Curriculum
Course: 2025-08-10 : “ความเชื่อในพระเจ้า บอกกล่า...
Login
Video lesson

หัวข้อ “ความเชื่อในพระเจ้า บอกกล่าวให้เข้าใจ”

https://notebooklm.google.com/notebook/e7af3145-287c-4924-898a-c12e86815706

คำว่า “ความเชื่อที่สมบูรณ์” หรือ “ความเชื่อที่แท้จริง”

ในบริบทของการเทศนานี้ หมายถึงความเชื่อที่นำไปสู่ความรอดและนำเรากลับมามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า

การเทศนาได้อธิบายถึงสิ่งที่ “ความเชื่อที่สมบูรณ์” ไม่ใช่:

  • ไม่ใช่แค่การเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงเท่านั้น: มีผู้คนหลายพันล้านคนในโลกที่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง และบางครั้งเนื้อหาของความเชื่อนั้นก็สอดคล้องกับคำสอนในพระคัมภีร์ แต่ถ้าไม่มีอะไรมากไปกว่าการยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ความเชื่อนั้นก็จะไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างในชีวิต การรู้จัก “เกี่ยวกับ” พระองค์ กับการ “รู้จักส่วนตัว” กับพระองค์นั้นแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนในกรุงเอเธนเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง ถึงขนาดสร้างแท่นบูชาสำหรับ “พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ละเลยเทพองค์ใด อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของพวกเขาแตกต่างจากความเชื่อของอัครทูตเปาโลอย่างมาก เพราะเปาโลรู้จักพระองค์ที่เขาเชื่อเป็นการส่วนตัว
  • ไม่ใช่แค่การยอมรับและเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อบางอย่างเท่านั้น: หลักข้อเชื่อมีความสำคัญในการสรุปแก่นสาระของความเชื่อจากพระคัมภีร์ การยอมรับและเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากความเชื่อทั้งหมดหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ก็ถือเป็นความเข้าใจที่บกพร่อง ยากอบบทที่ 2 ข้อที่ 19 กล่าวว่า แม้แต่พวกผีมารก็เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวและกลัวจนตัวสั่น พวกผีมารรู้จักพระเยซูอย่างดีกว่าสาวกในตอนแรกเสียอีก การเชื่อว่า “มี” (something) แตกต่างจากการเชื่อ “ใน” (someone) อย่างสิ้นเชิง
  • ไม่ใช่แค่การยอมรับว่าพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่มนุษย์ทั้งหมดโดยรวมเท่านั้น: มีบางคนแม้จะเชื่อว่าพระเยซูสามารถช่วยมนุษย์ทั้งปวงให้รอดพ้นจากความผิดบาปได้ แต่กลับไม่รวมตนเองอยู่ในความรอดนั้น และเลือกที่จะเดินไปในทางอื่น

การเทศนาได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ “ความเชื่อที่สมบูรณ์” เป็น:

  • เป็นการวางใจเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของฉันอย่างเฉพาะเจาะจง: อัครทูตเปาโลกล่าวใน 1 ทิโมธี 1:15 ว่า “พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกเพื่อทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้” และในกาลาเทีย 2:20 ว่า “ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” นี่ไม่ใช่ความรักแบบทั่วไป แต่เป็นความรักที่พระบุตรของพระเจ้าทรงมีต่อแต่ละบุคคลและทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อคนเหล่านั้นโดยเฉพาะ เมื่อเราเชื่อวางใจในพระองค์ เราเปลี่ยนจากการเป็นผู้สังเกตการณ์ข้อเท็จจริงไปสู่การวางใจในพระองค์ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อเราแต่ละคน
  • เป็นการนำตัวเราเข้าไปผูกพันกับพระเจ้าอย่างผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์: เพราะความเชื่อนี้ เราจึงเลือกที่จะเข้าประตูแคบ ปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตน และติดตามพระองค์ไป เราเลือกที่จะรักพระองค์ยิ่งกว่าความสัมพันธ์อื่นใดในโลกนี้ ให้พระองค์ทรงเป็นอันดับหนึ่งเหนือทุกสิ่ง คำว่า “ความเชื่อ” (Faith) สามารถตีความได้ว่า “Forsaking All I Trust Him” (ละทิ้งทุกสิ่งแล้ววางใจในพระองค์) ความเชื่อนี้หมายถึงการ “อยู่และตายอย่างภักดี” เพราะพระเยซูไม่ใช่แค่พระผู้ช่วยให้รอดของเราเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและนายของเราด้วย คริสเตียนทุกคนเป็นทาสของพระคริสต์ (ในทางจิตวิญญาณ) ความเชื่อในพระเยซูจึงไม่ใช่แค่การซื้อกรมธรรม์ประกันภัยว่าจะไม่ต้องตกนรก แต่เป็นการนำชีวิตของเราไปผูกพันกับพระองค์ในฐานะผู้จงรักภักดี ดังอุปมาเรื่องนักกายกรรมที่น้ำตกไนแองการา เด็กชายที่กระโดดขึ้นไปนั่งบนรถของนักกายกรรมคือลูกชายของเขา เพราะเขารู้จักพ่อดีและวางใจในฝีมือของพ่ออย่างเต็มที่ ความเชื่อที่ทำให้เราได้รับความรอดคือการเอาชีวิตของเราไปฝากไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์
  • เป็นความเชื่อวางใจที่มีความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน: ถ้ามีความเชื่อที่แท้จริง จะมีความเชื่อฟังเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมา ยากอบ 2:14-26 กล่าวว่า ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤติย่อมตายแล้ว ไร้ผล ช่วยให้รอดไม่ได้ และทำให้ชอบธรรมไม่ได้ เหตุผลที่เราได้รับความรอดโดยพระคุณโดยทางความเชื่อนั้น (เอเฟซัส 2:8-9) ไม่ได้มาจากการกระทำของเรา เพื่อไม่ให้ใครอวดได้ แต่เอเฟซัส 2:10 กล่าวถึงเหตุผลว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้เราดำเนินตาม” เราไม่ได้รอดเพื่อจะลอยนวล แต่เราได้รับความรอดเพื่อจะประกอบการดี อุปมาเรื่อง “ม้าร่องหน” เปรียบเทียบว่า การพิสูจน์ว่าม้าร่องหนมีอยู่จริงนั้นยากพอๆ กับการพิสูจน์ว่ามีความเชื่อโดยไม่มีการประพฤติ ถ้าม้ามีตัวตนอยู่จริง มันต้องทิ้งร่องรอยไว้ฉันใด ถ้าเรามีความเชื่อจริง ความเชื่อนั้นก็ต้องมี “ความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน” ฉันนั้น

สรุปคือ:

  • สูตรแห่งความรอดคือ ความเชื่อ
  • แต่ ถ้าเป็นความเชื่ออย่างที่พระคัมภีร์สอน จะมีการประพฤติที่ดีเป็นผลที่งอกเกิดขึ้นตามมา

ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่เดินไปถูกทาง แม้เราจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่โดยความเชื่อที่แท้จริงในพระคริสต์ เรากำลังเติบโตขึ้นในลักษณะชีวิตที่เหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อัครทูตเปาโลหนุนใจให้พิจารณาตนเองว่าดำรงอยู่ในความเชื่อหรือไม่ และพิสูจน์ตนเองว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเราหรือไม่ ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้เป็นเพียงการรับรู้ทางสติปัญญาเท่านั้น แต่เป็นความเชื่อที่หยั่งลึกลงไปในจิตใจ ก่อให้เกิดผลในการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เป็นเหมือนประภาคารส่องแสงสว่างและเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใกล้พระองค์

 

ในหัวข้อ “การไถ่บาป” จากแหล่งข้อมูลที่ให้มา สามารถอธิบายได้ดังนี้:

ความจำเป็นของการไถ่บาป

  • มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นคนบาป และธรรมชาติของความเป็นคนบาปนี้จะแสดงออกมาให้เห็นในคำพูด การกระทำ และท่าทีภายในจิตใจ.
  • มนุษย์ไม่สามารถเป็นคนดีหรือรอดพ้นได้ด้วยการกระทำความดีของตนเองได้. แม้ความดีที่ทำบ่อยครั้งก็มาจากแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง. เปรียบเสมือนน้ำใสสะอาดหนึ่งแก้วที่ถูกหยดหมึกเพียงหยดเดียวก็จะกลายเป็นน้ำที่มีมลทินไป.
  • ไม่มีใครสามารถดำเนินชีวิตโดยปราศจากการกระทำผิดได้จนวันสุดท้ายของชีวิต. และบาปที่ได้กระทำไปแล้วในอดีตก็ยังคงอยู่.

ผู้เดียวที่สามารถไถ่บาปได้

  • หนทางเดียวที่มนุษย์จะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความบาปได้ คือต้องมีบุคคลหนึ่งมารับโทษทัณฑ์นั้นไปแทน.
  • บุคคลที่มารับโทษทัณฑ์แทนนั้น จะต้องไม่มีความผิดบาปด้วย.
  • บุคคลนั้นมีอยู่เพียงผู้เดียว คือ พระเยซู พระบุตรของพระเจ้า ผู้มาบังเกิดจากหญิงพรหมจารี. มีแต่เพียงพระองค์เท่านั้นที่สามารถแบกรับโทษทัณฑ์ของความผิดบาปไปแทนมนุษย์ได้.

วิธีการได้รับความรอดจากการไถ่บาป

  • มนุษย์สามารถรอดพ้นจากความบาปได้ด้วยวิธีเดียว คือ การเชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อเราที่กางเขนนั้น.
  • คำถามคือ “ความเชื่อที่ทำ ให้เราได้รับความรอด และกลับมาคืนดีกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นเป็นความเชื่อประเภทใด”.

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเชื่อที่นำไปสู่ความรอด

  1. ความเชื่อที่เป็นเพียงการยอมรับว่ามีพระเจ้าอยู่จริงเท่านั้น.
    • แม้คนจำนวนมากจะเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง ซึ่งบางคนก็มีความเชื่อที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ แต่หากไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ก็จะไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างในชีวิต.
    • การเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า แตกต่างจากการรู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว.
    • ตัวอย่างเช่น คนในกรุงเอเธนเชื่อว่ามีพระเจ้าและถึงกับสร้างแท่นบูชา “แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” แต่พวกเขาไม่ได้รู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัวเหมือนอัครทูตเปาโล. การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น.
  2. ความเชื่อที่เป็นเพียงการยอมรับและเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อบางอย่างเท่านั้น.
    • หลักข้อเชื่อมีความสำคัญในการสรุปสาระสำคัญของความเชื่อ แต่ถ้าความเชื่อทั้งหมดหยุดอยู่ที่การยอมรับหลักข้อเชื่อเท่านั้น ความเข้าใจนั้นก็ยังคลาดเคลื่อนอยู่.
    • ยากอบ 2:19 กล่าวว่า “ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว นั่นก็ดี แม้พวกผีก็เชื่อและกลัวจนตัวสั่น”. ผีรู้จักพระเยซูเป็นอย่างดีและรู้ว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ความรู้นั้นทำให้พวกมันกลัว ไม่ได้นำไปสู่ความรอด.
    • การมีหลักข้อเชื่อและเห็นด้วยกับมันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ความเชื่อที่ทำให้ได้รับความรอดต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น.
  3. ความเชื่อที่เป็นเพียงการยอมรับว่าพระเยซูทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่มนุษย์ทั้งหมดโดยรวมกันเท่านั้น.
    • มีบางคนที่เชื่อว่าพระเยซูสามารถช่วยมนุษย์ทั้งปวงให้รอดจากความผิดบาปได้ แต่ไม่ได้รวมตัวเองเข้าไปด้วย. พวกเขาจะแสวงหาทางรอดอื่น.

ลักษณะของความเชื่อที่นำไปสู่การไถ่บาปที่แท้จริง ความเชื่อที่ทำให้มนุษย์ได้รับความรอดและกลับมาคืนดีกับพระเจ้ามี 3 ประการ:

  1. การวางใจในพระเยซูว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของฉันอย่างเฉาะเจาะจง.

    • พระเยซูทรงรู้จักบาปของแต่ละบุคคลและสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปนั้น.
    • อัครทูตเปาโลกล่าวใน 1 ทิโมธี 1:15 ว่า “พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกเพื่อทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้”. และในกาลาเทีย 2:20 กล่าวว่า “พระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้าและได้ทรงสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพเจ้า”.
    • ความรักและการทนทุกข์ของพระองค์บนกางเขนเป็นการกระทำที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคล. นี่ไม่ใช่ความรักแบบ “นางงามจักรวาล” ที่รักทุกคนอย่างไม่รู้จักหน้าค่าตา แต่เป็นความรักส่วนตัว.
  2. การนำตัวเราเข้าไปผูกพันกับพระเจ้าอย่างผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์.

    • เพราะความเชื่อนี้ เราจึงเลือกที่จะเข้าประตูแคบ เลือกที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตามพระคำ ปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตน และรักพระองค์ยิ่งกว่าความสัมพันธ์ใดๆ.
    • พระเยซูไม่ใช่เพียงพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ทรงเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้าและเจ้า นายของเราด้วย.
    • คริสเตียนทุกคนเป็น ทาสของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 7:22).
    • ความเชื่อในพระเยซูจึงไม่ใช่แค่การ “ซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย” เพื่อไม่ให้ตกนรก แต่เป็นการผูกพันตนเองกับพระองค์อย่างจงรักภักดี.
    • ตัวอย่างนักกายกรรมเดินข้ามน้ำตกไนแอการาแสดงให้เห็นว่า การเชื่อว่าทำได้นั้นง่าย แต่การก้าวเข้าไปมอบชีวิตและผูกพันตนเองกับผู้นั้นต่างหากคือความเชื่อที่แท้จริง. เด็กชายที่กล้ากระโดดขึ้นไปนั่งในรถของนักกายกรรมคือลูกของนักกายกรรม เขารู้จักพ่อดีและเชื่อมั่นว่าปลอดภัย นี่คือความเชื่อแบบเดียวกับที่มนุษย์มอบชีวิตให้พระองค์.
  3. ความเชื่อวางใจที่มีความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน.

    • โรม 1:5 กล่าวถึงจุดประสงค์ของพันธกิจของเปาโลคือเพื่อเรียกผู้คนมาสู่ “ความเชื่อฟังซึ่งมาจากความเชื่อ”. หากมีความเชื่อที่แท้จริง จะมีความเชื่อฟังเป็นผลตามมา.
    • ยากอบ 2:14-26 กล่าวว่า “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นตายแล้ว” ไร้ผล ช่วยให้รอดไม่ได้ และทำให้ชอบธรรมไม่ได้. เพราะถ้าเป็นความเชื่อที่แท้จริง จะมีการประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน.
    • เอเฟซัส 2:8-9 กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ ได้มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้”.
    • อย่างไรก็ตาม ข้อ 10 กล่าวต่อว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่ง ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้เราดำเนินตาม”. มนุษย์รอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการประพฤติที่ดี. แต่เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกระทำการดี.
    • สูตรของความรอดคือ “ความเชื่อ” ไม่ใช่ “ความเชื่อบวกการประพฤติดี”. แต่ถ้าเป็นความเชื่ออย่างที่พระคัมภีร์สอน จะมีการประพฤติดีเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมา.
    • ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่เดินไปถูกทาง. เรากำลังอยู่ในกระบวนการของการเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงไปเหมือนพระเยซูคริสต์.

สรุปแล้ว การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์เป็นหนทางเดียวที่มนุษย์จะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความบาปได้ โดยผ่าน ความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์ ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่วางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อไถ่บาปของตนเองอย่างเฉพาะเจาะจง นำไปสู่การผูกพันตนเองกับพระองค์อย่างจงรักภักดี และสำแดงออกมาเป็นการประพฤติที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น.

 

ชีวิตคริสเตียน

เป็นแนวคิดที่สำคัญในการเทศนาเช้านี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกลับไปทบทวนพื้นฐานของความเชื่อเพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงและเข็มทิศในการดำเนินชีวิตติดตามพระเยซูคริสต์

คำเทศนานี้อธิบายว่าชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อหรือยอมรับบางสิ่งเท่านั้น แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตจริง:

  • ความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับความเชื่อ (ความเข้าใจที่พร่องไป):

    • มากกว่าแค่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง: การเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ไม่เพียงพอ หลายพันล้านคนในโลกเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง แม้เนื้อหาความเชื่อจะแตกต่างกันไป ผู้คนในกรุงเอเธนก็เชื่อในพระเจ้า แม้พวกเขาจะไม่รู้จักพระนามและสร้างแท่นบูชาแด่ “พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” การรู้เกี่ยวกับพระเจ้าแตกต่างจากการรู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว
    • มากกว่าแค่ยอมรับหลักข้อเชื่อบางอย่าง: การมีหลักข้อเชื่อและการเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ความเชื่อที่นำไปสู่ความรอดต้องไม่หยุดเพียงแค่นั้น หนังสือยากอบกล่าวว่าแม้แต่พวกผีก็ยังเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวและกลัวจนตัวสั่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเชื่อในข้อเท็จจริงทางเทววิทยาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้รอด เหล่าสาวกเองก็ไม่ได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนในตอนแรก แต่ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นจากการติดตามพระเยซู
    • มากกว่าแค่เชื่อว่าพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่มนุษย์โดยรวม: การเชื่อว่าพระเยซูสามารถไถ่บาปของมนุษย์ทั้งปวงได้ แต่ไม่รวมถึงตัวเอง ก็ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริงที่นำไปสู่ความรอด
  • ความหมายของความเชื่อที่นำไปสู่ความรอด (ความเชื่อที่แท้จริง):

    • การวางใจเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของฉันอย่างเฉพาะเจาะจง: เปาโลกล่าวว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกเพื่อช่วยคนบาปให้รอด และในบรรดาคนบาปนั้น “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้” พระเยซูทรงรู้จักและรักมนุษย์ทุกคนเป็นการส่วนตัว และสิ้นพระชนม์สละพระชนม์ชีพเพื่อคนเหล่านั้นแต่ละคน ความรักนี้ไม่ใช่ความรักแบบทั่วไปที่ไม่รู้จักตัวตน แต่เป็นความรักที่เฉพาะเจาะจง
    • การนำตัวเราเข้าไปผูกพันกับพระเจ้าอย่างผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์: ความเชื่อที่แท้จริงนำพาเราให้เลือกเข้าประตูแคบ เลือกที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตามพระวจนะ ไม่ใช่แค่ผู้ฟังเท่านั้น เราเลือกที่จะปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตน และตามพระองค์ไป เราเลือกที่จะรักพระองค์ยิ่งกว่าความสัมพันธ์ใดๆ ในโลกนี้ และให้พระองค์ทรงเป็นอันดับหนึ่งเหนือทุกสิ่ง พระเยซูไม่ได้เป็นเพียงพระผู้ช่วยให้รอดของเราเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและนายของเราด้วย คริสเตียนทุกคนจึงเป็น “ทาสของพระคริสต์” ซึ่งหมายถึงการผูกพันตัวเองกับพระองค์อย่างจงรักภักดี นี่ไม่ใช่การซื้อประกันอัคคีภัยเพื่อหลีกเลี่ยงนรก แต่เป็นการมอบชีวิตของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เหมือนเด็กชายที่วางใจกระโดดขึ้นรถของนักกายกรรมที่เป็นพ่อของเขา
    • ความเชื่อวางใจที่มีความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน: หากมีความเชื่อที่แท้จริง จะมีความเชื่อฟังเป็นผลที่ตามมา ยากอบกล่าวว่าความเชื่อที่ไม่มีการประพฤติย่อมตายแล้ว ไร้ผล และช่วยให้รอดไม่ได้ เราได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ ไม่ใช่มาจากการกระทำดีของเรา อย่างไรก็ตาม เราถูกสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ “เพื่อให้ทำการดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น สูตรของความรอดคือ “ความเชื่อ” แต่ถ้าเป็นความเชื่ออย่างที่พระคัมภีร์สอน จะมีการประพฤติเป็นผลที่งอกงามออกมา
  • ลักษณะของชีวิตคริสเตียน:

    • ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่ไปถูกทาง ไม่มีคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบและไม่มีคริสตจักรที่สมบูรณ์แบบ
    • เป็นกระบวนการของการเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามากขึ้นเรื่อยๆ
    • ความเชื่อที่แท้จริงจะส่งผลต่อลักษณะการติดตามพระคริสต์และการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ทำให้โลกได้เห็นความแตกต่างที่พระองค์ก่อให้เกิดกับเรา
    • ชีวิตคริสเตียนควรเป็นเหมือนประภาคารส่องแสงสว่างในความมืด และเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใกล้พระองค์

โดยสรุปแล้ว ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่แท้จริงในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นการวางใจเฉพาะเจาะจงในพระองค์ มอบชีวิตให้พระองค์อย่างจงรักภักดี และสำแดงออกมาผ่านการประพฤติที่สอดคล้องกับการเป็นผู้ติดตามพระองค์ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่กำลังเติบโตและถูกเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ.

 

ความรอด (Salvation)

เป็นแนวคิดสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในการเทศนา โดยเป็นการกลับมาคืนดีและมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

คำเทศนานี้อธิบายถึงความรอดอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่สาเหตุที่มนุษย์ต้องการความรอด ไปจนถึงลักษณะของความเชื่อที่นำไปสู่ความรอดที่แท้จริง:

1. สาเหตุที่มนุษย์ต้องการความรอด

  • มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นคนบาป: มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับธรรมชาติของความบาป ซึ่งจะส่งผลออกมาให้เห็นทั้งทางคำพูด ความคิด และการกระทำ
  • ไม่สามารถรอดพ้นได้ด้วยการกระทำดีของตนเอง: ไม่มีใครสามารถเป็นคนดีด้วยตัวเองได้ และไม่สามารถรอดพ้นจากความบาปด้วยการประพฤติดีของตนเองได้เลย ความบาปแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ความดีทั้งหมดเป็นมลทินได้ เปรียบเสมือนหมึกหยดเดียวที่ทำให้แก้วน้ำสะอาดทั้งแก้วกลายเป็นน้ำมลทิน แม้จะพยายามไม่ทำผิดในอนาคต แต่ความบาปที่ได้กระทำไปแล้วในอดีตก็ยังคงอยู่
  • ความจำเป็นต้องมีผู้รับโทษแทน: ทางเดียวที่จะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความบาปได้ คือต้องมีบุคคลหนึ่งมารับโทษทัณฑ์นั้นแทนเรา และบุคคลนั้นจะต้องปราศจากความผิดบาป บุคคลนั้นคือ พระเยซู พระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถแบกรับโทษทัณฑ์ความผิดบาปไปแทนเราได้

2. ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับความเชื่อที่นำไปสู่ความรอด คำเทศนานี้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่พร่องไปหรือยังไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งพบได้ทั้งในคนนอกคริสตจักรและน่าแปลกใจว่าบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในคริสตจักรด้วย:

  • มากกว่าแค่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง: การเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ไม่เพียงพอ คนหลายพันล้านคนในโลกเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง แม้เนื้อหาความเชื่อจะแตกต่างกัน การรู้ เกี่ยวกับ พระองค์ แตกต่างจากการรู้จักพระองค์ เป็นการส่วนตัว ยกตัวอย่างคนในกรุงเอเธนที่สร้างแท่นบูชาแด่ “พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” พวกเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าแต่ไม่รู้จักพระองค์เป็นการส่วนตัว ในทางกลับกัน อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าเชื่อ”
  • มากกว่าแค่ยอมรับและเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อบางอย่าง: หลักข้อเชื่อมีความสำคัญในการกลั่นกรองสาระสำคัญของความเชื่อ แต่การเพียงแค่ยอมรับหรือเห็นด้วยกับหลักข้อเชื่อก็ยังไม่พอ หนังสือยากอบกล่าวว่า “ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น นั่นก็ดี แม้พวกผีก็เชื่อและกลัวจนตัวสั่น” พวกผีรู้จักพระเยซูดีและรู้ว่าพระองค์คือใครตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งต่างจากเหล่าสาวกที่ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นเมื่อติดตามพระองค์ไป ดังนั้น ความเชื่อที่เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงทางเทววิทยาไม่ได้ดีไปกว่าพวกผี และไม่นำไปสู่ความรอด
  • มากกว่าแค่ยอมรับว่าพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่มนุษย์ทั้งหมดโดยรวม: การเชื่อว่าพระเยซูสามารถไถ่บาปของมนุษย์ทั้งปวงได้ แต่ไม่รวมถึงตัวเองนั้น ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง ยกตัวอย่างชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าพระเยซูสามารถช่วยมนุษย์ทั้งปวงให้รอดพ้นจากบาปได้ แต่เขาปฏิเสธที่จะต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของตนเอง เพราะเขาต้องการไปสู่ทางรอดอื่น

3. ลักษณะของความเชื่อที่แท้จริงที่นำไปสู่ความรอด ความเชื่อที่ทำให้เราได้รับความรอดและกลับมาคืนดีกับพระองค์นั้นมี 3 ประเด็นหลัก:

  • การวางใจเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของ_ฉัน_อย่างเฉพาะเจาะจง:
    • อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกเพื่อทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้น ข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้”
    • พระเยซูทรงรู้จักมนุษย์ทุกคนเป็นการส่วนตัว และทรงสิ้นพระชนม์สละพระชนม์ชีพเพื่อแต่ละคน ความรักนี้ไม่ใช่ความรักแบบทั่วไปที่ไม่รู้จักตัวตน แต่เป็นความรักที่เฉพาะเจาะจงที่พระองค์ทรงมีต่อแต่ละบุคคล
    • เมื่อเราเชื่อวางใจในพระองค์ เราเปลี่ยนจากการเป็นผู้สังเกตการณ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไถ่บาป มาเป็นการวางใจในพระองค์ผู้ทรงวายพระชนม์เพื่อเราแต่ละคน
  • การนำตัวเราเข้าไปผูกพันกับพระเจ้าอย่างผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์:
    • ความเชื่อนี้ทำให้เราเลือกที่จะเข้าประตูแคบ เลือกที่จะเป็นผู้ปฏิบัติตามพระวจนะ ไม่ใช่แค่ผู้ฟังเท่านั้น
    • เราเลือกที่จะปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตน และติดตามพระองค์ไป
    • เราเลือกที่จะรักพระองค์ยิ่งกว่าความสัมพันธ์ใดๆ ในโลกนี้ และให้พระองค์ทรงเป็นอันดับหนึ่งเหนือทุกสิ่ง
    • พระเยซูไม่เพียงแต่เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและนายของเราด้วย คริสเตียนทุกคนจึงเป็น “ทาสของพระคริสต์” ซึ่งหมายถึงการผูกพันตัวเองกับพระองค์อย่างจงรักภักดี
    • นี่ไม่ใช่การซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยเพื่อหลีกเลี่ยงนรก แต่เป็นการมอบชีวิตของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เหมือนเด็กชายที่วางใจกระโดดขึ้นรถของนักกายกรรมที่เป็นพ่อของเขา เพราะเขารู้จักพ่อของเขาดีและมั่นใจในความปลอดภัย
  • ความเชื่อวางใจที่มีความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน:
    • หากมีความเชื่อที่แท้จริง จะมีความเชื่อฟังเป็นผลที่ตามมา
    • ยากอบกล่าวว่า “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นตายแล้ว” “ไร้ผล” “ช่วยให้รอดไม่ได้” และ “ทำให้ชอบธรรมไม่ได้”
    • เราได้รับความรอด “ด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ” และ “ไม่ ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ยังระบุว่า “เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดี”
    • ดังนั้น สูตรของความรอดคือ “ความเชื่อ” แต่ถ้าเป็นความเชื่ออย่างที่พระคัมภีร์สอน จะมีการประพฤติที่ดีเป็นผลที่งอกงามออกมา ไม่ใช่ความเชื่อบวกกับการประพฤติที่ดีเพื่อให้รอด แต่ความเชื่อที่แท้จริงจะผลิตผลเป็นการประพฤติที่ดีออกมา
    • เปรียบเสมือนม้าล่องหนที่ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ได้หากไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ในทำนองเดียวกัน หากมีความเชื่อจริง ย่อมต้องมีพฤติกรรมที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยันความจริงแท้ของความเชื่อนั้น

4. ชีวิตคริสเตียนในฐานะผลของความรอด

  • ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่ไปถูกทาง ไม่มีคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบและไม่มีคริสตจักรที่สมบูรณ์แบบ
  • เป็นกระบวนการของการเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ และการเปลี่ยนแปลงไปเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามากขึ้นเรื่อยๆ
  • ความเชื่อที่แท้จริงนี้จะส่งผลต่อลักษณะการติดตามพระคริสต์และการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ทำให้โลกได้เห็นความแตกต่างที่พระองค์ก่อให้เกิดกับเรา
  • ชีวิตนี้ควรเป็นเหมือนประภาคารที่ส่องแสงสว่างในความมืด และเป็นแม่เหล็กที่ชักนำคนอีกมากหลายให้เข้ามาใกล้พระองค์

โดยสรุปแล้ว ความรอดในชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับข้อมูลทางปัญญาเท่านั้น แต่เป็นการวางใจเฉพาะเจาะจง มอบชีวิตให้พระองค์อย่างจงรักภักดี และสำแดงออกมาผ่านการประพฤติที่สอดคล้องกับการเป็นผู้ติดตามพระองค์อย่างต่อเนื่อง

 

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นบุคคลสำคัญ

และเป็นศูนย์กลางของคำเทศนาในเช้าวันนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์สามารถสรุปได้ดังนี้:

พระอัตลักษณ์และบทบาทของพระเยซูคริสต์

  • พระบุตรของพระเจ้าและพระผู้เป็นเจ้า: พระองค์ทรงถูกกล่าวถึงว่าเป็น “พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า” ของคริสเตียน และทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า ผู้มาบังเกิดจากหญิงพรหมจารี” นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเจ้านายของเรา” ไม่ใช่แค่เพียงพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น และผู้เชื่อก็เป็นเหมือนทาสของพระองค์
  • พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และไม่เปลี่ยนแปลง: พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเป็นอยู่เดียวกันเมื่อวานนี้ วันนี้ และตลอดไป ผู้เชื่อสามารถไว้วางใจในพระวจนะและพระลักษณะของพระองค์ได้
  • ผู้ไถ่บาป: พระองค์เป็นบุคคลเดียวที่สามารถแบกรับโทษทัณฑ์ของความผิดบาปแทนมนุษย์ได้ เนื่องจากพระองค์ปราศจากความผิดบาป
  • ความรักส่วนบุคคล: พระองค์ทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน และทรงรักแต่ละคนเป็นการส่วนตัว ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อคนเหล่านั้น ความรักของพระองค์ไม่ใช่ความรักแบบทั่วไป แต่เป็นความรักที่เฉพาะเจาะจงและเสียสละ

การทนทุกข์และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

  • เหตุผลแห่งการทนทุกข์: พระเยซูต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่กางเขน ซึ่งเป็นผลมาจากความบาปของมนุษย์ทุกคน
  • การไถ่บาปส่วนบุคคล: การทนทุกข์และการวายพระชนม์ของพระองค์ที่กางเขนนั้น เป็นไปอย่างเจาะจงเพื่อไถ่บาปของแต่ละบุคคล พระองค์ทรง “รักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพเจ้า”

ลักษณะของความเชื่อในพระเยซูที่นำไปสู่ความรอด แหล่งข้อมูลระบุว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อที่พร่องไปนั้นพบได้ทั้งในและนอกคริสตจักร และเน้นย้ำว่าความเชื่อที่นำไปสู่ความรอดนั้นไม่ใช่แค่การยอมรับความจริงเท่านั้น

ความเชื่อที่แท้จริงในพระเยซูคริสต์หมายถึง 3 ประการ:

  1. การวางใจในพระเยซูว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของฉันอย่างเฉพาะเจาะจง
    • พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกเพื่อช่วยคนบาปให้รอด
    • ผู้เชื่อจะต้องเคลื่อนจากการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรอด ไปสู่การเชื่อวางใจในพระองค์ผู้ทรงวายพระชนม์เพื่อเราแต่ละคน
    • ความเชื่อนี้แตกต่างจากการเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริงเท่านั้น หรือการยอมรับหลักข้อเชื่อบางอย่าง หรือการเชื่อว่าพระเยซูทรงไถ่มนุษย์ทั้งหมดโดยรวมเพียงอย่างเดียว แม้แต่ผีก็เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวและรู้จักพระเยซูว่าเป็น “พระบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด” แต่ก็ยังกลัวและตัวสั่น
  2. การนำตัวเราเข้าไปผูกพันกับพระเจ้าอย่างผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์
    • ความเชื่อคือการสละทิ้งสิ่งทั้งปวงและไว้วางใจในพระองค์ ให้พระองค์เป็นอันดับหนึ่งเหนือทุกสิ่ง
    • พระเยซูไม่ได้เป็นเพียงพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเจ้านายของเรา ผู้เชื่อจึงเป็น “ทาสของพระคริสต์”
    • ความเชื่อในพระเยซูไม่ใช่เหมือนกับการซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยเพื่อหลีกเลี่ยงนรกเท่านั้น แต่เป็นการมอบชีวิตไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ อย่างที่เด็กชายคนหนึ่งไว้วางใจในบิดาของเขาที่เป็นนักกายกรรมเดินข้ามน้ำตกไนแองการา
  3. ความเชื่อวางใจที่มีความประพฤติที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน
    • เปาโลต้องการให้ผู้คนเข้าสู่ความเชื่อฟังซึ่งมาจากความเชื่อที่แท้จริง
    • ยากอบกล่าวว่า “ความเชื่อที่ไม่มีการประพฤตินั้นตายแล้ว” “ไร้ผล” “ช่วยให้รอดไม่ได้” และ “ทำให้ชอบธรรมไม่ได้”
    • ความรอดนั้นมาโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ ไม่ใช่มาจากการกระทำดี
    • อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อถูก “สร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดี” ดังนั้น หากมีความเชื่อที่แท้จริง ก็จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้องเป็นหลักฐานยืนยัน
    • ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง คือการเติบโตขึ้นในพระลักษณะเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ

การพิจารณาตนเอง ผู้เทศนาหนุนใจให้ผู้ฟัง “พิจารณาตัวเองดูว่าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในความเชื่อหรือไม่” และ “พิสูจน์ตัวเอง” เพื่อให้แน่ใจว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในพวกเขา ความเชื่อที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการรับรู้ทางปัญญาเท่านั้น แต่เป็นการฝังรากลึกในจิตใจ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดผลที่ทำให้โลกเห็นถึงความแตกต่างที่พระองค์ทรงกระทำให้เกิดขึ้นในผู้ที่เชื่อในพระองค์