณ ของ พระ เจ้า กับ เขา และชื่นชมกับพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อเรา ผู้ที่ยังเป็นคนอ่อนแอและยังแย่อยู่ในวันนี้
  • ลดความขัดแย้ง: การทะเลาะกันหรือหมั่นไส้กันเกิดจากการที่เราไม่เข้าใจความสำคัญที่ปัจจุบันของเราเป็นแสนหวาน

4. การโฟกัสในการพัฒนาตนเอง

ในช่วงปัจจุบันที่แสนหวานนี้ เรามีความรับผิดชอบในการตรวจสอบและปรับปรุงตนเอง โดยการโฟกัสมาที่ตัวเราเองว่า เรา ก้าว หน้า แค่ ไหน:

  • แก้ไขตนเองก่อน: เราต้องไม่มองเพ่งเล็งข้อบกพร่องของผู้อื่น (“เศษผงที่อยู่ในตาของคนอื่น”) แต่ให้มองมาที่ ไม้ทั้งท่อนที่มันอยู่ ใน ตัว ของ เรา ต่าง หาก
  • พึ่งพาพระคุณและฤทธิ์อำนาจ: เราต้องตรวจสอบว่ามีอะไรที่ยังบกพร่องและยังต้องแก้ไข โดยต้องพึ่งพาพระคุณกรุณาของพระเจ้า ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระเยซูคริสต์ ด้วยอำนาจพระโลหิต ด้วยอำนาจฤทธิ์แห่งพระวิญญาณ และด้วยอำนาจฤทธิ์แห่งพระวจนะ
  • เป้าหมาย: เพื่อที่เราจะ ดี ขึ้น ดี ขึ้น ในวัน ปัจจุบัน ที่ แสน หวาน ของเรากับพระเจ้าในทุกวันของชีวิตของเรา